
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ยกฟ้องอดีตพระพรหมเมธี
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ยกฟ้องอดีตพระพรหมเมธี คอลัมน์ สังฆานุสติ โดย บาสก
ศาลมีคำพิพากษาคดี อดีตพระพรหมเมธี ในข้อหาที่โจทก์ฟ้องฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทำความผิดต่องบประมาณโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาและฟอกเงิน ศาลมีคำวินิจฉัย 2 ประเด็น
ประเด็นที่ 1. ข้อหาผู้สนับสนุน ศาลมีคำวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานในทางไต่สวนไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า อดีตพระพรหมเมธีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รับรู้หรือเห็นในการพิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกอบกับการเป็นผู้สนับสนุนต้องเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แต่งบประมาณดังกล่าว อดีตพระพรหมเมธีได้รับมาจากสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติและนำไปใช้ เป็นการใช้เงินภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกระทำความผิดไปแล้ว จึงมีคำพิพากษายกฟ้องข้อหาฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุน
ประเด็นที่ 2 ข้อหาฟอกเงิน ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดฐานโอนหรือรับโอน หรือซุกซ่อน ปกปิด อำพรางแหล่งที่มาของเงิน จะต้องได้ความว่า ผู้รับโอนรู้ว่าเงินที่รับมานั้นเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิด แต่เมื่อปรากฏว่า อดีตพระพรหมเมธีไม่รู้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินงบประมาณโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา สอดคล้องกับข้อต่อสู้ของจำเลย ที่เปิดบัญชีเงินฝากที่ใช้ในการรับโอนเงินงบประมาณต่อท้ายวงเล็บว่า "ทุนสร้างศาลา" และสร้างศาลา แสดงให้เห็นว่าอดีตพระพรหมเมธีเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวที่ให้มา 5 ล้านบาท เป็นเงินที่จะนำมาใช้สร้างศาลาเอนกประสงค์ตามวัตถุประสงค์ของวัด
ส่วนกรณีสุดท้าย เป็นคดีส่วนแพ่ง ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ศาลได้วินิจฉัยว่า เงินที่สำนักพุทธอนุมัติมาให้ เป็นเงินโครงการปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา แต่ได้ถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ของวัดสัมพันธวงศ์ จึงเป็นการใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดไว้ จึงเห็นควรให้คืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ







