thansettakij
thansettakij
หมาก รสชาติของ “ยาพิษ” เคลือบความเท่

หมาก รสชาติของ “ยาพิษ” เคลือบความเท่

หมาก รสชาติของ “ยาพิษ” เคลือบความเท่ คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • การเยือนศรีลังกาทำให้พบว่าโรคมะเร็งช่องปากเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยมีสาเหตุหลักจากการเคี้ยวหมากผสมยาสูบและปูนกินหมาก ซึ่งพบแพร่หลายในศรีลังกา อินเดีย และเมียนมา
  • การตลาดของหมากแปรรูปในรูปแบบซองสำเร็จรูปที่มีรสชาติและบรรจุภัณฑ์ดึงดูดใจ ประกอบกับการกำกับดูแลของภาครัฐที่ไม่เข้มงวด ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย ส่งผลให้ปัญหามะเร็งช่องปากยังคงรุนแรง
  • ประเทศไทยเคยเผชิญปัญหาการเคี้ยวหมากเช่นเดียวกัน แต่สามารถลดพฤติกรรมดังกล่าวได้ผ่านมาตรการของรัฐและการเปลี่ยนค่านิยมทางสังคม สะท้อนว่าการแก้ปัญหาที่ฝังรากในวิถีชีวิตต้องอาศัยนโยบายและการขับเคลื่อนทางสังคมควบคู่กับความรู้ด้านสุขภาพ

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาที่ผมได้เดินทางไปเยือนประเทศศรีลังกา ตามคำเชิญของสถานทูตไทยประจำศรีลังกา ในช่วงของการเยี่ยมชมกิจการของผู้ประกอบการในศรีลังกา ทางสถานทูตฯได้จัดแบ่งกลุ่มในแก่ผู้ประกอบการไทยหลายท่านที่ร่วมเดินทางไปร่วมงานหลากหลายธุรกิจ ออกเป็น 5 กลุ่มธุรกิจ ตามที่แต่ละท่านได้ดำเนินการกันอยู่ เช่น กลุ่มที่ 1 Food and Agriculture กลุ่มที่ 2 Health, Wellness and Hospitality กลุ่มที่ 3 Machinery and Construction กลุ่มที่ 4 IT and Logistics และกลุ่มที่ 5 Textile, Furniture and Household items ผมเองถูกจัดให้ไปอยู่กับกลุ่มที่ 2 Health, Wellness and Hospitality ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ผู้จัดงานได้จัดให้ไปพบปะเยี่ยมเยือนโรงพยาบาลเอกชน และผู้ประกอบการ Spa and Wellness ครับ ซึ่งทำให้ผมได้รู้ว่า ผู้สูงวัยที่ศรีลังกามีสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บอะไรบ้างที่มากที่สุดครับ

ในการเยี่ยมชมโรงพยาบาลเอกชน ผมได้มีโอกาสพบปะกับแพทย์มากมายหลายท่าน จากการพูดคุย ก็พบว่าในประเทศศรีลังกา “โรคมะเร็ง” ยังเป็นโรคท็อปเทนในการเสียชีวิตของเขา โดย“โรคมะเร็งช่องปาก” เป็นโรคที่พบมากอันดับสองของเขาครับ ซึ่งถ้าหากใครมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศในแถบเอเชียใต้และประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศศรีลังกา อินเดีย หรือเมียนมา ภาพชินตาที่พบเห็นได้ตามหัวมุมถนนเกือบทุกตรอกซอกซอย คือ แผงขายของขนาดเล็กที่เรียกว่า “Paan Shop” บนโต๊ะพ่อค้าขายหมาก จะมีขวดโหลและกระป๋องใส่น้ำเชื่อม เครื่องเทศ และผงปรุงรสต่าง ๆ ตั้งเรียงรายอยู่เป็นสิบ ๆ รสชาติ ทำราวกับร้านไอศกรีมล้ำสมัยในบ้านเรา วัยรุ่นชายและหนุ่มสาวต่างพากันมายืนมุง สั่งสูตร “มิกซ์” รสชาติที่ตัวเองชื่นชอบอย่างสนุกสนานครับ

สิ่งที่จะได้พบเห็นบนโต๊ะหมากในวันนี้ จะพบวิวัฒนาการของการตลาดหมากพลู ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่ขายแต่หมากที่ทำหรือห่อเป็นคำ ๆ กันแบบสด ๆ แต่ยังมีที่ผลิตแบบ “หมากซองสำเร็จรูป” ที่ทำการผลิตโดยโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเบื้องหลังแสงสี กลิ่นหอมหวน และรสชาติอันหลากหลายเหล่านี้ ได้กลับกลายเป็นวิกฤตสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่กำลังกลืนกินชีวิตผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้ชายและวัยรุ่นอย่างน่าใจหายเลยครับ

อย่างที่ผมเล่ามาตั้งแต่ต้น ในประเทศศรีลังกา สถิติล่าสุดระบุชัดเจนว่า “โรคมะเร็งช่องปาก” (Oral Cancer) พุ่งทะยานขึ้นเป็นมะเร็งอันดับ 1 ในเพศชาย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ เฉลี่ยแล้วในแต่ละวันจะมีชาวศรีลังกาต้องสังเวยชีวิตให้กับโรคนี้ถึงวันละ 2-3 คน เช่นเดียวกับในประเทศเมียนมาและอินเดีย ที่ตัวเลขผู้ป่วยพุ่งสูงจนติดอันดับท็อปเท็นไปแล้วครับ

ความน่ากลัวของเรื่องโรคมะเร็งช่องปากนี้ ไม่ใช่ความซับซ้อนทางการแพทย์ เพราะเหตุและผลของมันตรงไปตรงมาจนเดาได้ไม่ยาก ตัวการใหญ่คือ “พฤติกรรมการเคี้ยวหมาก” ที่ใส่ยาสูบตากแห้งและปูนกินหมากเข้าไปด้วย สารเคมีที่เข้มข้นจะกัดเนื้อเยื่อในช่องปากจนอักเสบเรื้อรัง และกลายเป็นเซลล์มะเร็งไปในที่สุด ทว่าสิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ ในเมื่อเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ง่าย ๆ และแก้ได้ด้วยการแค่ “หยุดทำและหยุดกิน” ทำไมมันถึงยังเป็นปัญหาดับโลกที่ไม่มีใครหยุดได้ละครับ?

ผมคิดว่าคำตอบซ่อนอยู่ใน “วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม” ที่นายทุนและพ่อค้าพยายามดึงดูดลูกค้า “ด้วยรสชาติและรสนิยม” หมากในเอเชียใต้ยุคปัจจุบันนี้ ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนหมากสดแบบดั้งเดิม ที่คนรุ่นปู่ย่าตายายเคี้ยวกินกันอีกต่อไปแล้ว แต่มันถูกชุบตัวผ่านระบบทุนนิยม กลายสภาพเป็น “หมากซองสำเร็จรูป” (Gutka หรือ Pan Masala) ที่บรรจุในซองสีสันฉูดฉาดราคาก็ถูกแสนถูก จนเด็กนักเรียนสามารถเจียดเงินค่าขนมมาซื้อได้ แถมพ่อค้ายังฉลาดล้ำด้วยการแต่งกลิ่นเลียนแบบที่มีทั้งรสผลไม้ ช็อกโกแลต มินต์ หรือน้ำผึ้ง เพื่อลดความขมฝาดที่มีมาแต่ดั้งเดิม ทำให้เด็ก ๆ เข้าถึงง่าย และสร้างค่านิยมในกลุ่มวัยรุ่นชายว่า การเคี้ยวสิ่งนี้คือสัญลักษณ์ของ “ความเป็นชายและความเท่” มาดึงดูดความสนใจของลูกค้าตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ครับ

ในขณะที่ฝั่งพ่อค้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์การตลาดเปลี่ยนไปไกลลิบลับ สิ่งที่น่าเศร้าคือ “รัฐบาลกลับไม่ได้ให้ความสำคัญ” เพราะรัฐบาลในประเทศเหล่านี้ มักจะมองว่า “หมาก”เป็นเพียงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิม จึงเชื่องช้าในการออกกฎหมายควบคุม ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมหมากยังผูกโยงกับระบบเศรษฐกิจฐานรากและภาษีมหาศาล รัฐบาลจึงมัก “หลับตาข้างหนึ่ง” ทำได้เพียงแค่แปะป้ายเตือนเล็ก ๆ บนซอง หรือออกแคมเปญรณรงค์แบบแห้ง ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ ผลลัพธ์ก็คือรัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลในระบบสาธารณสุข เพื่อรักษาโรคมะเร็งระยะลุกลาม มากกว่าการลงมือหักดิบขัดใจกลุ่มทุนและวิถีชีวิตชาวบ้านครับ

เมื่อมองภาพความล้มเหลวนี้แล้ว ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนหลังไปถึงประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของประเทศไทย หากยังจำได้ ในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กอยู่ที่บ้านโคกสวาย อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ภาพคุณยายแถวบ้านผมนั่งตะบันหมากจนปากแดงเถือก ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก ในยุคนั้นประเทศไทยเราก็เคยมีวัฒนธรรมการเคี้ยวหมากแบบฝังลึกนี้ ซึ่งก็คล้ายกับประเทศเมียนมา อินเดีย และประเทศศรีลังกาในปัจจุบันเช่นกัน แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ไทย “หลุดพ้น” จากวงจรโรคมะเร็งช่องปากจากหมากมาได้จนถึงทุกวันนี้ คือนโยบายของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ

ในยุครัฐบาลยุคจอมพล ป. ไม่ได้มองการเลิกหมากเป็นแค่เรื่องสุขภาพ แต่มองผ่านเลนส์ของ “ความศิวิไลซ์” (Civilization) และการสร้างชาติครับ กลยุทธ์ในยุคนั้นคือ “การปฏิวัติค่านิยมทางสังคม”อย่างเบ็ดเสร็จ มีการตรา “รัฐนิยม” ที่ประกาศว่าคนรุ่นใหม่ที่ “ศิวิไลซ์และเป็นอารยะ”ต้องไม่กินหมาก ใครปากดำเพราะกินหมาก จะถูกห้ามขึ้นรถโดยสารสาธารณะ ห้ามเข้าติดต่อสถานที่ราชการ และข้าราชการคนไหนไม่เลิกจะถูกลงโทษ ควบคู่ไปกับการสั่งโค่นต้นหมากต้นพลูทั่วประเทศ เพื่อตัดวงจรต้นน้ำ

มาตรการที่เด็ดขาดบวกกับการใช้กลไก “กดดันทางสังคม” (Social Sanction) เปลี่ยนให้การกินหมากกลายเป็นเรื่องเชย สะท้อนความล้าหลัง สกปรก จนในที่สุดคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น ก็เลิกกินหมากไปโดยปริยายครับ

บทเรียนจากประเทศไทยในอดีต และภาพสะท้อนจากประเทศศรีลังกา เมียนมา หรืออินเดียในปัจจุบัน เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า การเอาชนะมหันตภัยที่ฝังรากอยู่ในวิถีชีวิต และขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม ลำพังเพียงแค่คำเตือนทางการแพทย์หรือความรู้เชิงวิชาการนั้นไม่มีวันเพียงพออย่างแน่นอนครับ ตราบใดที่รัฐบาลยังคงปล่อยให้ “ยาพิษ” ถูกเคลือบด้วยรสชาติที่หอมหวาน และภาพลักษณ์ของความเท่ โดยไม่ได้ลุกขึ้นมาปฏิวัติค่านิยมทางสังคมอย่างจริงจัง... มะเร็งช่องปากก็ยังคงทำหน้าที่เป็นมัจจุราชเงียบ ที่คอยพรากชีวิตและอนาคตของเด็กหนุ่มในเอเชียใต้ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุดครับ