
ต่างจังหวัดทุกข์ระทม...มหาอุทกภัยยังไม่จบ
ต่างจังหวัดทุกข์ระทม...มหาอุทกภัยยังไม่จบ : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...ว.เชิงดอย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4242 หน้า 4
KEY
POINTS
- สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดยังวิกฤต โดยเฉพาะภาคตะวันออกในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และ นครนายก ที่มีประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก
- นายกรัฐมนตรีกำชับเจ้าหน้าที่ "อย่าให้การ์ดตก" สั่งเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่วิกฤต โดยเฉพาะลุ่มน้ำบางปะกง พร้อมเน้นย้ำให้ดูแลถึงระดับชุมชนและกลุ่มเปราะบาง
- ปัญหาหลักเกิดจากการระบายน้ำที่ล่าช้า ทำให้หน่วยงานต่างๆ ต้องระดมเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งผลักดันมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนลงสู่ทะเลโดยเร็วที่สุด
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,242 ระหว่างวันที่ 8-10 ต.ค. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม เช่นเดิม
*** สถานการณ์อุทกภัย หรือที่เรียกเข้าใจง่ายๆ คือ “น้ำท่วม” ในหลายพื้นที่ของประเทศ ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้บางจังหวัดจะเริ่มผ่านพ้นช่วงวิกฤตเข้าสู่ระยะฟื้นฟู แต่หลายพื้นที่ โดยเฉพาะ “ภาคตะวันออก” ยังคงเผชิญกับน้ำท่วมขัง น้ำระบายไม่ทัน และเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมาก ยังต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความยากลำบาก
*** ข้อมูลศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ หรือ ศอ.ปภ. ณ วันที่ 6 ต.ค. 2569 สะท้อนภาพความเดือดร้อนของประชาชนในภาคตะวันออกได้อย่างชัดเจน โดยมี 5 จังหวัดที่ยังมีรายงานผลกระทบจากอุทกภัย ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก ชลบุรี และ ระยอง ที่น่าจับตาที่สุดคือ ฉะเชิงเทรา ซึ่งได้รับผลกระทบมากถึง 63,071 ครัวเรือน ครอบคลุม 11 อำเภอ 93 ตำบล และ 829 หมู่บ้าน ขณะที่ระดับน้ำในบางพื้นที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รองลงมาคือ ปราจีนบุรี กระทบ 58,606 ครัวเรือน ครอบคลุม 7 อำเภอ 65 ตำบล และ 691 หมู่บ้าน แม้ระดับน้ำในบางพื้นที่จะเริ่มลดลง แต่พื้นที่ปลายน้ำอย่างอำเภอบ้านสร้างยังคงน่าเป็นห่วง โดยบางจุดมีน้ำสูงถึง 2-3 เมตร และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย
*** ส่วน นครนายก มีประชาชนได้รับผลกระทบ 53,928 ครัวเรือน ครอบคลุม 4 อำเภอ 44 ตำบล และ 482 หมู่บ้าน สถานการณ์โดยรวมยังทรงตัว และที่สำคัญ นครนายก เป็นพื้นที่ต้นทางของมวลน้ำบางส่วน ที่จะไหลผ่านปราจีนบุรีลงสู่บางปะกง จึงมีความเกี่ยวพันกับสถานการณ์ของทั้งสองจังหวัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ ชลบุรี มีประชาชนได้รับผลกระทบ 2,781 ครัวเรือน และ ระยอง 110 ครัวเรือน โดยสถานการณ์ในภาพรวมเริ่มคลี่คลายและระดับน้ำลดลง แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังมีปัจจัยเรื่องฝนระลอกใหม่เข้ามาซ้ำเติม ...พูดง่ายๆ ว่า น้ำอาจลดในบางพื้นที่ แต่ปัญหายังไม่จบ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งการระบายน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากมวลน้ำจากนครนายก และ ปราจีนบุรี ระบายลงปลายน้ำได้ช้า ย่อมส่งผลกระทบต่อพื้นที่ฉะเชิงเทราเป็นลูกโซ่
*** ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลายเต็มที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย นั่งหัวโต๊ะประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ หรือ บกปภ.ช. ติดตามสถานการณ์และการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยนายกฯ ได้สะท้อนภาพสถานการณ์น้ำท่วมว่า แม้หลายพื้นที่จะเริ่มคลี่คลายและเข้าสู่ระยะเฝ้าระวัง แต่ยังมีพื้นที่ที่สถานการณ์หนักหน่วง โดยเฉพาะ ปราจีนบุรี และ ฉะเชิงเทรา ซึ่งน้ำไม่สามารถระบายได้ ส่งผลให้เกิดน้ำเน่าเหม็นและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน พื้นที่ที่รัฐบาลกำชับให้เร่งเข้าไปดูแลเป็นพิเศษมีทั้ง บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา, บางคล้า และบางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา, บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี, องครักษ์ จ.นครนายก และ บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ซึ่งยังมีน้ำขังต่อเนื่อง และบางพื้นที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนกระทบเส้นทางคมนาคม
*** ประโยคหนึ่งของ “นายกรัฐมนตรี” ที่กำชับกำชาต่อผู้ว่าฯ และหัวหน้าหน่วยราชการทั่วประเทศคือ คือ “อย่าให้การ์ดตก” ... เพราะความทุกข์ของประชาชนต่างจังหวัดไม่ได้ลดลง แม้สปอตไลต์จากสังคมอาจไม่ได้จับจ้องเหมือนช่วงที่ “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” แต่สำหรับชาวบ้านที่บ้านถูกน้ำท่วม ถนนถูกตัดขาด เข้าออกพื้นที่ไม่ได้ หรือยังต้องอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง ความเดือดร้อนยังเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวัน รัฐบาลจึงต้องติดตามถึงระดับ “รายชุมชน” ไม่ใช่เพียงดูตัวเลขภาพรวมของจังหวัด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เด็ก และคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หากพื้นที่ใดยังเข้าไม่ถึง ต้องเร่งนำความช่วยเหลือเข้าไปให้ถึง หรือหากจำเป็นต้องเคลื่อนย้าย ก็ต้องดำเนินการโดยเร็ว
*** อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีประชาชนในพื้นที่ ปราจีนบุรี และ นครนายก มีความขัดแย้งเกี่ยวกับการรื้อ หรือ บริหารคันกั้นน้ำ เนื่องจากการกำหนดทิศทางน้ำย่อมมีทั้งพื้นที่ที่ได้ประโยชน์และพื้นที่ที่ต้องรับผลกระทบ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยอมรับว่า สถานการณ์ทั้งสองจังหวัดถือว่า “วิกฤต” เพราะนครนายกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มวลน้ำจะไหลผ่านปราจีนบุรี ก่อนลงสู่บางปะกง ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำจึงต้องมองเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างจัดการเฉพาะพื้นที่ของตัวเอง
*** เครื่องสูบน้ำจาก ปภ. กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงกองทัพเรือและหน่วยงานด้านความมั่นคง ถูกระดมเข้ามาใช้เพื่อเร่งผลักดันและระบายน้ำ เป้าหมายสำคัญคือ “เอาน้ำออกจากปลายน้ำบางปะกงให้เร็วที่สุด” เพราะหากปลายน้ำระบายได้เร็ว ก็จะช่วยลดแรงกดดันทั้ง ปราจีนบุรี นครนายก และ ฉะเชิงเทรา ไปพร้อมกัน
*** ขณะที่ภาคตะวันออกยังต้องเร่งระบายน้ำ รัฐบาลก็เริ่มหันไปจับตาอีกพื้นที่หนึ่ง คือ “ภาคใต้” ซึ่ง “นายกฯ อนุทิน” กำชับให้กรมอุตุนิยมวิทยา ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังไปจนถึงวันที่ 14 ต.ค. ซึ่งถูกมองว่าเป็นช่วง “10 วันอันตราย” จากแนวโน้มฝนตกหนัก
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ข้อมูลเบื้องต้นจะไม่ได้ชี้ว่า ปริมาณน้ำในอ่างหรือเขื่อนอยู่ในระดับสูงสุด แต่หากมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “น้ำในเขื่อน” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ทางน้ำไหล ระบบระบายน้ำ และการรับมือของชุมชน โดยเฉพาะเมืองใหญ่และพื้นที่ลุ่มต่ำ หากฝนตกหนักเพียงวันเดียวแล้วน้ำท่วม ก็สะท้อนว่าระบบระบายน้ำยังมีจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข... “ว.เชิงดอย” ขอเอาใจช่วยให้ “ผู้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่” ทั่วประเทศ ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน







