thansettakij
thansettakij
ลมหายใจที่หายไปเมื่อเวลานอนกรน ใต้เงาความเชื่อว่าผีอำ

ลมหายใจที่หายไปเมื่อเวลานอนกรน ใต้เงาความเชื่อว่าผีอำ

ลมหายใจที่หายไปเมื่อเวลานอนกรน ใต้เงาความเชื่อว่าผีอำ คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • เสียงกรนและอาการผีอำอาจเป็นสัญญาณเตือนภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) เกิดจากทางเดินหายใจอุดกั้น ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและสมองต้องปลุกให้ตื่น หากปล่อยไว้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ความอ้วนและภาวะกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงวัยเพิ่มความเสี่ยงต่อ OSA การสะสมไขมันบริเวณลำคอร่วมกับมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง ทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้นง่ายขึ้น จึงควรสังเกตสัญญาณร่างกายและดูแลน้ำหนักควบคู่กับการรักษามวลกล้ามเนื้อ
  • การปรับพฤติกรรมทีละเล็กน้อยช่วยสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน เช่น นอนตะแคง หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยานอนหลับ ตรวจ Sleep Test เมื่อมีความเสี่ยง และใช้หลัก Atomic Habits เริ่มออกกำลังกายจากเป้าหมายเล็กๆ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในระยะยาว

เมื่อหลายวันก่อน ได้มีโอกาสสนทนากับเพื่อนรักท่านหนึ่ง ผมได้เล่าให้เขาฟังเรื่องไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่มีเสียงเล่าลือว่าผีดุมาก แต่ผมไปพักมาแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย เขาก็บอกว่าเขาก็เคยไปนอนที่โรงแรมนั้นมาก่อนเหมือนกัน เขาก็เชื่อว่าที่นั่นผีดุจริงๆ ผมจึงถามว่าคุณโดนผีหลอกยังไงเหรอ เขาก็เล่าว่ากลางคืนเหมือนถูกผีอำ เขาพยายามร้องเรียกคนที่นอนใกล้ๆกัน ก็ไม่สามารถเรียกได้ ผมจึงถามต่อว่าคุณนอนกรนหนักหรือเปล่า? เขาก็บอกว่าก็กรนโดยปกตินั่นแหละ ซึ่งหลังจากที่ผมไปสืบค้นหาอ่านตามบทวิจัยต่างๆมา ผมจึงทราบว่าน่าจะเป็นเพราะผลของทางสรีระของเขามากกว่าครับ

บางครั้งตัวเราเองจะไม่สามารถรู้ได้ว่า สิ่งที่คนเราเองคิดว่านอนกรนโดยปกติ แต่เสียงนอนกรนของเรากลับไปรบกวนคนที่เรารักที่นอนอยู่ข้างกาย อาจเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวอาจจะคุ้นเคยไปแล้ว ซึ่งบางคนที่ไม่คุ้นเคยก็มองว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญ หรือบางคนก็คิดว่าผู้ใหญ่กำลังหลับลึกอย่างมีความสุข แต่ในความเงียบสลับเสียงกรนนั้น อาจมีวิกฤตซ่อนตัวอยู่เสมอก็เป็นไปได้มาก เพราะยามที่เสียงกรนสม่ำเสมอหยุดกึกไปเสียดื้อๆ อาการเงียบหายไปนานหลายวินาที ก่อนที่ร่างนั้นจะดิ้นขลุกขลัก สำลัก หรือส่งเสียงสะอึกเฮือกใหญ่ เหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ ถ้าแถบโคราชบ้านผม จะเรียกว่า “สะอึกน้ำ” ซึ่งปรากฏการณ์เช่นที่ว่านี้ ผู้คนแถวบ้านผมมีจำนวนไม่น้อย มักจะผูกโยงกับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ อย่างเช่นการ “ถูกผีอำ” หรือความกลัวเรื่องการนอนหลับแล้วไม่ตื่น ที่ผ่านๆมาจะมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ใหลตาย” ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์เหล่านี้ คือเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ออกมาจากธรรมชาติของร่างกายตัวเราตามหลักวิทยาศาสตร์ครับ

เมื่อถอดเรื่องไสยศาสตร์ออก สิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่าผีอำนั้น ในทางการแพทย์เรียกว่า “ภาวะอัมพาตขณะหลับ” เกิดขึ้นเมื่อจิตสำนึกของเราตื่นขึ้นมาแล้ว แต่ระบบกล้ามเนื้อของร่างกาย ยังอยู่ในภาวะพักผ่อนตามกลไกธรรมชาติของช่วงนอนหลับฝัน แต่ความน่ากลัวจะทวีคูณขึ้น เมื่อเกิดขึ้นร่วมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ “Obstructive Sleep Apnea : OSA” ซึ่งเกิดจากช่องทางเดินหายใจส่วนต้น บริเวณโคนลิ้นและผนังคอพับปิดลงไปขณะหลับ เมื่อทางเดินหายใจถูกปิดกั้น ปอดจะไม่สามารถรับเอาออกซิเจนได้ สมองที่ขาดอากาศจึงส่งสัญญาณฉุกเฉิน เพื่อปลุกจิตสำนึกให้ตื่นขึ้นมาสูดลมหายใจ จิตที่ตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลันในขณะที่ร่างกายยังขยับไม่ได้ ร่วมกับความรู้สึกแน่นหน้าอก จึงสร้างภาพหลอนและความกลัว จนถูกตีความไปว่ามี “ผีมานั่งทับอก” เช่นเดียวกับ “โรคใหลตาย” แม้ใหลตายแท้จริงจะเกิดจากความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ก็ทำให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานหนักท่ามกลางภาวะขาดออกซิเจน นำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง หัวใจวาย หรือหลอดเลือดสมอง และเสียชีวิตขณะหลับได้เช่นกัน

บทวิจัยบางบทยังบอกว่า ต้นตอสำคัญของวงจรอันตรายนี้ มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความอ้วน โดยเฉพาะในผู้สูงวัยเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น ระบบเผาผลาญก็จะชะลอตัวลง มวลกล้ามเนื้อลดลง แต่ไขมันกลับสะสมง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรอบคอและผนังคอหอย เมื่อนอนหลับและกล้ามเนื้อคลายตัว ไขมันส่วนเกินเหล่านี้ จะตกตามแรงโน้มถ่วงลงมากดทับทางเดินหายใจ ทำให้น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นภาระหนักหน่วงของลมหายใจยามค่ำคืน ยิ่งไปกว่านั้น ในผู้สูงวัยบางท่านยังมีการเกิดภาวะอ้วนร่วมกับกล้ามเนื้อน้อย ซึ่งเป็นภาวะที่ตาชั่งอาจไม่ได้แสดงน้ำหนักพุ่งสูง แต่เนื้อแท้คือมวลกล้ามเนื้อสลายตัวแล้วถูกแทนที่ด้วยไขมัน ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแรง เคลื่อนไหวได้น้อยลง และส่งผลให้อัตราการเผาผลาญพลังงานตกวูบ กลายเป็นวงจรที่สะสมไขมันเพิ่มขึ้นและทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้นรุนแรงยิ่งขึ้น

ความน่ากลัวของความเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพในผู้สูงวัย มักจะเป็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบจนไม่มีใครทันสังเกต เช่น การลุกจากเก้าอี้ลำบากขึ้น ต้องใช้มือดัน การเปิดฝาขวดที่เคยทำได้อย่างสบาย กลับกลายเป็นเรื่องยาก หรือความเร็วในการเดินลดลง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณของมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง รวมถึงพฤติกรรมการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ที่น้อยลงจากความสบายโดยที่เราไม่รู้ตัว กิจกรรมเล็กๆน้อยๆที่หายไปนี้ ทำให้อัตราการเผาผลาญตกต่ำลง และเปิดโอกาสให้ไขมัน เข้ามาครอบครองพื้นที่ในร่างกายอย่างสมบูรณ์

ในทางกายภาพและทางการแพทย์ การแก้ไขภาวะเช่นนี้ สามารถทำได้ตั้งแต่การปรับท่านอนหงายปกติ มาเป็น “การนอนตะแคง” เพื่อป้องกันไม่ให้โคนลิ้นตกไปด้านหลังตามแรงโน้มถ่วง ช่วยเปิดทางลมให้หายใจสะดวกขึ้น การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยานอนหลับ ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อคอคลายตัวเกินปกติ ส่วนในรายที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง การตรวจ Sleep Test ในโรงพยาบาล จะช่วยประเมินระดับความรุนแรง และนำไปสู่การรักษามาตรฐาน นั่นคือการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก หรือ CPAP ซึ่งส่งแรงดันลมเบาๆ ผ่านหน้ากากช่วยถ่างทางเดินหายใจไว้ตลอดคืน ทำให้กลับมาหลับลึกและสดชื่นอีกครั้งครับ

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะรู้ดีว่าการลดน้ำหนักและการออกกำลังกาย คือทางออกที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่คือ “พฤติกรรมมนุษย์ปรับเปลี่ยนได้ยาก” เนื่องจากสมองถูกออกแบบมาให้รักความสบาย การใช้วิธีหักดิบที่ตั้งเป้าหมายใหญ่เกินไป สมองจะมองว่าเป็นความเครียดและเกิดแรงต้าน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมยั่งยืน จึงไม่ใช่เรื่องของกำลังใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของกลยุทธ์ตามหลัก Atomic Habits โดยเริ่มจากการเข้าใจวงจรนิสัย และประยุกต์ใช้กฎง่ายๆ เช่น การทำให้เป็นเรื่องง่ายด้วยกฎ 2 นาที เปลี่ยนเป้าหมายใหญ่อย่างการออกกำลังกาย ให้เหลือเพียงสวมรองเท้าผ้าใบแล้วเดินรอบบ้าน 2 นาที เพื่อขจัดแรงต้านในก้าวแรก หรือการปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านไม่ซื้อขนมมาเก็บไว้ เพื่อ “ทำให้มองไม่เห็นและทำได้ยาก” สำหรับนิสัยที่ไม่ดี การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อพฤติกรรมที่ดี จึงช่วยให้การเปลี่ยนนิสัยเกิดขึ้นได้จริง โดยไม่ต้องใช้กำลังใจสู้กับตัวเองทุกวันครับ

การดูแลสุขภาพและการจัดการปัญหานอนกรนในผู้สูงวัย ไม่ใช่เรื่องของความหวาดกลัวสิ่งเร้นลับ แต่คือการเข้าใจกลไกร่างกายอย่างแท้จริง การสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเล็กๆน้อยๆในยามค่ำคืน แล้วลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนระบบชีวิตทีละเล็กทีละน้อยวันละหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ย่อมเป็นเส้นทางที่นำไปสู่การมีลมหายใจที่โล่งโปร่ง ยามหลับที่ปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่แข็งแรงยั่งยืนสำหรับทุกคนในครอบครัว ทดลองทำดูเสียตั้งแต่วันนี้นะครับ