thansettakij
thansettakij
รู้จัก ‘โรคไข้ดิน’ กลุ่มเสี่ยง สาเหตุ หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์

รู้จัก ‘โรคไข้ดิน’ กลุ่มเสี่ยง สาเหตุ หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์

19 เม.ย. 69 | 04:58 น.
อัปเดตล่าสุด :19 เม.ย. 69 | 05:32 น.

รู้จัก ‘โรคไข้ดิน’ กลุ่มเสี่ยง สาเหตุ หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์ : Tricks for Life

หลังโรคเมลิออยด์โดสิส หรือ โรคไข้ดิน เกิดการระบาดและมีแนวโน้มน่ากังวล โดยสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 16 เม.ย. 2569 พบผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศแล้ว 732 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 23 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

โรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และมีอันตรายถึงชีวิตหากรักษาไม่ทันท่วงที เชื้อโรคนี้อาศัยอยู่ใน ดินและน้ำ ผู้ที่ทำงานสัมผัสดินหรือน้ำโดยตรงมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน (เสี่ยงสูงสุด), โรคไตเรื้อรัง, โรคธาลัสซีเมีย หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

รู้จักโรคไข้ดิน

โรคเมลิออยด์ หรือ “โรคไข้ดิน” เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ที่พบได้ทั่วไปในดิน น้ำ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้จากการสัมผัสน้ำหรือดินที่มีเชื้อปนเปื้อน ผ่านทางบาดแผล การหายใจเอาฝุ่นดิน หรือการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ

อาการ

เมื่อได้รับเชื้อจะเริ่มแสดงอาการได้หลากหลายทั้งแบบเฉียบพลันรุนแรง จนถึงแบบค่อยเป็นค่อยไปและเรื้อรัง อาการแบบเฉียบพลันจะมีอาการเฉลี่ย 3 - 7 วัน ส่วนแบบเรื้อรัง จะมีอาการภายใน 2 - 3 สัปดาห์ จนเป็นเดือนหรือหลายปี

อาการที่ต้องรีบพบแพทย์ คือ ไข้สูงเกิน 2 วัน หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก มีแผลบวมแดง มีหนอง หรือมีแผลติดเชื้อ ทั้งนี้ลักษณะของแผล ฝีหนองที่อาจพบได้ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนหรือก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง  ลักษณะคล้ายฝี ที่มีหนองอยู่ภายใน ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ บวม แดง ร้อน และกดเจ็บ ตุ่ม ฝีอาจแตกมีหนองไหลสีขาว เหลือง หรือขุ่น

รู้จัก ‘โรคไข้ดิน’ กลุ่มเสี่ยง สาเหตุ หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์

บางรายเกิด หลายจุดพร้อมกัน หากเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดอาจเกิด ภาวะติดเชื้อรุนแรง ซึ่งเสี่ยงเสียชีวิต เพราะฉะนั้น หากมีอาการร่วม เช่น ไข้สูง หนาวสั่น อ่อนเพลียหรือมีตุ่ม ฝีหนองลักษณะดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ทันที

ขอความร่วมมือให้หน่วยงานสาธารณสุข เร่งให้คำแนะนำประชาชนกลุ่มเสี่ยง ให้ระมัดระวังหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำ สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น รองเท้าบูทและถุงมือ

หากมีอาการไข้สูงเกิน 2 วัน และมีประวัติเสี่ยงให้รีบไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลอย่างรวดเร็ว

กลุ่มเสี่ยง

  • ผู้สูงอายุ
  • เกษตรกร
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ป่วยโรคไต
  • ผู้มีโรคเรื้อรัง
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลน หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมรองเท้าบูท หรือถุงพลาสติกหุ้มรองเท้าไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำโดยตรง
  • กรณีมีบาดแผลควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ หมั่นล้างมือ ล้างเท้าด้วยน้ำสบู่บ่อย ๆ และอาบน้ำทันทีหลังจากลุยน้ำ
  • หากมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที