
มหาเสน่ห์เมืองแปร เมืองจากเงามายาในผู้ชนะสิบทิศ (3)
มหาเสน่ห์เมืองแปร เมืองจากเงามายาในผู้ชนะสิบทิศ (3) คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา บทความโดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
ผมได้เล่าเรื่องราวของเมืองแปร เมืองในนวนิยายอันโด่งดังมาแล้วสองตอน เชื่อว่าหลายท่านที่ได้อ่าน ก็คงสนุกสนานกับการได้เดินทางผ่านมิติของประวัติศาสตร์เมืองศรีเกษตร ซึ่งเป็นหมุดหมายแห่งศรัทธาทั่วเมืองแปร โดยผ่านมุมมองของผมในฐานะของพ่อค้าคนหนึ่งที่เคยมาเยือน อีกทั้งไม่ใช่นักโบราณคดีทั่วไป ในบทความตอนจบนี้ ผมจะพาพวกเรากลับมาสู่จังหวะชีวิตปัจจุบันของเมืองเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีแห่งนี้อีกครั้งครับ
ในมุมมองด้วยสายตาของผม ภาพของเมืองแปรยามเช้าตรู่ในวันนี้ มิใช่ภาพของอดีตราชธานีที่เกรียงไกร หรือเมืองยุทธภูมิอันเครียดขรึม หากแต่เป็นภาพชีวิตอันแสนสงบ แต่มีชีวิตชีวาแฝงอยู่ ตลาดเช้าริมน้ำเต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายวัตถุดิบสดใหม่ กลิ่นหอมของละเพะเย่ (ชาวพม่า) และหน่ำเปียะ(โรตีโอ่ง) อีกทั้งโมฮินงา (ขนมจีนพม่า) หอมฟุ้งกระจายในบรรยากาศ
เสียงหัวเราะและการทักทายอย่างเป็นกันเองของชาวเมือง ซึ่งสะท้อนถึงไมตรีจิตอันบริสุทธิ์ของคนท้องถิ่น ที่ยังคงดำเนินชีวิตขนานไปกับสายน้ำใหญ่ ด้วยจังหวะชีวิตที่เรียบง่ายและไม่เร่งรีบ วัฒนธรรมการกินอยู่และวิถีชีวิตริมน้ำที่สืบทอดกันมาเนิ่นนาน กลายเป็นเสน่ห์อันตรึงใจ ที่ทำให้ผู้มาเยือนอย่างผมรู้สึกผ่อนคลายในทันทีที่ได้สัมผัสครับ
หากได้พูดคุยกับคนท้องถิ่นหรือคนขับรถชาวเมืองแปร เราจะสัมผัสได้ถึงความผูกพันอันลึกซึ้งของพวกเขา ที่มีต่อชัยภูมิริมน้ำอิรวดีของบ้านเกิด คนที่นี่ทราบกันดีว่า เมืองของตนถูกบีบด้วยแม่น้ำอิรวดีทางทิศตะวันตก และแนวสันเขาขนาบในทางทิศตะวันออก จนกลายเป็นเมืองแนวยาวขนานสายน้ำที่ขยายตัวได้ยาก
แม้ในปัจจุบันนี้จะมีสะพานนวาเดข้ามแม่น้ำอิรวดี เชื่อมการเดินทางข้ามฝั่งไปสู่อ่าวเบงกอล และรัฐยะไข่อันเร้นลับ ซึ่งช่วยเปิดประตูการค้าและโลจิสติกส์ยุคใหม่ แต่พื้นที่ฝั่งตัวเมืองหลัก ก็ยังคงรักษากลิ่นอายดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ความเจริญที่ค่อยเป็นค่อยไป กลับกลายเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดี ที่ทำให้เมืองแปรไม่ถูกกลืนหายไปกับอารยธรรมตะวันตก และกระแสเมืองใหญ่อย่างย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์ แต่ยังคงรักษาตัวตนอันทรงเสน่ห์ไว้ได้อย่างบริบูรณ์ครับ
ขยับออกไปนอกตัวเมืองเล็กน้อย สายน้ำอิรวดีช่วงที่ผ่านเมืองแปรยังคงไหลเวียนเลี้ยงดูผู้คนมานับพันปี เช่นเดียวกับในอดีตที่สายน้ำสายนี้ เคยเป็นทั้งเส้นทางลำเลียงกองทัพ เส้นทางค้าขายของพ่อค้าต่างแดน และเส้นทางเผยแผ่พระพุทธศาสนา ยามเย็นของริมแม่น้ำอิรวดีในสายตาผม คือช่วงเวลาที่เมืองแปรเผยเสน่ห์อันน่าหลงใหลที่สุด เงาร่างของสะพานนวาเดททอดข้ามลำน้ำที่กว้างใหญ่
หากเรานั่งทานข้าวเย็นที่ร้านอาหารริมฝั่งแม่น้ำ ก็จะสัมผัสได้กับสายลมเย็นพัดผ่าน โดยมีเรือพายและเรือสินค้าโบราณที่ยังคงลอยลำอยู่กลางน้ำเป็นฉากหลัง แสงอาทิตย์อัสดงค่อยๆ ลับขอบฟ้า จมลงหลังแนวเทือกเขายะไข่ เปลี่ยนท้องฟ้าเป็นสีส้มอมม่วง ทัศนียภาพอันสงบ สวยงามนี้ ทำให้ผมเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า เหตุใดกษัตริย์ในอดีต พ่อค้าข้ามดินแดน หรือแม้แต่นักเดินทางในยุคปัจจุบัน เมื่อได้มาเยือนเมืองแปรแล้ว จึงยากที่จะลืมเลือนสัมผัสแห่งสายน้ำ และแผ่นดินนี้ได้ครับ
เมืองแปรอาจไม่ใช่เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยพระราชวังมหึมาอย่างมัณฑะเลย์ และไม่ได้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอันคึกคักอย่างย่างกุ้ง แต่เมืองแปรคือหัวใจที่เต้นอย่างสม่ำเสมอในเรือนร่างแห่งประวัติศาสตร์เมียนมา เป็นเมืองที่มีมิติซ้อนทับกันอย่างลงตัว ทั้งมิติแห่งจินตนาการในวรรณกรรมผู้ชนะสิบทิศของท่านยาขอบ มิติแห่งอารยธรรมพิวโบราณที่เป็นมรดกโลก มิติแห่งยุทธศาสตร์ธรรมชาติที่แข็งแกร่ง และมิติแห่งวิถีชีวิตอันเงียบสงบของผู้คนในปัจจุบัน
เมื่อตะวันยอแสงยามเย็นคล้อยตกลงเหนือลำน้ำอิรวดี ฉายภาพสะท้อนผืนน้ำให้กลายเป็นสีทองผ่องอำไพ... ภาพของเมืองแปรในวันนี้ ไม่ได้มีเสียงโห่ร้องรบพุ่งของกองทัพทหารเหมือนในอดีต หรือความเกรียงไกรแห่งยุทธภูมิสามอาณาจักรหลงเหลืออยู่อีกต่อไป หากแต่ทุกอย่างได้ถูกแทนที่ด้วยความสงบ และชีวิตอันงดงามอันแสนบริสุทธิ์ของชาวเมือง
ในสายน้ำอิรวดีมีแต่เรือประมงลำน้อย ค่อยๆ พายตัดคลื่นสายน้ำเข้าหาฝั่ง พร้อมเสียงหัวเราะอย่างสดใสของเด็กๆ ที่หยอกล้อเล่นน้ำอยู่ริมตลิ่ง ดังแว่วมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มีแต่ความเอื้ออารี ใต้ร่มเงาแป้งทานาคาบนแก้มของชาวเมือง สายลมยามเย็นยังคงพัดเอื่อย นำพาไอเย็นจากแม่น้ำมาโอบอุ้มผู้คน ดุจเดียวกันกับที่เคยโอบอุ้มเหล่าขัตติยราชและนักรบในตำนาน
แม่น้ำอิรวดีสายเดียวกันนี้ อาจเคยหล่อเลี้ยงจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ ซึ่งได้เคยบันทึกโศกนาฏกรรมแห่งศึกสงครามไว้มากมาย แต่สิ่งที่เกรียงไกรและยั่งยืนยิ่งกว่าซากอิฐปูน หรือฉากรักในวรรณกรรมผู้ชนะสิบทิศ ก็คือ “ชีวิตและศรัทธา” ของชาวเมืองแปร ที่ยังคงหมุนเวียนไปพร้อมกับสายน้ำ
เมืองแปร....จึงมิใช่เพียงปราการเมืองโบราณ หรือความทรงจำที่หยุดนิ่งอยู่ในพงศาวดาร หากแต่เป็นเมืองที่มีลมหายใจ อบอุ่น และพร้อมจะสลักลึกอยู่ในหัวใจของผู้มาเยือนครับ
เมื่อกาลเวลาหมุนผ่านไป บทสลักแห่งประวัติศาสตร์ อาจกัดกร่อนไปตามยุคสมัย รอยกำแพงอิฐศรีเกษตรอาจโดนเถาวัลย์ปกคลุม หรือตำนานรักในวรรณกรรมผู้ชนะสิบทิศของท่านยาขอบ อาจกลายเป็นเพียงเสียงเล่าขาน แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน ก็คือวิถีแห่งศรัทธาและสายน้ำอิรวดี ที่ยังคงไหลเอื่อยเลี้ยงดูผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น
บทสรุปของบทความชุดนี้ จึงมิใช่การลาจากไป หากแต่เป็นการปักหมุดความทรงจำว่า เสน่ห์อันแท้จริงของเมืองแปร ไม่ได้ซ่อนอยู่เพียงในบทประพันธ์หรือซากโบราณสถานเท่านั้น แต่อยู่ในลมหายใจของเมือง และรอยยิ้มของผู้คนที่ไม่เคยกลัวความเปลี่ยนแปลง เมืองแปรจึงเป็นเมืองมหาเสน่ห์ที่พร้อมจะต้อนรับ สลักความประทับใจ และรอคอยให้ผู้คนเดินทางกลับมาเยือนอีกครั้งครับ







