

KEY
POINTS
เมื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับตรงๆ ว่าการที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ปรับลดแนวโน้มเครดิตไทยเป็นลบนั้น “ถือเป็นคำเตือนที่เราต้องให้ความสำคัญ”
ข้อความสั้นๆ ประโยคนี้สะท้อนถึงความจริงอันโหดร้ายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ นั่นคือ ฐานะการคลังของประเทศกำลังเดินสู่จุดวิกฤติที่อาจไม่มีทางกลับ
ที่น่าสนใจคือ แม้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลจะมีอายุเพียง 4 เดือน แต่กระทรวงการคลังภายใต้การนำของนายเอกนิติกลับเลือกที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ด้วยแผนงานที่เขาเรียกว่า “Quick Big Win” หรือนโยบายที่ต้องเร็ว ใหญ่ พอ และเป็นประโยชน์ทุกฝ่าย
การที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ปรับแนวโน้มเครดิตไทยจากระดับ “คงที่” เป็น “เชิงลบ” แม้จะยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+ นั้น ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ทางเทคนิค แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อประเทศไทยกำลังสั่นคลอน
ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ออกรายงานเตือนอย่างชัดเจนว่า อันดับเครดิตของไทยอาจตกสู่ระดับ Non-Investment Grade หรือไม่น่าลงทุนภายในปี 2570 เพราะความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 16% ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD ที่ 24.8% และกลุ่มเอเชียแปซิฟิกที่ 18.6% อย่างมีนัยสำคัญ
ที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นคือ ตัวชี้วัดสำคัญอย่างสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล ซึ่งหากเกินกว่า 12% จะถูกมองว่าอยู่ในระดับ Non-Investment Grade นั้น มีแนวโน้มที่จะข้ามเกณฑ์นี้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป หมายความว่า รัฐบาลจะต้องใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงเพื่อจ่ายดอกเบี้ย จนอาจไม่มีเงินเหลือพอที่จะพัฒนาประเทศ
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่นายเอกนิติต้องเผชิญคือโครงสร้างรายได้ของรัฐบาลที่ไม่สมดุล สภาพัฒน์ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างรายได้ของไทยพึ่งพาภาษีทางอ้อม 51.4% ขณะที่ภาษีทางตรงมีเพียง 36.2% ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลพึ่งพารายได้จากการบริโภคมากกว่าการเก็บภาษีจากรายได้หรือทรัพย์สิน
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ ค่า Buoyancy Revenue ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 1 แสดงให้เห็นว่า การจัดเก็บรายได้รัฐบาลขยายตัวช้ากว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือกล่าวง่ายๆ คือ แม้เศรษฐกิจจะโต แต่รัฐบาลกลับเก็บภาษีได้น้อยลง ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพของระบบภาษีและการสูญเสียฐานภาษีจากช่องว่างต่างๆ
จากข้อมูลแผนการคลังระยะปานกลางปี 2568-2572 หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นจาก 12.6 ล้านล้านบาท หรือ 65.6% ของจีดีพีในปี 2568 เป็น 15.6 ล้านล้านบาท หรือ 69.3% ของจีดีพีในปี 2572 ใกล้เคียงเพดานตามกฎหมายที่ 70% อย่างน่าตกใจ
ที่น่ากังวลคือ งบประมาณรายจ่ายจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.6% ต่อปี ขณะที่รายได้รัฐบาลสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 3.94% ต่อปี ส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณยังคงอยู่ในระดับสูง โดยรัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเฉลี่ยปีละกว่า 700,000-800,000 ล้านบาท
ตัวเลขที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหาคือ สัดส่วนงบชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายประจำปีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 6.93% ในปี 2568 เป็น 11.23% ในปี 2572 หมายความว่า เงินภาษีที่ประชาชนจ่ายมากกว่าหนึ่งใน 10 จะถูกนำไปใช้จ่ายเพียงเพื่อชำระหนี้ ไม่ใช่เพื่อพัฒนาประเทศ
ในเดือนพฤศจิกายนนี้ รัฐบาลจะทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางครั้งใหญ่ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีแผนชัดเจนในการปฏิรูปการคลัง โดยแบ่งเป็น “ที่ทำได้ทำเลย” และ “ที่ทำไม่ได้จะทำเป็นแผนไว้” เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในระยะยาว นี่คือครั้งแรกที่รัฐบาลจะวาง Roadmap ชัดเจนต่อสาธารณะว่าจะปรับขาดดุลลงอย่างไร
แนวคิดหลักคือการสร้างความน่าเชื่อมั่นว่า การขาดดุลจะทยอยลดลงหลังปีงบประมาณ 2569 และหนี้ต่อจีดีพีจะคงที่ไม่เกิน 65% พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ภาครัฐและจัดลำดับรายจ่ายอย่างมีวินัย
การปฏิรูปโครงสร้างรายได้เป็นหัวใจสำคัญของแผนนายเอกนิติ สภาพัฒน์เสนอให้มีการปรับโครงสร้างภาษี ขยายฐานภาษีให้ครอบคลุม และทบทวนการให้สิทธิประโยชน์ผ่านมาตรการทางภาษีที่ไม่เกิดความคุ้มค่า
ปัญหาคือ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปัจจุบันมีความซ้ำซ้อนและไม่ตรงเป้าหมาย ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ไปโดยเปล่าประโยชน์ การยกเลิกหรือปรับปรุงมาตรการเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มรายได้ของรัฐได้อย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ต้องขึ้นภาษีใหม่
นอกจากนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเพื่อลดการรั่วไหล การขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล และการปรับโครงสร้างภาษีให้พึ่งพาฐานรายได้และทรัพย์สินมากขึ้น จะช่วยให้ระบบภาษีมีความยืดหยุ่นและสามารถสร้างรายได้ที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจ
ด้านรายจ่ายนั้น รัฐบาลเผชิญความท้าทายจากภาระผูกพันที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และสวัสดิการผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
นายเอกนิติยืนยันว่า งบประมาณปี 2569 รัฐบาลจะใช้งบประมาณเท่าเดิม แต่จะใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและตรงเป้าหมาย ซึ่งหมายถึงการจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด การตัดทอนรายการที่ไม่จำเป็น และการเพิ่มประสิทธิภาพในทุกหน่วยงาน
เป้าหมายในระยะยาวคือการทำให้ขาดดุลไม่เกิน 3% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่ายั่งยืนและไม่กดดันให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป
นี่คือสิ่งที่นายเอกนิติต้องพิสูจน์ให้ได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าว่า แม้รัฐบาลจะมีอายุสั้น แต่แผนการคลังยังคงมีความต่อเนื่องและน่าเชื่อถือ
โจทย์ที่นายเอกนิติรับไว้จึงไม่ใช่แค่การบริหารการคลังในระยะสั้น แต่เป็นภารกิจที่จะกำหนดอนาคตการคลังของประเทศในระยะยาว เขาต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้มีเวลาเพียงสี่เดือน แต่สามารถวางรากฐานการปฏิรูปการคลังที่แข็งแกร่งพอที่จะสืบทอดต่อไปได้
การทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางในเดือนพฤศจิกายนนี้จะเป็นการสอบวัดที่แท้จริง
ที่มา - วิเคราะห์ หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,136 วันที่ 2 - 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568