
วิกฤตสิ่งแวดล้อมนโยบายและมาตรการการค้าใหม่สหภาพยุโรป
วิกฤตสิ่งแวดล้อมนโยบายและมาตรการการค้าใหม่สหภาพยุโรป : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ โดย รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,817 หน้า 5 วันที่ 11 - 14 กันยายน 2565
สหภาพยุโรปตั้งเป้าหมายให้ยุโรป เป็นภูมิภาคแรกในโลกในการเป็นกลางในการปล่อยคาร์บอน (Carbon Neutral) ในปี 2050 และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศนโยบายใหม่ที่เกี่ยว ข้องกับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศภายใต้ นโยบาย European Green Deal โดยนโยบายใหม่นี้จะมีแนวทางการกำหนดมาตรการครอบคลุมใน 8 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม, ภูมิอากาศ, ภาคอุตสาหกรรม, ภาคเกษตรกรรม, ภาคพลังงาน, ภาคการขนส่ง, การวิจัยและพัฒนา, การสนับสนุนงบประมาณในกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ทั้งนี้สหภาพยุโรปได้มีการกำหนดเป้าหมายขึ้นกลางไว้ที่ปี 2030 หรืออีก 8 ปีต่อจากนี้ให้ต้องมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas: GHG) ให้ได้มากกว่า 55% ของปริมาณ GHG ที่ปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในปี 2020 และในเฟสแรกนี้สินค้ากลุ่มที่ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษได้แก่ ปาล์มและนํ้ามันปาล์ม ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ ป่าไม้และผลิตภัณฑ์ ปศุสัตว์ 4 ขา (สุกร, โค, กระบือ) โกโก้ กาแฟ และผลิตภัณฑ์ที่ต่อเนื่องจากผลผลิตเหล่านี้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
ถึงแม้สหภาพยุโรปจะบังคับใช้มาตรการทุกประเภทที่ออกมาอย่างไม่มีการเลือกปฏิบัติ ทั้งระหว่างผู้ประกอบสหภาพยุโรป และผู้ประกอบการนานาชาติ และระหว่างผู้ประกอบการจากทุกประเทศเอง แต่มาตรการเหล่านี้ต่างก็เป็นการเพิ่มต้นทุน และต้องการการปรับตัวจากผู้ประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจอยู่ในประเทศที่มาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และสิทธิมนุษยชนยังไม่ได้พัฒนาไปมากนัก
มาตรการต่างๆ ที่สหภาพยุโรปกำลังอยู่ในระหว่างการร่างกฎกติกาในขณะนี้มีอะไรบ้างที่ผู้ประกอบการไทยต้องสนใจ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมการสัมมนา “ก้าวทันนโยบายและมาตรการการค้าใหม่ของสหภาพยุโรป” ที่จัดขึ้นโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2565 โดยมีวิทยากรจากสำนัก งานผู้แทนสหภาพยุโรป ซึ่งสามารถสรุปถึงมาตรการที่จะต้องเตรียมการปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการไทย ดังนี้
Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน โดยผู้ประกอบการที่จะส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายในสหภาพยุโรป ต้องแจ้งจำนวนสินค้า และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวน การผลิตสินค้านั้นๆ (Carbon Footprint) เพื่อคำนวนมูลเท่าเทียบเท่าเป็นตัวเงินของก๊าซเรือนกระจกนั้นเพื่อชำระให้กับหน่วยงานบริการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรปก่อนที่จะมีการนำเข้าสินค้านั้นเข้าไปขายในประเทศสหภาพยุโรป โดยมาตรการ CBAM จะเริ่มใช้ในปี 2026 กับสินค้าเริ่มต้นคือ ผลิตภัณฑ์ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม ปุ๋ย และพลังงานไฟฟ้า for Cement, Iron and Steel, Aluminum, Fertiliser, Electricity)
กฎหมายกำกับการดูแลกิจการอย่างยั่งยืน Corporate Sustainability Due Diligence (CSDD) ที่จะเริ่มใช้ในปี 2024 กับสินค้าในกลุ่ม สิ่งทอ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม, สินค้าเกษตร, สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้, ผลิตภัณฑ์ประมง และ สินแร่ แร่ธาตุ ผู้ประกอบการจะต้องสร้างกระบวน การตรวจสอบย้อนหลังอย่างมีระบบ ในมิติการใช้แรงงาน สิทธิมนุษยชน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ
ระเบียบว่าด้วยการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดการทาลายป่า สหภาพยุโรปจะห้ามนำเข้าสินค้าที่ไดม่ได้รับรอง Deforestation Free Products ดังนั้นการใช้พื้นที่และเอกสารสิทธิ์ของผู้ประกอบการจะต้องถูกตรวจสอบ
กฎหมายผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนของสหภาพยุโรป Ecodesign for Sustainable Product Initiative (ESPR) ยุโรปจะสร้างมาตรฐานตลอดการผลิตตั้งแต่ต้นนํ้าการผลิตวัตถุดิบ ไปจนถึงหลังการบริโภคของผู้บริโภคขั้นสุดท่ายที่ไม่มีของเสีย ซึ่งมาตรการนี้จะมีการใช้ Digital Product Passport (DPP) ที่ติดตั้งในฉลากสินค้า เพื่อตรวจสอบ และจัดเก็บข้อมูลในทุกกิจกรรมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
จะเห็นได้ว่ามาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างแน่นอนต่อผู้ประกอบการชาวไทย และในทางกลับกันมาตรการเหล่านี้ก็จะสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้ เพราะใครก็ตามที่สามารถปรับตัวสู่มาตรฐานที่สูงขนาดนี้ได้ ก็จะสามารถขายสินค้าของตนได้ในทุกตลาดทั่วโลก ไม่ใช่แต่ในสหภาพยุโรปเท่านั้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้เขียนขอแนะ นำให้ผู้ประกอบการติดตามชมย้อนหลังแการสัมมนา “ก้าวทันนโยบายและมาตรการการค้าใหม่ของสหภาพยุโรป” ที่มีการเผยแพร่แล้วใน Facebook ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์









