

ผู้คนส่วนมากมักคิดว่า “โรคไส้เลื่อน” เกิดขึ้นกับเพศชายเพียงอย่างเดียว แต่รู้ไหมว่า เพศหญิงก็สามารถเผชิญกับไส้เลื่อนได้เช่นเดียวกัน
“โรคไส้เลื่อน” เป็นภาวะที่ลำไส้บางส่วนเลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมย้ายไปอยู่อีกตำแหน่งหนึ่ง หรือส่วนที่เกิดความอ่อนแอหรือหย่อนยานของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดก้อนที่ปูดนูนออกมา ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการคลำ ไส้เลื่อนอาจทำให้เจ็บหรือปวดได้ โดยเฉพาะเมื่อท่านยกของหนัก มีอาการไอ หรือโน้มตัวลง เป็นต้น
อาการของไส้เลื่อน ในช่วงเริ่มต้นของการเป็นไส้เลื่อน อาการยังไม่แสดงออกที่ชัดเจนมากนัก ต้องสังเกตจากลักษณะภายนอกเป็นหลัก เช่น มีก้อนลักษณะตุง นูน ยื่นออกมาบริเวณขาหนีบ หรือส่วนที่เคยผ่าตัด หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบรักษาจะเริ่มมีอาการจุก เจ็บปวดบริเวณที่มีก้อนตุงนูนออกมา และมีอาการ ปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย อาการเหล่านี้เป็นอาการขั้นรุนแรงต้องได้รับการผ่าตัดด่วน
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดไส้เลื่อนก็คือ “ผนังหน้าท้อง” ขาดความแข็งแรง และมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ โดยเพศชาย มีโอกาสเป็นไส้เลื่อนขาหนีบมากกว่าเพศหญิง รวมไปถึงอายุ ที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอลงตามวัย และการเบ่งหรือเพิ่มแรงดันในช่องท้อง สำหรับผู้ชายที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโต ต้องเบ่งปัสสาวะบ่อยร่วมกับท้องผูกเรื้อรัง
อย่างไรก็ดี หากไม่อยากเป็นไส้เลื่อน สิ่งที่ควรปฏิบัติ มีดังนี้
1. ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
2. รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ทานผักและผลไม้ เพื่อลดอาการท้องผูก
3. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือยกให้ถูกวิธี
4. ไม่สูบบุหรี่ เพื่อลดอาการไอ หากไอมากกว่าปกติควรรีบติดต่อแพทย์ทันที
ส่วนข้อสงสัยที่ว่า “ผู้หญิงเป็นไส้เลื่อนได้จริงหรือ?” ข้อเท็จจริงคือ ไส้เลื่อนที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการยกของหนัก รวมถึงผ่าตัดหรือผ่าคลอดเนื่องจากการตั้งครรภ์จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องอ่อนแรงจนเกิดไส้เลื่อนขึ้นมาได้
การสังเกตความผิดปกติของร่างกายอย่างใกล้ชิด และดูแลกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรง คือสิ่งสำคัญในการป้องกัน หากพบก้อนนูน เจ็บ หรือจุกผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันการลุกลามที่อาจส่งผลอันตรายต่อชีวิตได้