thansettakij
thansettakij
TIPAK กู้เงินจ่ายปันผล แล้ว…ขาย IPO เพื่อไปใช้หนี้!

TIPAK กู้เงินจ่ายปันผล แล้ว…ขาย IPO เพื่อไปใช้หนี้!

07 ต.ค. 69 | 05:02 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ต.ค. 69 | 05:18 น.

TIPAK กู้เงินจ่ายปันผล แล้ว…ขาย IPO เพื่อไปใช้หนี้! : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • TIPAK นำเงินที่ได้จากการระดมทุน IPO ส่วนใหญ่กว่า 170 ล้านบาท หรือ 68% ไปชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
  • หนี้สินดังกล่าวเกิดจากการที่บริษัทกู้ยืมเงิน เพื่อนำไปจ่ายเงินปันผลพิเศษให้กับผู้ถือหุ้นเดิมก่อนการเสนอขายหุ้น IPO
  • เงินทุนที่ใช้เพื่อขยายกิจการและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย (20.17 ล้านบาท) ทำให้เกิดคำถามถึงประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นใหม่ได้รับ

*** ถึงตอนนี้...ไม่ว่าใครก็รู้ว่า ความน่าเชื่อถือของตลาดหุ้น IPO ไทยในปี 2569 ถือว่าเข้าขั้นวิกฤต เพราะตลอดช่วงเกือบ 10 เดือน นับตั้งแต่ต้นปี มีหุ้น IPO เข้าซื้อขายในตลาดเพียง 4 ตัวเท่านั้น แบ่งเป็น SET 2 ตัว และ mai 2 ตัว ที่สำคัญ มีเพียง บมจ. ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี หรือ UNIX เพียงรายเดียวที่ราคาหุ้นบนกระดาน ยังประคองตัวเหนือราคา IPO ได้ ส่วนอีก 3 ตัวที่เหลือเรียกได้ว่ายังจมดิน เพราะราคาหุ้นยังไม่สามารถวิ่งกลับขึ้นมาเหนือราคา IPO ได้เลย

ล่าสุด บมจ. อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ หรือ TIPAK หุ้น IPO น้องใหม่รายที่ 4 ของปี เข้าซื้อขายวันแรกก็ปิดตลาดที่ 1.65 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือ 10.81% จากราคา IPO ที่ 1.85 บาท โดยมีประเด็นเรื่องการนำเงินระดมทุนไปชำระหนี้ กลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่นักลงทุนวิจารณ์กันอย่างหนาหู จนมีคำถามว่า...การระดมทุนครั้งนี้ ผู้ถือหุ้น IPO ได้รับความเป็นธรรมกับนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน?

หากย้อนดูข้อมูลในไฟลิ่ง บริษัทได้รับเงินสุทธิจากการขายหุ้น IPO ราว 250.17 ล้านบาท โดยมีแผนนำเงินไปปรับปรุงและพัฒนาเครื่องจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพียง 20.17 ล้านบาท ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 60 ล้านบาท ส่วนเงินก้อนใหญ่ที่สุดถึง 170 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 68% ของเงินระดมทุนสุทธิ ถูกนำไปชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน

ตรงนี้แหละที่ทำให้เจ๊เมาธ์มีคำถามตามมาอีกเพียบ!

แน่นอนว่าเงิน 170 ล้านบาท ที่นำไปชำระหนี้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เพราะก่อน IPO บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้ผู้ถือหุ้นเดิม ในอัตราหุ้นละ 0.37 บาท รวม 150 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 80 ล้านบาท และอีก 70 ล้านบาท เป็นเงินปันผลค้างจ่าย ซึ่งบริษัทระบุว่าจะทยอยจ่ายจากกระแสเงินสด จากการดำเนินงานในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2569

หมายความว่า ก่อนเปิดขายหุ้นให้ประชาชน “มีเงินก้อนใหญ่ไหลออกไปยังกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม” ในขณะที่บริษัทแบกภาระหนี้เพิ่มขึ้น และเมื่อได้เงิน IPO จากนักลงทุนรายใหม่ เงินส่วนใหญ่กลับถูกนำไปล้างหนี้ก้อนดังกล่าว

พูดตรงๆ คือ ภาพที่ออกมาแทบไม่ต่างจากการ “กู้เงินมาใช้ล่วงหน้า” แล้วค่อยมา “ขายฝัน” เพื่อระดมทุนเอาเงินไปใช้หนี้ทีหลัง เพราะถ้าไม่ขายฝัน ก็คงไม่มีนักลงทุนรายไหนยอมควักเงินมาร่วมลงทุนแน่ๆ

แน่นอนว่า เจ๊เมาธ์ไม่ได้บอกว่า การจ่ายปันผลก่อน IPO หรือ การนำเงิน IPO ไปชำระหนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ตราบใดที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้อง แต่ปัญหาคือ...โครงสร้างแบบนี้สะท้อนอะไรให้นักลงทุนรายใหม่เห็น?

ในขณะที่ผู้ถือหุ้นเดิมได้รับเงินปันผลไปแล้ว และบริษัทก็ได้ทุนใหม่เข้ามาช่วยลดภาระหนี้และต้นทุนทางการเงิน แต่เงินที่จะนำไปสร้างการเติบโตทางธุรกิจโดยตรงกลับมีเพียง 20.17 ล้านบาท หรือไม่ถึง 10% ของเงินระดมทุนสุทธิทั้งหมดด้วยซ้ำ

อีกประเด็นที่น่าคิดคือ บทบาทและมุมมองของ Regulators ทั้ง ก.ล.ต. และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ 

จริงอยู่ว่าเมื่อบริษัทเปิดเผยข้อมูลในไฟลิ่งครบถ้วน นักลงทุนก็มีหน้าที่ต้องอ่านและตัดสินใจด้วยตัวเอง 

แต่คำถามคือ...การเปิดเผยข้อมูลเพียงอย่างเดียวเพียงพอแล้วจริงหรือ สำหรับกรณีที่วัตถุประสงค์หลักของการระดมทุน ไม่ได้มุ่งเน้นการขยายธุรกิจ แต่เงินส่วนใหญ่ถูกนำไปชำระหนี้ที่เกิดขึ้น หลังการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเดิม?

สำหรับนักลงทุนทั่วไป คำว่า IPO มักถูกมองว่า เป็นการนำเงินใหม่เข้าสู่บริษัทเพื่อขยายกิจการ เพิ่มกำลังการผลิต หรือสร้างโอกาสเติบโตในอนาคต แต่ในกรณีของ TIPAK เมื่อเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการชำระหนี้ นักลงทุนก็ควรได้รับข้อมูลที่ทำให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า โครงสร้างเงินก้อนนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีผลต่อผู้ถือหุ้นใหม่อย่างไรบ้าง 

เจ๊เมาธ์ไม่ได้บอกว่า TIPAK ทำผิดกฎ และไม่ได้ฟันธงว่า หุ้นจะต้องร่วงต่อ เพราะหลังจากชำระหนี้แล้ว ต้นทุนทางการเงินของบริษัทมีโอกาสลดลง ฐานะการเงินดีขึ้น และบริษัทยังมีธุรกิจหลักที่ต้องพิสูจน์ความสามารถในการทำกำไรต่อไป

แต่สำหรับคนที่จอง IPO ที่ราคา 1.85 บาท แล้วต้องขาดทุนทันทีหลังหุ้นปิดวันแรกที่ 1.65 บาท คงไม่แปลกหากจะเกิดคำถามว่า...เงินที่จ่ายไปได้ถูกนำไปสร้างอนาคตของบริษัทจริงๆ หรือ ทำให้บริษัท “กลับไปอยู่ที่เดิม” ก่อนการระดมทุน?

สุดท้าย หากกติกาเปิดช่องให้ทำได้...ก็ต้องยอมรับว่าเป็นไปตามกติกา!

แต่ถ้าคิดถึงอนาคต...อยากให้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนเพื่อ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง คำว่า IPO ก็ไม่ควรปล่อยให้นักลงทุนต้องมานั่งเดาเองว่า เงินที่จ่ายไปกำลังพาบริษัทเดินหน้า หรือกำลังพาบริษัทกลับไปสะสางเรื่องทางการเงิน ที่เกิดขึ้นก่อนเข้าตลาดฯ โดยที่ผู้ถือหุ้นใหม่อาจไม่ได้เห็นประโยชน์จากเงินระดมทุน ในด้านการขยายธุรกิจอย่างชัดเจน...เรื่องมันก็มีเท่านี้นั่นเองเจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์