
ZIGA เหนือกว่า ‘เฮียฮ้อ’...ก็ต้อง ‘เสี่ยหนุ่ย’!
ZIGA เหนือกว่า ‘เฮียฮ้อ’...ก็ต้อง ‘เสี่ยหนุ่ย’! คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์
*** เกิดคำถามและข้อสงสัยตามขึ้นมากมายหลังจากที่ ZIGA ของ “เสี่ยหนุ่ย” ศุภกิจ งามจิตรเจริญ ได้ส่งหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 5 ก.ย. 66 ว่าได้ปล่อยเงินกู้มูลค่ากว่า 104 ล้านบาท ให้กับ “เฮียฮ้อ” หรือ นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS รวมไปถึง บริษัท กิฟท์ อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ GIFT โดยที่ “เฮียฮ้อ” ได้นำเอาหุ้นของ GIFT จำนวน 32 ล้านหุ้นมาวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
คำถามแรกที่สังคมสงสัยกันมากก็คือคนระดับ “เฮียฮ้อ” มีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินในมูลค่า “ร้อยกว่าล้านบาท” โดยจะต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงถึง 15% เลยเชียวหรือ ทั้งที่โดยส่วนตัวของ “เฮียฮ้อ” ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในระดับเจ้าสัวซึ่งได้ชื่อว่าไม่ด้อยไปกว่าใคร และด้วยเครดิตระดับนี้ทำให้ “เฮียฮ้อ” สามารถหาแหล่งเงินกู้ได้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขนาดนี้ได้ง่ายๆ แค่จะลำบากหน่อยก็เพียงแค่ยกหูโทรศัพท์เท่านั้นนี่นา
คำถามที่สองก็คือ หากว่า “เฮียฮ้อ” อยู่ในจังหวะที่ “ร้อนเงินมาก” จำเป็นที่จะต้องใช้เงินอย่างรีบด่วนถึงขนาดที่จะต้องเอาหุ้น GIFT จำนวน 32 ล้านหุ้น มาวางค้ำประกัน ซึ่งในกรณี “เลวร้ายที่สุด” ถ้าหากในวันครบกำหนดจ่ายแล้ว “เฮียฮ้อ” ดันเกิดอาการ “ถังแตก” จนไม่มีปัญญาจ่ายเงินคืน ถึงตอนนั้นเจ้าหนี้อย่าง ZIGA จะทำอย่างไรได้
ดีที่สุดก็อาจจะต้องนำเอาหุ้นของ GIFT จำนวน 32 ล้านหุ้น ที่ถูกนำมาวางค้ำไปขายในราคา ซึ่งในอนาคตก็คงไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะขายได้ที่ราคาเท่าไหร่ ถ้าได้ราคาสูงก็ดีไป แต่ถ้าได้ราคาที่ต่ำก็อาจทำให้ ZIGA จะต้องตีหนี้สินจำนวนนี้เป็น “หนี้เผื่อสูญ” จนกระทบไปถึงงบการเงินของบริษัทได้เช่นกัน บอกเลยว่า เรื่องนี้ทำให้เจ๊เมาธ์นึกถึง กรณีที่บริษัทชื่อดังในอดีตอย่าง
POLAR ซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าทำการ “ไซฟ่อน” เงินของบริษัทออกนอกระบบ ด้วยการนำเงินของบริษัทไปซื้อที่ดินรกร้างที่จังหวัดพังงา ในราคาสูงกว่าราคาประเมิน โดยอ้างว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับบริษัท ก่อนที่จะขาดทุน “เละ” เพราะถูกทิ้งไปแบบของไม่มีค่า ในขณะที่ POLAR ก็หายไปจากตลาดฯ ทิ้งไว้แต่ตำนาน และซากบริษัทรวมไปถึงผู้ถือหุ้นที่ได้รับความเสียหาย
*** คำถามที่สาม ก็คือการที่ ZIGA ปล่อยเงินให้กู้ ให้กับ “เฮียฮ้อ” โดยแจ้งว่าเป็นมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 66 แต่กลับมาแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์วันที่ 5 ก.ย. 66 หลังจากที่เวลาล่วงเลยมานานกว่า 4 เดือนนั้น เข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์กฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ เพราะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่น” ถือเป็นหนึ่งในสารสนเทศ “ที่ต้องเปิดเผยทันที” ตามตัวอย่างที่ตลาดหลักทรัพย์ได้ยกตัวอย่างเอาไว้
ซึ่งหากเป็นการทำผิดกฎของตลาดหลักทรัพย์ แล้ว ZIGA จะถูกดำเนินการเอาผิด หรือกล่าวโทษใดหรือไม่ หรือว่าจะเป็นการปรับเงินไม่กี่บาท แล้วก็เป็นอันจบๆ เรื่องไปเลยหรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในอีกมุมก็จะเห็นได้ว่า การที่ ZIGA สามารถหาลูกค้ามากู้เงินในแบบที่มีดอกเบี้ยสูงขนาดนี้ ถือว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จของบริษัทที่ทั้งนักลงทุนและตลาดหลักทรัพย์ฯ น่าจะต้องให้การชมเชย หนึ่งก็คือไม่ต้องไปจดทะเบียนเพื่อทำธุรกิจลีสซิ่ง หรือ เงินกู้อะไรให้ยุ่งยาก อยากทำก็ทำไปเลย พร้อมเมื่อไหร่แล้วค่อยมาบอกกล่าวกันที่หลังว่า ทำไปตอนไหน สองคือ สามารถปล่อยกู้เงินก้อนใหญ่ได้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องทำตัวเป็นสถาบันทางการเงินให้ยุ่งยาก แค่มีเงินสด และมีลูกค้าก็เริ่มต้นทำธุรกิจได้สบายๆ แถมยังได้กำไรดีมากซะด้วย
เมื่อทำธุรกิจมีกำไรแบบนี้ก็ต้องปรบมือให้ ZIGA ของ “เสี่ยหนุ่ย” สิคร้าา...จะรออะไรอีกหละ อิอิอิ
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 43 ฉบับที่ 3,922 วันที่ 14 - 16 กันยายน พ.ศ. 2566







