
ถอดรหัสสังคมผู้สูงวัย... จากสิงคโปร์สู่ความหวังของไทย ตอนที่ 2
ถอดรหัสสังคมผู้สูงวัย... จากสิงคโปร์สู่ความหวังของไทย ตอนที่ 2 คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- ออกแบบเมืองให้ผู้สูงอายุเข้าถึงชุมชนได้ง่าย ผ่าน Active Ageing Centre ที่อยู่ใกล้บ้านและโครงสร้างพื้นฐานแบบ Universal Design ทำให้การออกจากบ้านปลอดภัยและเป็นเรื่องง่าย
- สร้างระบบนิเวศชุมชนที่ผสานสุขภาพ สังคม และภาคเอกชน เปลี่ยนศูนย์ผู้สูงอายุจากพื้นที่ดูแลสุขภาพให้เป็นพื้นที่พบปะ ทำกิจกรรม และสร้างเศรษฐกิจชุมชน ลดความโดดเดี่ยวของผู้สูงวัย
- บทเรียนสำหรับไทยคือการเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข เมือง ขนส่ง ภาคเอกชน และผู้นำที่ลงพื้นที่จริง เพราะการแก้สังคมสูงวัยไม่ใช่แค่เพิ่มงบประมาณ แต่ต้องออกแบบสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้สูงอายุ “อยากออกจากบ้าน”
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงบรรยากาศการจัดอีเว้นท์ในคอมมูนิตี้ฮอลล์ของสิงคโปร์ เขาสร้างแรงดึงดูดผู้พักอาศัยที่ส่วนใหญ่มีผู้สูงวัย ด้วยการสร้างบรรยากาศที่มีทั้งเสียงดนตรี ร้านขายอุปกรณ์การแพทย์ ร้านยาจีน ซึ่งมีผู้นำรัฐบาลระดับรัฐมนตรีเข้ามามีส่วนร่วมงาน โดยท่านลงพื้นที่มาทักทายประชาชนอย่างเป็นกันเอง ภาพเหล่านั้นทำให้ผมกลับมานั่งคิดต่อว่า อะไรคือแรงดึงดูดที่ทำให้ผู้สูงอายุสิงคโปร์พร้อมใจกันลุกจากเตียง ออกจากห้องพักมา แล้วออกมาใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชนได้มากมายขนาดนี้ เพราะในความเป็นจริง การจะทำให้คนวัยเกษียณยอมเดินทางออกจากบ้าน ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างไม่มีเหตุผล แต่นี่อาจจะเป็นผลลัพธ์จากการวางรากฐานของโครงสร้างเชิงระบบ ที่ได้คิดคำนวณมาอย่างประณีตอย่างแน่นอน
พอสอบถามไปยังเพื่อน คือ Miss Lisa ก็ทราบว่าหัวใจสำคัญเรื่องนี้ ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ระดับชาติ ที่ชื่อว่า “Age Well SG” โดยรัฐบาลสิงคโปร์เขาได้ตั้งเป้าหมายขยายศูนย์ “Active Ageing Centre หรือ AAC” ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ความน่าทึ่งของระบบนี้ คือการตั้งศูนย์ไว้ใต้ตึกที่พักอาศัยของรัฐบาลในระยะเดินเพียงสองถึงสี่ร้อยเมตรเท่านั้น (ก็คล้ายๆกับโครงการตึกข้าวโพด ของอดีตท่านนายกสมัคร สุนทรเวช นั่นแหละครับ) ภายในพื้นที่ที่สร้างให้เป็นลานกิจกรรม สำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ การออกแบบพื้นที่ลักษณะนี้ ทำให้ผู้สูงอายุถึงแปดในสิบคนที่อาศัยอยู่ในอาคารเหล่านั้น สามารถเดินออกจากบ้านมาเจอเพื่อน มาออกกำลังกาย หรือมาร่วมกิจกรรมได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งพารถสาธารณะและไม่ต้องรอให้ลูกหลานพามาด้วยก็ได้
แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน และเป็นฟันเฟืองชิ้นใหญ่ที่ทำให้ศูนย์ AAC ขับเคลื่อนได้จริง คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ ให้รองรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง สิงคโปร์ไม่ได้มองการสร้างเมืองแยกส่วนจากการดูแลสุขภาพ แต่มองว่า “ถนนหนทางและระบบขนส่ง” คือเครื่องมือสร้างสุขภาวะ เราจึงได้เห็นทางเดินมีหลังคาครอบคลุม (Covered Linkways) ที่เชื่อมต่อจากตึกที่พักอาศัยตรงสู่ศูนย์ชุมชนหรือลานกิจกรรม ป้ายรถเมล์ และสถานีรถไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้สูงอายุสามารถเดินเหินได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะแดดออกหรือฝนตกหนัก รวมถึงการออกแบบอารยสถาปัตย์ (Universal Design) ตั้งแต่ฟุตบาทที่ราบเรียบไร้รอยต่อ และไม่มีสเต็ปสูงต่ำที่เสี่ยงต่อการสะดุดพลัดตกหกล้ม ไปจนถึงสัญญาณไฟจราจร ที่ใช้ระบบแตะบัตรประชากร เพื่อเพิ่มเวลาข้ามถนนให้ผู้สูงวัย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลสิงคโปร์ใช้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาเป็นตัวขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยตรง ทำให้การเดินทางออกจากบ้าน ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวหรือเป็นอุปสรรคทางร่างกายอีกต่อไปเลยครับ
สิ่งที่ผมได้ไปพบเจอในวันนั้น จึงไม่ใช่แค่ภาพของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบเดิม ๆ แต่เป็นภาพของนิเวศชุมชนที่หลอมรวมสุขภาพ โครงสร้างเมือง วัฒนธรรม และภาคธุรกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว การที่เพื่อนสนิทของผมคือ Miss Lisa สามารถเข้าไปเปิดร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ ควบคู่ไปกับบริการยาจีนแผนโบราณในพื้นที่ของรัฐได้ ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความชาญฉลาดของผู้บริหารรัฐบาล ในการดึงภาคเอกชนมาร่วมจัดบริการ รัฐบาลไม่ได้มองว่าการดูแลผู้สูงอายุ เป็นภาระของระบบสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่มองเป็นโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจชุมชน โดยใช้ความคุ้นเคยของศาสตร์การแพทย์แผนจีนมาลดความกลัว ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกอุ่นใจ ที่จะเดินเข้ามาตรวจสุขภาพเบื้องต้น ให้ได้ลองใช้นวัตกรรมการช่วยเดิน และร่วมเล่นดนตรีไปพร้อมๆ กัน เปลี่ยนภาพจำของการไปโรงพยาบาล ให้กลายเป็นพื้นที่นัดพบปะสังสรรค์ ซึ่งช่วยลดภาวะความโดดเดี่ยวและชะลอโรคซึมเศร้าได้อย่างมหาศาลเลยครับ
นอกจากโครงสร้างพื้นฐานและการบริการแล้ว อีกหนึ่งฟันเฟืองที่ทำให้ระบบนี้เคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีชีวิต คือ วัฒนธรรมการลงพื้นที่จริงของฝั่งผู้นำรัฐบาล อย่าง Ms. Low Yen Ling นายกเทศมนตรีเขต South West และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรม ชุมชนและเยาวชน ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยด้วยอย่างใกล้ชิด การที่มีผู้บริหารระดับประเทศลงมาเดินปะปน รับฟังปัญหา และสัมผัสบรรยากาศจริงในคอมมูนิตี้ ทำให้ภาครัฐได้รับข้อมูลเชิงลึกโดยตรงจากประชาชน นโยบายที่ออกมาจึงมีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้เร็ว และตอบโจทย์การใช้งานจริงมากกว่าการนั่งคิดอยู่บนตึกหอคอยช้างเผือก
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เราเองก็มีทั้ง รพ.สต. ศูนย์บริการสาธารณสุข และชมรมผู้สูงอายุอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในความคิดของผม ผมคิดว่าสิ่งที่เรายังขาดอยู่ คือ การร้อยเรียงส่วนต่างๆที่มีอยู่เหล่านี้ ให้เข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว และที่สำคัญ คือ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพในบ้านเรา ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงของผู้สูงวัย เช่น ทางเท้าที่ขรุขระ ทางข้ามที่ไม่ปลอดภัย และระบบขนส่งที่เข้าถึงยาก ทำให้ผู้สูงอายุไทยจำนวนมาก กลัวการพลัดตกหกล้ม จึงเลือกที่จะอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ซึ่งเป็นผลทำให้บ้านเรา มักแยกงานพัฒนาเมืองออกจากงานสาธารณสุข และกันเอาภาคเอกชนออกจากระบบสวัสดิการของรัฐ ทำให้ผู้สูงวัยไทยส่วนใหญ่ หากไม่ป่วยจนต้องไปโรงพยาบาล ก็มักจะถูกปล่อยให้อยู่ติดบ้านโดยลำพังเสียเป็นส่วนมากครับ
ซึ่งหากเราอยากเห็นผู้สูงวัยไทย ออกมาใช้ชีวิตอย่างมีพลัง และมีความสุขแบบสิงคโปร์ โจทย์ใหญ่ของเราอาจไม่ใช่แค่เรื่องการหางบประมาณมาแจก... แต่คือการตั้งคำถามว่า จะออกแบบโครงสร้างเมืองและคอมมูนิตี้อย่างไร จึงจะทำให้เหล่าชาวผมขาวทั้งหลาย มีความรู้สึกปลอดภัย ปลอดโปร่ง และอยากก้าวเท้าออกจากบ้านในทุกๆ วัน เพื่อสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง หรือยังคงมีความสามารถในการทำงานเบาๆได้ เหมือนที่ผมได้ไปเห็นผู้สูงวัยของเขา ที่มีอายุ 60-70 ปี ยังคงออกมาเสิร์ฟอาหาร หรือทำงานทำความสะอาด ที่ไม่ใช่เป็นงานหนักได้อย่างมีความสุขครับ
วันนี้คงจะขอจบตอนที่สองเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ในตอนต่อไปผมจะพาไปถอดรหัสในประเด็นที่ลึกที่สุด นั่นคือ เรื่องความพร้อมของประชากร ทำไมระดับการศึกษา การออม และการปรับตัวทางเทคโนโลยี ถึงเป็นรากฐานที่สำคัญกว่าตัวงบประมาณ และทำไมการแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัย จึงต้องเริ่มตั้งแต่วันที่เรายังเป็นวัยรุ่นอยู่ และการศึกษาของชาวสิงค์โปร์ทำไมถึงได้ส่งผลมายังวัยที่กำลังจะละจากโลกนี้ไป ได้อย่างมีความสุขครับ







