thansettakij
thansettakij
ทุกสัญญามีต้นทุน

ทุกสัญญามีต้นทุน

15 พ.ย. 66 | 01:39 น.

แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมาแล้วก็ตาม ก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนหยุดวิพากษ์วิจารณ์มาตรการแจกเงินคนละหมื่นบาทและหมดข้อสงสัยว่าทำได้หรือไม่

ผมขอแจงความคิดเห็นของผมเป็นข้อ ๆ 

  • ในมุมมองเศรษฐกิจแล้ว ผมว่ายิ่งดิ้น ยิ่งแก้ตัว ยิ่งมั่ว แม้ว่าประเด็นความแปรปรวนทางเศรษฐกิจที่มีปัจจัยใหญ่จากภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ การกระตุ้นเศรษฐกิจก็มีความจำเป็น และต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับสถานการณ์ แต่การเลือกการบริโภคภายในประเทศให้เป็นหัวรถจักรที่จะลากเศรษฐกิจในตอนนี้ทำให้เถียงกันไม่เลิกว่ามีประสิทธิภาพมากพอหรือไม่ สำหรับผมแล้ว ผมว่าคงกระตุ้นได้ เพราะใส่เงินมากขนาดนั้น แต่ไม่มีประสิทธิภาพมากเท่าที่รัฐบาลบอก เพราะตอนนี้การบริโภคของเรามีอัตราการบริโภคที่ขยายตัวสูงอยู่แล้ว และประชาชนจะหยุดหรือลดการใช้เงินของตนเอง แต่จะหันมาใช้เงินก้อนที่รัฐบาลแจกแทนเพราะเป็นเงินไม่ดี (Bad Money) และเก็บเงินดีของตนไว้ ซึ่งทำให้ยอดรวมการบริโภคอาจไม่สูงอย่างที่คาดการณ์
  • ที่ผมเรียกว่าเป็น Bad Money เพราะเงินนี้ใช้ได้ไม่ดี ไม่คล่อง ใช้ได้ไม่นานเหมือนกับเงินทั่วไป เงินก้อนนี้ใช้ซื้อของได้บางอย่าง ในบางพื้นที่ แถมมีระยะเวลาการใช้ด้วย ข้อจำกัดเหล่านี้ที่ออกมาทำให้เงินก้อนนี้มีสภาพคล่องต่ำ ส่งผลทำให้มีประสิทธิภาพต่ำในการเป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยน ถ้าจะทำแบบไต้หวันที่รัฐบาลอ้างนั้น เขาแจกเป็นคูปองและแจกทุกคน แถมยังโอนให้คนอื่นได้ด้วย ซึ่ง Bad Money นี้ไม่เหมือนเขา ซึ่งอาจจะทำให้เงินหมุนได้ไม่เยอะเหมือนที่รัฐบาลคำนวณตัวคูณจาก Marginal Propensity to Consume (MPC) ไว้
  • คำถามที่ต้องตอบให้ชัดว่าเศรษฐกิจของเราตอนนี้อยู่วิกฤติจนต้องเร่งกระตุ้นแบบฉุดกระชากแบบนี้หรือไม่ เพราะภาระทางการคลังและงบประมาณจะถูกส่งไปยังงบประมาณในปีต่อ ๆ ไป เพราะการกู้กว่า 6 แสนล้านบาทนั้น จะตามมาด้วยการตั้งงบประมาณใช้หนี้ในอนาคตและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น รวมทั้งการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจที่รัฐจะใช้งบประมาณนี้ในอนาคตกับกิจการที่มีตัวคูณสูงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศไป 
  • ประเด็นกฎหมายยังไม่จบ เริ่มตั้งแต่ พรบ. เงินตรา ที่กำหนดให้รัฐบาลไม่ว่าจะแจกเป็น Digital Moneyหรือ e- Money ต้องมีเงินบาทที่แท้จริงหนุนหลัง เลยทำให้คำถามที่มาของเงินยังคงเป็นประเด็นปวดหัวของพรรคเพื่อไทย เลยมาจบที่ออก พรบ. เงินกู้ ซึ่งก็โยงไปถึงการตีความใน พรบ. ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น พรบ. การเลือกตั้ง ที่พรรคเพื่อไทยเคยแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้ว่าจะใช้เงินจาก 4 แหล่ง คือ ภาษีในงบประมาณ พ.ศ.2567  ภาษีนิติบุคคล การบริหารงบประมาณ และจากการบริหารงบที่ซ้ำซ้อน (ตัดงบประมาณจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เสนอมาในงบประมาณ) ซึ่งทั้งหมดก็มาจากงบประมาณ แต่งานนี้นายกฯ กลับเลือกที่จะออก พรบ. เงินกู้ รวมทั้งวิบากกรรมในการตีความตามมาตรา 53 ของ พรบ. วินัยการเงินการคลัง ที่กำหนดเงื่อนไขการออก พรบ. เงินกู้เฉพาะได้ต้องจำเป็นจริง ๆ ซึ่งผมว่ายังมีประเด็นถกเถียง ตีความกันได้ จนหวาดเสียดว่า สส. และ สว. จะกล้าโหวตให้ในสภาหรือไม่
  • วันนี้นายกฯ และพรรคเพื่อไทยได้ตัดสินใจแล้วว่าต้นทุนทางการเมืองของตนเองสูงเกินกว่าจะยกเลิกโครงการนี้ แต่กำลังมองหาทางในการลดต้นทุนที่จะเกิดจากการเดินหน้า ทางออกทางกฎหมายที่พอจะถูไถหาทางรอดได้ก็คือการออก พรบ. เงินกู้ ซึ่งต้องผ่านระบบรัฐสภา ที่พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงข้างมาก ซึ่งก็น่าจะผ่านแบบสบาย ๆ และวิธีนี้เป็นการแบ่งความเสี่ยงให้พรรคร่วมอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ เพราะถ้า พรบ. นี้ไม่ผ่านสภาผู้แทนฯ หมายถึงว่ารัฐบาลนี้จะยุบ คือนายกฯ ต้องลาออก หรือยุบสภาฯ ซึ่ง สส. ฝ่ายรัฐบาลกลัว หรือหากผ่านสภาผู้แทนฯ ไปแล้วแต่ไปติดที่วุฒิสภา จะโยนขี้ให้ สว. ก็ไม่เต็มที่นักเนื่องจาก พรบ. นั้นจะกลับมาที่ สส. อีกครั้ง หาก สส. ยืนยัน พรบ. นี้ก็ผ่านอยู่ดี และยิ่งเสียวไม่หายเพราะจะถูกยื่นศาลรัฐธรรมนูญในการตีความแน่ ๆ และ สส. ที่ยกมือผ่านให้ก็เหมือนยืนอยู่ปากเหว 

การชี้แจงของนายกรัฐมนตรีวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และตามมาด้วยเสียงของสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคน บอกสังคมชัดแล้วว่าพร้อมเดินลุยไฟในการแจกเงินครั้งนี้ โดยดูความอ่อนไหวทางการเมืองอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การใช้คำพูดเพราะ ๆ ว่าเงินก้อนนี้ไม่ใช่การกุศล แต่เป็นการให้โอกาสประชาชนมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ การออก พรบ. เงินกู้ ที่เต็มไปด้วยคำถามทางกฏหมาย สวนทุกคำพูดของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย แม้จะฟังแต่ก็ไม่ได้ยิน
คำเตือนใด ๆ ทั้งสิ้นที่เห็นตรงข้ามกับการเดินหน้าของโครงการนี้ 

ผมว่าเป็นเคสที่น่าสนใจยิ่ง เพราะตอนนี้พรรคเพื่อไทยโอนต้นทุนทั้งหมดไปเป็นต้นทุนของพรรคร่วมรัฐบาลเรียบร้อยแล้วผ่านการออก พรบ. เงินกู้ โดยทุกพรรคร่วมต้องช่วยกันรับต้นทุนในการแบกมาตรการนี้ฝ่าด่านน้ำลาย

ด่านกฎหมาย และสารพัดศาลที่คาดว่าคงมีการยื่นตีความกันอีกเยอะ แต่พรรคที่ได้หน้าเต็ม ๆ มีพรรคเดียว ตอนนี้ต้องวัดใจพรรคร่วม

แต่สำหรับต้นทุนและความเสี่ยงของคนไทยผู้เสียภาษีทุกคน คนไทยในอนาคตที่ต้องแบกรับ รวมทั้งเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ก็คือ ถ้ามาตรการแบบนี้ผ่านฉลุยละก็ ผมรับรองได้เลยว่าในการเลือกตั้งคราวหน้าไม่มีพรรคการเมืองใด

จะยอมน้อยหน้ากันแน่ เพราะรู้ว่ากู้มาแจกได้ งานนี้ก็ตัวใครตัวมันล่ะ

ทุกสัญญาของนักการเมืองมีต้นทุน แต่ต้นทุนนั้นจะโยนไปอยู่ที่ใคร ... ต้องวัดใจกันจากมาตรการนี้