thansettakij
thansettakij
การเมืองสหรัฐพลิกขั้ว...ตลาดหุ้นไทยจะไปในทิศทางใด?

การเมืองสหรัฐพลิกขั้ว...ตลาดหุ้นไทยจะไปในทิศทางใด?

05 พ.ย. 69 | 23:30 น.

การเมืองสหรัฐพลิกขั้ว...ตลาดหุ้นไทยจะไปในทิศทางใด? : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา สร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นที่เผชิญแรงขาย
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว-สายการบิน, ส่งออก, และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งอาจได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ลดลงหรือการทบทวนนโยบายภาษีของสหรัฐฯ
  • กลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ กลุ่มพลังงาน และ โรงกลั่น ที่มีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันขาลง และขาดทุนสต๊อก ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านเทคโนโลยีที่เข้มงวดขึ้น
  • แม้การเมืองสหรัฐจะเปลี่ยนขั้ว แต่ทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะยาวยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน มากกว่ากระแสเงินทุนต่างชาติ

*** กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องจับตา หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งปรากฏว่าพรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญกับสภาคองเกรสที่อยู่คนละขั้วทางการเมืองในช่วง 2 ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง

งานนี้เจ๊เมาธ์มองว่า ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองภายในสหรัฐฯ เท่านั้น เพราะแม้ในช่วงแรกของการนับคะแนน ที่พรรคเดโมแครต เริ่มมีคะแนนนำ...ตลาดหุ้นไทยจะตอบรับด้วยแรงซื้อทันที แต่หากสังเกตให้ดี หุ้นที่ปรับตัวขึ้นกลับเป็นกลุ่มที่ก่อนหน้านี้ราคาปรับลดลงมาแรงแทบทั้งสิ้น

ในทางกลับกัน หลังผลการเลือกตั้งมีความชัดเจนมากขึ้น หุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น ไม่ว่าจะเป็น PTT, PTTEP, TOP, SPRC, BCP, IRPC รวมถึง PTTGC กลับกลายเป็นกลุ่มที่เผชิญแรงขายและราคาปรับตัวลงมากที่สุด

ดังนั้น ทิศทางตลาดหุ้นไทยนับจากนี้ไปอีก 2 ปี ภายใต้สถานการณ์ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องบริหารประเทศโดยมีเสียงข้างมากในสภาเป็นฝ่ายตรงข้าม จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่า ความขัดแย้งทางการเมืองจะส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกอย่างไร

สำหรับตลาดหุ้นไทย เจ๊เมาธ์มองว่า ผลกระทบครั้งนี้ต้องแยกพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรม เพราะมีทั้งกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ และกลุ่มที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะประเด็นสงครามตะวันออกกลาง และทิศทางราคาน้ำมันที่ยังเป็นตัวแปรสำคัญ

เริ่มจากกลุ่มที่มีโอกาสได้รับอานิสงส์ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยวและสายการบิน อย่าง AOT, THAI, AAV, BA, SPALI และ AWC ซึ่งมีโอกาสได้ประโยชน์ หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน คลี่คลายและราคาน้ำมันปรับตัวลง ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ประกอบกับการเข้าสู่ช่วง High Season ระหว่างเดือนธันวาคม 2569 ถึงกุมภาพันธ์ 2570 

ส่วนกลุ่มอาหารและส่งออกอย่าง TU และ ITC ก็มีโอกาสได้รับประโยชน์ หากสหรัฐฯ ทบทวน หรือ ผ่อนคลายมาตรการภาษีนำเข้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ขณะที่กลุ่มไฟแนนซ์ MTC, SAWAD และ TIDLOR อาจได้อานิสงส์ทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลง รวมถึงโอกาสที่ทิศทางดอกเบี้ยจะผ่อนคลายมากขึ้น 

อีกกลุ่มที่ต้องจับตาคือ นิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA รวมถึง STECON ในฝั่งรับเหมาก่อสร้าง เพราะหากสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการลงทุนด้านเทคโนโลยี และ Data Center ก็อาจเป็นโอกาสให้เม็ดเงินลงทุนบางส่วน กระจายมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์ตามไปด้วย

ขณะที่กลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษยัง คงเป็นพลังงานและโรงกลั่น โดยเฉพาะ PTTEP, TOP, SPRC, BCP, IRPC และ PTTGC เพราะหากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย จนราคาน้ำมันปรับตัวลง ก็อาจกดดันหุ้นต้นน้ำ ค่าการกลั่น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ของโรงกลั่น

ส่วนหุ้นอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนเทคโนโลยีอย่าง DELTA, HANA, KCE, CCET และ SMT ก็ยังต้องติดตาม เพราะการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกิจเทคโนโลยี และการลงทุน AI กับ Data Center ในสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่น และการประเมินมูลค่าหุ้นในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า กระแส AI จะหมดไป เพียงแต่ตลาดอาจต้องกลับมาประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนกันใหม่ 

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนอย่าง EA, GULF, BGRIM และ GPSC อาจได้รับแรงหนุนด้าน Sentiment หากพรรคเดโมแครตเดินหน้าสนับสนุนนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนและพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ผลบวกที่เกิดขึ้นจริง ยังต้องขึ้นอยู่กับรายละเอียดของนโยบายและสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย

นอกจากผลกระทบรายอุตสาหกรรมแล้ว เจ๊เมาธ์มองว่า สิ่งที่ต้องติดตามไม่แพ้กัน คือ ทิศทางค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) เพราะความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาว กับ สภาคองเกรส อาจสร้างความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ และเพดานหนี้ ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายมายังตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม การที่เดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมาก ไม่ได้หมายความว่า เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยโดยอัตโนมัติ เพราะนักลงทุนยังต้องพิจารณาทิศทางเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย และปัจจัยพื้นฐานของแต่ละประเทศควบคู่กันไป

แม้การเมืองสหรัฐฯ จะเปลี่ยนขั้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า นโยบายของสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด เพราะอย่าลืมว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปอีก 2 ปี แม้การผลักดันนโยบายต่างๆ อาจทำได้ยากขึ้นเมื่อเสียงข้างมากในสภาไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกันก็ตาม 

ท้ายที่สุด...เจ๊เมาธ์เชื่อว่า ตลาดการเงินโลกยังต้องอยู่กับความไม่แน่นอนต่อไปอีกนาน ส่วนตลาดหุ้นไทยสุดท้ายต้องกลับมาวัดกันที่ผลกระทบต่อธุรกิจ และกำไรของบริษัทจดทะเบียน เพราะสิ่งที่จะกำหนดทิศทางหุ้นในระยะยาว ยังคงเป็นพื้นฐานและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนั่นเองเจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์