thansettakij
thansettakij
ออกมาบอกตรงๆ : เบื่อการบริหารแบบไม่บริหาร

ออกมาบอกตรงๆ : เบื่อการบริหารแบบไม่บริหาร

19 ก.ค. 69 | 22:00 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.ค. 69 | 02:24 น.

ออกมาบอกตรงๆ : เบื่อการบริหารแบบไม่บริหาร โดย พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ กลต

ปัญหาในระบบราชการไทย กับ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

กระบวนการสร้างระบบราชการในปัจจุบัน กลายเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและทับซ้อนกัน เพียงเพื่อสร้างอำนาจในการควบคุมจนเกินความพอดี ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 ในหมวดแนวนโยบายของรัฐ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

“จัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น… ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้า…”

ทว่าสถานการณ์ปัจจุบันกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ฝังลึกในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ บนพื้นฐานของความไม่ไว้วางใจกันระหว่างประชาชน องค์กร และผู้นำ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างกันอยู่เสมอ การทำงานในระบบราชการปัจจุบันจึงถูกออกแบบให้เป็นเชิงกระบวนการ หากอยากให้ง่ายก็มีกระบวนการรูปแบบหนึ่ง แต่หากอยากให้ยากก็กลายเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง เช่น การจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ส่วนบุคคลมากกว่าการตอบโจทย์ของสังคม ที่ระบบกลายมาเป็นรูปแบบนี้ ก็เพราะมีผู้มีอำนาจกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า “การหยุดนิ่ง” เป็นสิ่งที่ดีกว่าการพัฒนา หรือพยายามปิดกั้นไม่ให้เกิดการพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการและปกป้องจุดอ่อนของตนเอง รวมถึงการยึดติดกับอำนาจที่มีอยู่

 

พชร นริพทะพันธุ์

ประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สวีเดน สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก ล้วนมีโครงสร้างทางการเมืองที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย แต่มีข้อแตกต่างที่สำคัญตามการศึกษาของ Professor Geert Hofstede ในหัวข้อ Power Distance Index (ตัวชี้วัดระยะห่างแห่งอำนาจ) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ในเรื่องการสื่อสาร ความเท่าเทียม และลักษณะการตัดสินใจ โดยประเทศไทยมีค่าดัชนีนี้สูงกว่าประเทศที่มีลักษณะโครงสร้างเดียวกัน เนื่องจากเรามีระบบวัยวุฒิและตำแหน่งหน้าที่ที่คงสถานะสูงกว่า รวมถึงมีการแสดงออกถึงอำนาจมากกว่าประเทศที่มีค่าดัชนีระยะห่างแห่งอำนาจต่ำ (Low Power Distance) ดังที่กล่าวข้างต้น

แต่ในขณะเดียวกัน คนไทยส่วนมากกลับชอบบุคคลที่ติดดินและมักสรรเสริญคนที่มีภาพลักษณ์ไม่ลุแก่อำนาจ ทว่านั่นเป็นเพียงความชอบในภาพลักษณ์ไม่ใช่การกระทำ เพราะในความเป็นจริง คนไทยมักจะยอมสยบให้แก่ผู้ที่เบ่งอำนาจ และหวาดกลัวบุคคลเหล่านั้นมากกว่าบุคคลที่ปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย ปัจจัยเหล่านี้จึงหล่อหลอมให้กลายเป็น “ระบบแบบไทยๆ” อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย : อารมณ์ / ความเข้าใจ และ สิ่งที่ควรจะเป็น

ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นคือต้นทางของพฤติกรรมที่ขัดแย้งกันเองในสังคม จนกลายเป็นคุณลักษณะเด่นของสังคมไทยในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น สังคมไทยยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของ “หนังจอตั้ง” ที่ผู้คนเสพติดดราม่า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการใช้เหตุผล การทำความเข้าใจ หรือการวิเคราะห์สิ่งสำคัญที่มีผลต่อชีวิตของตนเอง

หากเราถอดรหัสเรียนรู้จากพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวเขียว หรือจากรายการทีวียอดนิยมอย่าง “โหนกระแส” เราจะพบว่าสิ่งสังคมไทยเสพอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดหลายสิบปี รวมถึงวิวัฒนาการของสื่อรูปแบบใหม่ๆ ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องอาชญากรรม เรื่องทางเพศ เรื่องฉ้อโกง และเรื่องการนอกใจของคู่รักดารา เป็นต้น เนื่องจากสื่อมีหน้าที่ต้องตอบสนองความต้องการของตลาด และตลาดไทยก็อ่อนไหวเป็นพิเศษกับเรื่อง 18+ ทั้งหลาย 

ตัวอย่างของการดำเนินนโยบายรัฐ

ในด้านนโยบายภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางสมรภูมิที่กำลังแย่งชิงอำนาจบนแผนที่โลก ถึงแม้สังคมไทยจะเป็นสังคมที่ชอบเชียร์มวยและเลือกข้างตามที่ตนเห็นสมควร ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีอิสระในมุมมองของตนเอง แต่สำหรับ “นโยบายรัฐ” นั้น จะต้องไม่มีความสับสน เช่น การเสนอตัวเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม OECD ในขณะเดียวกันก็มีความพยายามที่จะนำประเทศเข้าร่วมกลุ่ม BRICS ซึ่งทั้งสองเป้าหมายนี้มีแนวทางที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

เนื่องจาก OECD เน้นเรื่องความโปร่งใส มาตรฐานทางกฎหมาย และระบบระเบียบกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่สำหรับ BRICS จะเน้นการค้าตามมาตรฐานเฉพาะกลุ่มหรือนอกมาตรฐานเดิม ยิ่งไปกว่านั้น หลักเกณฑ์หลายข้อของ OECD ก็คือการห้ามค้าขายโดยใช้มาตรฐานของ BRICS เช่น การห้ามค้าขายกับประเทศที่กำลังถูกมาตรการคว่ำบาตร เป็นต้น ดังนั้นการที่รัฐบาลจะบริหารความสัมพันธ์เพื่อตอบโจทย์และเอาใจทั้งสองกลุ่มพร้อมกัน จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

ตัวอย่างของการต่อสู้ในการขัดแย้งกันเองในอุดมการณ์

ในส่วนของการต่อสู้ทางการเมืองและสังคม การเรียกร้องให้ยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ เสรีภาพทางความคิด และหน้าที่ ซึ่งหากจะต่อสู้ให้ได้ตามแนวทางของ มหาตมะ คานธี หรือ มาร์ติน ลูเธอร์ นั้น หลักการสำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในความถูกต้องตามที่ตนเองเรียกร้อง เช่น หลักนิติรัฐ สิทธิ และหน้าที่ ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านั้นถึงแม้จะไม่ถูกใจเรา แต่ก็ต้องถูกต้องตามหลักการ

ทว่าในปัจจุบัน กลับมีการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดเพี้ยน เช่น การเล่นพรรคเล่นพวก การเชียร์พวกพ้องของตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ โดยไม่สนใจกระบวนการและความถูกต้อง ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนที่เชียร์ให้เกิดการรัฐประหารเพียงเพราะอดีตนายกฯ ทักษิณ ชนะการเลือกตั้ง หรือกลุ่มเคลื่อนไหว NGO บางกลุ่มที่อ้างว่าต่อต้านนายทุน แต่กลับไปรับงานจากนายทุนเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวหรือเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง การเชียร์หรือการสร้างความเชื่อในความถูกต้องของตนเองมากกว่าความถูกต้องของระบบ รวมถึงการเลือกทำในสิ่งที่ตอบโจทย์ตนเองมากกว่าตอบโจทย์สังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมโทรมและความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การพังทลายของระบบ ซึ่งส่งผลกระทบในระยะยาวอย่างที่เราเผชิญอยู่

ปัญหาความเชื่อมั่นในสังคม

การเพิกเฉยไม่รับฟังความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม แล้วหันมาใช้ระบบ “พวกเราเชื่อพวกเราเอง” พร้อมกับสร้างความเกลียดชังต่อฝ่ายตรงข้าม ได้ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมการเลือกข้างอย่างรุนแรง ซึ่งวัฒนธรรมนี้ได้ลุกลามไปกระทบต่อความไว้เนื้อเชื่อใจในการทำงานในระบบราชการ ทำให้เกิดปัญหาด้านความโปร่งใส เกิดการหวงข้อมูล และการสร้างฐานอำนาจภายในองค์กร โดยไม่เกิดความร่วมมือหรือการปรับปรุงพัฒนา มุ่งแต่จะแก่งแย่งและหวงแหนอำนาจ เพราะต่างคิดว่าทุกอำนาจคือผลประโยชน์ และผลประโยชน์ของตัวเองต้องมาก่อนประโยชน์ของส่วนรวม

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการขาดความสามารถในการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ และขาดการสร้างวัฒนธรรมการประสานงาน แต่กลับไปส่งเสริมวัฒนธรรมการทำลายล้างคู่ต่อสู้และการแย่งชิงแข่งขันเพื่ออำนาจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมความมั่นคงและความศิวิไลซ์ของประเทศโดยรวม

ปัญหาของ One Size Fits All Policy

การออกแบบนโยบายที่คิดว่าจะสามารถตอบโจทย์ของทุกภาคส่วนได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความหลากหลาย ความต้องการ และโจทย์เฉพาะของแต่ละภาคส่วน รวมถึงการแก้ปัญหาแบบเร่งด่วนแต่ไม่ละเอียดถี่ถ้วน และการรับฟังผลกระทบแบบขอไปที การออกแบบนโยบายในลักษณะนี้จะสร้างปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะ “การสร้างปัญหาใหม่จากการแก้ปัญหาเก่า” หรือเกิด Feedback Loop (ผลสะท้อนกลับ) แบบนับไม่ถ้วน

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่ว่าจะเป็นการสร้างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือการออกแบบกระบวนการคัดสรรสมาชิกวุฒิสภาแบบเลือกกันเอง ซึ่งแม้จะเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง แต่ก็เป็นเจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 อยู่แล้ว ที่ต้องการจะจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน และสร้างการสมดุลระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่

หรือแม้กระทั่งกระบวนการสรรหา กสทช. ที่ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้ต้องแยกตัวออกมาเป็นอิสระจากรัฐบาล ก็เกิดมาจากความกลัวแทรกแซง กลัวฝ่ายรัฐบาลจะเข้ามาเป็นเจ้าของสื่อหรือกิจการสื่อสาร ความต้องการควบคุมดูแลสื่อและการสื่อสารของฝ่ายความมั่นคง หรือแม้กระทั่งการหาผลประโยชน์จากสื่อของกลุ่ม NGO แต่ทว่าเมื่อไม่ได้คนตามที่ใจตัวเองต้องการ ก็มีความพยายามที่จะแก้ไขด้วยการบิดเบือนกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อส่งกลับไปให้รัฐบาลจัดการ วนเวียนเป็นงูกินหางอยู่จนถึงทุกวันนี้

ปัญหาด้านความสามารถในการวิเคราะห์ที่จำกัด และ การเสพข้อมูลเชิงตื้น

ปัญหาทั้งหมดทั้งปวงนี้ มีผู้มีอำนาจที่คอยใช้ประโยชน์จากประชาชน โดยการชักจูงและจำกัดความสามารถรวมถึงเวลาในการวิเคราะห์ พร้อมทั้งสร้างให้เกิดความเดือดร้อนและไร้ที่พึ่ง จนทำให้ประชาชนต้องตกอยู่ในภาวะหิวกระหายและต้องดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ตลอดเวลา จนไม่มีเวลาที่จะคิดวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อชีวิตของตัวเองในระยะยาว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการโหวตลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญในอดีต

ในสมัยก่อน สื่อโทรทัศน์คือสิ่งหนึ่งที่ผู้มีอำนาจทุกคนต้องการเข้าควบคุมเพื่อกำหนดทิศทางของข้อมูลข่าวสาร แต่ในปัจจุบัน สื่อได้เปลี่ยนรูปแบบมาอยู่บนโลกสังคมออนไลน์ มีการสร้างข้อมูลเพื่อหว่านล้อม และสร้างการเสพติดคลิปวิดีโอสั้น (Short Video) ซึ่งส่งผลให้เกิด Echo Chamber (ห้องสะท้อนเสียง) และเกิดพฤติกรรมการอ่านไม่เกิน 8 บรรทัด

สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นปัญหาที่สะท้อนกลับไปยังกลุ่มผู้มีอำนาจเช่นกัน เพราะปัจจุบันประชาชนถูกชักจูงได้อย่างรวดเร็วและไปในทิศทางที่ผู้มีอำนาจไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป ทว่ากลับตกเป็นเหยื่อของบุคคลที่สามารถสร้างหรือกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนผู้เสพสื่อเหล่านั้นได้มากที่สุด และนั่นคือความน่ากลัว เพราะตราบใดที่ประชาชนยังถูกบีบให้ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของความหิวกระหายและการเอาตัวรอด การจะบริหารจัดการประเทศให้มีความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองก็กลายเป็นเรื่องที่ยากทันที

3 เรื่อง ที่ต้องเร่งบริหาร เพื่อเป็นพื้นฐานของอนาคตจากนี้เป็นต้นไป

เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทั้งในระบบเศรษฐกิจและสังคม ความก้าวหน้าของเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางสังคม เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความศิวิไลซ์ให้กับระบบโดยรวม ซึ่งสิ่งเหล่านี้หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยกับการขับเคลื่อนเข้าสู่ “เศรษฐกิจอุตสาหกรรมดิจิทัล” และการทำความเข้าใจบริบทของสังคมยุคใหม่ จากยุคละครสองทุ่มสอดแทรกคตินิยม สู่ยุคหนังสั้นแนวตั้งในปัจจุบัน

  • เรื่องแรกที่ต้องเร่งบริหาร คือ HUMAN RIGHTS และ DATA PRIVACY (สิทธิมนุษยชนและข้อมูลส่วนบุคคล)

       สิทธิเสรีภาพของมนุษยชนในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการทำตามอำเภอใจหรือเป็นเพียงมุมมองการเรียกร้องทางการเมือง แต่หมายถึงสิทธิในการที่จะไม่ถูกคนอื่นเอาเปรียบจากการใช้เทคโนโลยีและการเข้าถึงเทคโนโลยี ประชาชนทุกคนต้องสามารถเข้าถึงบริการและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จากเทคโนโลยีโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคล คือการที่ข้อมูลส่วนตัวของตนเองจะต้องไม่ถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของผู้อื่น หรือถูกนำมาใช้เพื่อเอารัดเอาเปรียบตนเอง

 ข้อแนะนำในการบริหาร:

     - การบริหารจัดการบริการดิจิทัลของภาครัฐ โดยออกแบบให้ประชาชนสามารถใช้งานได้โดยไม่มีต้นทุนเพิ่ม เช่น การออกแบบศูนย์บริการชุมชนที่ไม่ต้องพึ่งพาเพียงแค่อุปกรณ์มือถือส่วนตัว แต่พัฒนาไปสู่ระบบ Interoperability (การทำงานร่วมกันของระบบ) และ Access Equipment (อุปกรณ์การเข้าถึง) ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ตามสถานที่ต่างๆ มีระบบ Wi-Fi Hotspot ที่มีคุณภาพและใช้งานได้จริงในสถานที่ราชการ ตลอดจนการเข้าถึงบริการสาธารณะด้วย Free Internet ผ่าน Gov Super App เป็นต้น
     - การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลผ่านระบบ Central Consent (การให้ความยินยอมส่วนกลาง) และมีระบบ Tracking (การติดตาม) ของแต่ละหน่วยงานที่นำข้อมูลของเราไปใช้ รวมถึงการบริหารจัดการสร้างรายได้จากระบบและการคืนรายได้ให้แก่เจ้าของข้อมูลที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์

  • เรื่องที่สอง คือ การบริหารจัดการความโปร่งใส และความรับผิดชอบของภาครัฐและระบบยุติธรรม

ข้อแนะนำในการบริหาร:

     - การสร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันอำนาจ (ไม่ใช่แค่การกระจายอำนาจ) และการ Collaborate (การร่วมมือประสานงานกัน) เน้นการให้เครดิตแก่ระบบมากกว่าเครดิตตัวบุคคล เลิกการให้คะแนนที่ตัวบุคคลแต่ให้เปลี่ยนมาให้คะแนนที่เป้าหมายความสำเร็จ แทนที่จะไปเพ่งเล็งรายละเอียดระหว่างทาง เช่น ราคากลาง หรือ TOR แต่ให้เปลี่ยนมาเน้นที่คุณภาพของงานมากกว่าปริมาณ
     - ความรับผิดรับชอบ ของ ข้าราชการและบุคลากร ที่ไม่ได้ยิดติดเฉพาะระเบียบและการประเมินแบบขอไปที แต่ ดูที่ประสิทธิภาพ และ ผลงานของแต่ละบุคคล การป้องกันการถูกกลั่นแกล้ง ในขณะเดียวกัน ต้องการป้องกัน การนิ่งเฉยด้วยเช่นกัน ไม่ใช่หายใจเข้าออก มาตรงเวลาออกตรงเวลาแล้วผ่านการประเมินเลื่อนขั้นเป็นต้น 

  • เรื่องที่สาม คือ การบริหารจัดการข้อมูล และการแนะนำข่าวสารไปสู่ประชาชน

ข้อแนะนำในการบริหาร:
     - การสร้าง Trusted Communication (การสื่อสารที่น่าเชื่อถือ) บนแนวทางรูปแบบใหม่ ซึ่งปัจจุบันถูกดิสรัปต์ (Disrupt) โดยอุตสาหกรรม Social Media ไปแล้ว รัฐจึงต้องปฏิรูประบบการสื่อสารข้อมูลข่าวสารของกรมประชาสัมพันธ์ ช่องสถานีโทรทัศน์ และการควบคุมข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ โดยให้ดำเนินการผ่านหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐผ่านช่องทาง Certified Channel (ช่องทางที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ) เท่านั้น

ในสามเรื่องที่ยกตัวอย่างมานี้ จำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างจริงจังและไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ เพราะทุกวันที่ผ่านไปล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและสังคมไทย ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลมีหน้าที่หลักในการบริหาร ซึ่งทฤษฎีในการบริหารนั้นมีอยู่หลายรูปแบบ ทั้งการบริหารแนวตั้งและแนวนอน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประสิทธิภาพและให้เห็นผลสัมฤทธิ์ของเป้าหมาย

แต่การบริหารที่นำไปสู่ความล้มเหลวมากที่สุด คือ “การบริหารแบบไม่บริหาร” การไม่ยอมตัดสินใจ การไม่มีความกล้า และความกลัว หรือในทางกลับกันคือความบ้าบิ่น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยหลักของการบริหารที่ล้มเหลว หากเราเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต การบริหารที่มีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้จากภาวะผู้นำที่ดี การสร้าง Motivation (แรงจูงใจ) ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน การปรับเปลี่ยน Mindset (กรอบความคิด) ตลอดจนการสร้างความสำเร็จและเป้าหมายร่วมกัน

  • ในระดับบริษัท: คือการสร้าง Vision (วิสัยทัศน์) / Mission (พันธกิจ) และการกระจายผลประโยชน์อย่างลงตัว
  • ในระดับประเทศ: คือการสร้าง Value (คุณค่า) การสร้างลักษณะนิสัยที่ดี รวมถึงการรักชาติและเสียสละเพื่อส่วนรวม

การกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจน การสร้างเป้าหมายร่วม การบริหารแบบมีส่วนร่วม และการมีความรับผิดชอบในการตัดสินใจของตัวผู้บริหารเอง ตลอดจนการที่ผู้บริหารต้องมีคุณสมบัติในเรื่องความโปร่งใส ความใส่ใจ ความมุ่งมั่น (Commitment) ความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า (Conviction) และเป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างผู้นำในทุกระดับชั้น ทั้งหมดนี้คือหนทางในการบริหารอนาคตเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้ดีที่สุดครับ