
การพลิกฟื้นไห่หนานสู่ความก้าวล้ำ ทันสมัย และความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน (5)
การพลิกฟื้นไห่หนานสู่ความก้าวล้ำ ทันสมัย และความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน (5) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4251
KEY
POINTS
- ไห่หนานส่งเสริมอุตสาหกรรม MICE โดยใช้การประชุมโป๋วอ่าวฟอรั่ม (Boao Forum for Asia) และงานแสดงสินค้า China International Consumer Products Expo เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก
- มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดยจัดตั้ง "เขตนำร่องการท่องเที่ยวด้านการแพทย์นานาชาติเล่อเฉิง" ซึ่งมีนโยบายพิเศษในการนำเข้ายาและเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศได้ก่อนจีนแผ่นดินใหญ่
- ส่งเสริม "เวชศาสตร์การกีฬา" (Sports Medicine) ให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบริการสุขภาพ โดยขยายจากการดูแลนักกีฬาไปสู่การส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกสำหรับประชาชนทั่วไปตามยุทธศาสตร์ "Healthy China 2030"
นอกจากนี้ ไห่หนานยังพยายามใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวในการพัฒนาอุตสาหกรรม MICE โดยดึงเอางานประชุมสัมมนา และงานแสดงสินค้าระดับประเทศและนานาชาติเข้าพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมโป๋วอ่าวฟอรั่ม (Boao Forum for Asia) ที่ริเริ่มมากว่า 2 ทศวรรษ และงานแสดงสินค้า “China International Consumer Products Expo” ที่ถูกยกระดับจากระดับมณฑลสู่ระดับชาตินับแต่ปี 2021 นั่นหมายความว่า งานแสดงสินค้านี้จะใหญ่ มีสีสัน และคึกคักมากขึ้นในอนาคต
พูดถึง BFA ที่ผ่านมา หลายคนอาจนึกถึงเวทีการประชุมเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง “World Economic Forum” (WEF) ที่จัดเป็นประจำทุกปีที่เมืองดาวอส (Davos) สวิตเซอร์แลนด์ ผู้คนในวงการจึงมักขนานนาม BFA ว่าเป็นเสมือน “WEF แห่งเอเซีย” หรือ “Asian Davos”
โดยที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ลงทุนก่อสร้างศูนย์การประชุมขนาดใหญ่ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ จนสามารถเปลี่ยน “โป๋วอ่าว” เมืองริมทะเลขนาดเล็กด้านซีกตะวันออกของไห่หนาน ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างโดยลำดับ จนทำให้ผู้บริหารระดับสูงขององค์การระหว่างประเทศ ภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งนักวิชาการจากทั่วโลก ต่างยินดีบินข้ามน้ำข้ามทะเล มากระทบไหล่กับคนดังของจีน
ในงานพิเศษนี้ในทุกช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีกันเป็นแถว
ยิ่งเมื่อเศรษฐกิจจีนเติบใหญ่ และขยับเข้าใกล้เบอร์หนึ่งอย่างสหรัฐฯ มากขึ้นเท่าไหร่ BFA ก็ดูจะมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นในระดับนานาชาติ แนวคิดหลัก (Theme) ในแต่ละปีก็เปลี่ยนจากการให้ความสนใจในระดับภูมิภาค (เอเชีย) ไปสู่ระดับโลกมากขึ้น
ไม่แน่นะครับ เมื่อแกนเศรษฐกิจโลกหันมาอยู่ที่โลกตะวันออก โดยมีจีนเป็นผู้นำในอนาคต ผู้จัดงานอาจปรับเปลี่ยนชื่องานประชุมโป๋วอ่าวฟอรั่มนี้ โดยลดถ้อยคำ “for Asia” หรือเปลี่ยนเป็น “for the World” ก็เป็นได้
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังพยายามจัดตารางเวลาให้สองงานใหญ่ดังกล่าว มีความต่อเนื่องกัน ก็ยิ่งส่งผลให้รัฐบาลจีน “ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว” เพราะผู้บริหารระดับสูงและบุคคลชั้นนำของจีนและต่างชาติ “ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย” ในการเดินทางไปเข้าร่วมงานประชุม BFA และเยี่ยมชมงาน “Hainan Expo” ได้ในคราวเดียว
นอกจากนี้ ไฮ่หนานยังมุ่งเน้นการพัฒนาบริการสมัยใหม่อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์รักษาพยาบาลและสุขภาพ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ไห่หนานได้กำหนดให้ “เล่อเฉิง” ในเมืองโป๋วอ่าว” เป็น “เขตนำร่องการท่องเที่ยวด้านการแพทย์นานาชาติ ซึ่งถือเป็นเขตพิเศษเพียงแห่งเดียวที่ให้บริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยว และการพักผ่อนแบบครบวงจร
ภายใต้ความพยายามในการพัฒนาเขตนำร่องฯ ดังกล่าว รัฐบาลจีนอาศัยโมเดลที่เชื่อมโยง “การวิจัยและพัฒนา” เข้ากับ “การผลิต” กล่าวคือ เป็นการใช้นโยบายพิเศษของเขตการแพทย์ ที่เปิดให้สามารถนำเข้านวัตกรรมยาและเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศสู่ “เล่อเฉิง” ได้ (ก่อนเข้าจีนแผ่นดินใหญ่) เชื่อมกับเขตนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคไหโข่ว
โดยให้เล่อเฉิงเป็นพื้นที่วิจัยและทดลองใช้ แล้วส่งต่อให้ไหโข่วเป็นฐานการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อดึงห่วงโซ่แห่งคุณค่าเข้ามาอยู่ในไห่หนานทั้งหมด
นั่นหมายความว่า แขกระดับสูงที่เข้าร่วมการประชุมโป๋วอ่าวฟอรั่ม สามารถใช้โอกาสนี้ใช้บริการตรวจสุขภาพและรักษาโรค รวมทั้งพักผ่อนในเขตการแพทย์ดังกล่าวได้ในโอกาสเดียวกันอีกด้วย
พอพูดถึงเรื่องนี้ ผมขอขยายความโดยนำเอากิจกรรมพิเศษที่สะท้อนความพยายามของไห่หนานในการ “สานฝัน” เรื่องการท่องเที่ยวด้านการแพทย์นานาชาติกันสักหน่อย
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ผมมีโอกาสไปเข้าร่วมการประชุมวิชาการ “2026 World Congress on Sports Medicine and Health” ณ นครไหโข่ว และพบว่า มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์แก่จีนในหลายมิติ
เมื่อกล่าวถึง “Sports Medicine” ในทางวิชาการ บ้านเราเรียกว่า “เวชศาสตร์การกีฬา” ที่ครอบคลุมอย่างน้อย 4 ด้านหลัก อันได้แก่ การป้องกันการบาดเจ็บ (Prevention) การรักษาและฟื้นฟูสมรรถนะ (Treatment & Rehabilitation) การเพิ่มสมรรถภาพทางกาย (Performance Optimization) และการเพิ่มคุณภาพชีวิตด้วยการออกกำลังกาย (Exercise as Medicine)
ทั้งนี้ นับแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เวชศาสตร์การกีฬาและสุขภาพในจีน พัฒนาไปอย่างรวดเร็วและมีความเป็นสากลมากขึ้นในอัตราเร่ง กล่าวคือ ในยุคก่อตั้ง ช่วงราวทศวรรษ 1950s-1970s เวชศาสตร์การกีฬามีภาครัฐแสดงบทบาทนำ เน้นสนับสนุนทีมชาติและสถาบันกีฬา โดยมีการวิจัยและบริการทางการแพทย์ผูกกับระบบนักกีฬาอาชีพ
ต่อมา ในยุคปฏิรูป ช่วงทศวรรษ 1980s-2000s มีการจัดตั้งสมาคมวิชาชีพ พัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา และยกระดับการป้องกันและรักษาอาการบาดเจ็บ การปฏิรูปที่เกิดขึ้นในยุคนี้ มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปักกิ่ง 2008 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญ ทำให้เวชศาสตร์การกีฬาของจีน ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่
เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก สร้างทีมแพทย์ประจำชาติ และยกระดับมาตรฐานการดูแลนักกีฬาสู่ระดับสากล หรืออาจกล่าวได้ว่า มาถึงยุคนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับเวชศาสตร์การกีฬาเพื่อการก้าวขึ้นเป็น “Sports Powerhouse” ในเวทีการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศเท่านั้น
ในช่วงปี 2011-2020 ถือเป็นยุคบูรณาการที่เริ่มขยับขยายจากการมุ่งเน้นเฉพาะ “นักกีฬา” มาสู่ “ประชาชนทั่วไป” และปรับเปลี่ยนจาก “การรักษาโรค” ไปสู่ “การส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก”
เวชศาสตร์การกีฬาในยุคนี้ จึงเป็นสาขาวิชาทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นการดูแล “การเคลื่อนไหวของร่างกาย” สำหรับทุกคนที่ต้องการมีสุขภาพดี ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาอาชีพ ผู้ที่ชอบออกกำลังกาย หรือ แม้แต่ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นดูแลสุขภาพตนเอง
ภาพดังกล่าวชัดเจนเพิ่มขึ้นโดยลำดับ นับแต่ปี 2016 เมื่อรัฐบาลจีน ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ “Healthy China 2030” อันนำไปสู่แผนกระตุ้นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของประชาชน และการบูรณาการกีฬา-การแพทย์ และกีฬา-สุขภาพ” บนแนวคิดพื้นฐานของการดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Health) ที่ส่งเสริมการออกกำลังกาย เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันและรักษาโรคเรื้อรัง
ผมขอขยายความต่อในตอนหน้าอีกหน่อย เพราะเรื่องนี้อาจกระทบกับความพยายามของไทยในการพัฒนาเป็น “ศูนย์กลางการรักษาพยาบาลในภูมิภาค” ได้ครับ ...
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4251
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน






