
จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ จากดึงลงทุนสู่คุมเกม
จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ จากดึงลงทุน สู่คุมเกม : บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,242 วันที่ 8-10 ตุลาคม พ.ศ. 2569
KEY
POINTS
- รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายจากการมุ่งเน้นดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ มาเป็นการกำกับดูแลเชิงยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมผลกระทบต่อทรัพยากรของประเทศ เช่น ไฟฟ้า น้ำ และ ที่ดิน
- มีการออกมาตรการกำกับดูแลใหม่หลายด้าน เช่น การแบ่งประเภทผู้ประกอบการตามขนาด การกำหนดค่าไฟฟ้าประเภทใหม่เพื่อจูงใจให้ใช้พลังงานสะอาด และ การคุมเข้มใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้า
- เตรียมออกมาตรการด้านผังเมือง เพื่อกำหนดโซนนิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ และผลักดันกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อนำระบบใบอนุญาตและหลักอธิปไตยทางข้อมูลมาใช้กำกับดูแล
การจัดระเบียบ Data Center ครั้งใหญ่กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ไทยเร่งดึงดูดการลงทุนดิจิทัล วันนี้โจทย์ของรัฐบาลกำลังขยับไปอีกขั้น คือทำอย่างไรให้การลงทุนที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา ไม่กลายเป็นภาระด้านไฟฟ้า นํ้า ที่ดิน สิ่งแวดล้อม และ ชุมชนในอนาคต
มติบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ เพราะเป็นการประกาศให้ Data Center ถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ พร้อมแบ่งผู้ประกอบการเป็น 5 ขนาดตาม IT Load และกำหนดให้ศูนย์ที่ใช้ไฟตั้งแต่ 0.5 เมกะวัตต์ขึ้นไปต้องจดแจ้งข้อมูลกับรัฐ
ขณะเดียวกัน ยังเสนอค่าไฟเฉพาะประเภทที่ 9 ตามหลักผู้ใช้เป็นผู้จ่าย โดยเปิดทางให้การใช้พลังงานสะอาด มีต้นทุนที่จูงใจกว่าไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ
นี่คือ การเปลี่ยนวิธีคิดที่สำคัญ เพราะการแข่งขันดึง Data Center ไม่ควรจบลงที่จำนวนเม็ดเงินลงทุน หรือกำลังไฟที่จองไว้ หากต้องตอบให้ได้ว่าการลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์อะไรกลับคืนสู่เศรษฐกิจไทยบ้าง
ด้านมหาดไทยกำลังเติม “กติกาพื้นที่” เข้าไปในสมการ ด้วยแนวคิดแยก Data Center ออกจากอาคารขนาดใหญ่ทั่วไป กำหนดโซนนิ่ง โดยเฉพาะศูนย์ขนาดใหญ่ ที่อาจต้องอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ที่ผังเมืองรองรับ พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งระบบสำรองนํ้าและไฟฟ้า การจัดเก็บนํ้ามันดีเซล และการระบุอาคารอย่างชัด
ขณะที่กระทรวงดิจิทัลฯ กำลังผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะนำระบบใบอนุญาตและหลักการอธิปไตยทางข้อมูล เข้ามากำกับ Data Center และ Cloud สะท้อนว่า ศูนย์ข้อมูลในอนาคตไม่ได้เป็นเพียงสถานที่วางเซิร์ฟเวอร์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของข้อมูลโดยตรง
อีกด้านคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ.จ่อคุมเข้มใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าให้ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยกำหนดให้การจำหน่ายไฟฟ้าแก่กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะ และต้องมีรายละเอียดแผนการใช้ไฟฟ้าตลอดอายุโครงการ
ไม่ว่าจะเป็นแผนการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าปกติ แผนอัตรา Utility Green Tariff แผนการใช้ไฟฟ้าผ่าน Direct PPA การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง หรือการซื้อจากเอกชนรายอื่น
ที่น่าสนใจคือ รัฐบาลกำหนดเส้นตายรวบรวมกติกาจากทุกหน่วยงานเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนตุลาคม และเตรียมใช้กติกาแตกต่างกันกับ 3 กลุ่ม คือ ศูนย์ที่เปิดดำเนินการแล้ว โครงการที่ได้รับอนุมัติและอยู่ระหว่างก่อสร้าง และโครงการใหม่ พร้อมแนวคิด One-Stop Approval เพื่อลดความซํ้าซ้อนในการขออนุญาต โดยมีข้อมูลจาก 12 จาก 16 หน่วยงานเข้าสู่ Dashboard กลางแล้ว ขณะที่ยังเหลือโจทย์ TSIC และรายละเอียดด้านนํ้าที่ต้องเร่งปิดช่องว่าง
บททดสอบจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงออกกฎให้ทัน แต่คือ “ออกกฎให้ถูกจุด” เพราะหากกติกาเข้มจนชะลอการลงทุน ไทยอาจเสียโอกาส แต่หากผ่อนคลายจนทรัพยากรสาธารณะต้องรับต้นทุนแทนเอกชน ผลกระทบจะย้อนกลับมาที่เศรษฐกิจและประชาชน
ประเทศไทยกำลังมีโอกาสสร้างฐานเศรษฐกิจดิจิทัลครั้งใหญ่ การจัดระเบียบ Data Center จึงควรเป็นการวางแนวทางให้การลงทุนวิ่งได้เร็วขึ้น ไม่ใช่สร้างกำแพงขวางทาง สิ่งที่ต้องทำให้ชัดคือ ใครใช้ทรัพยากรมากต้องรับผิดชอบมาก ใครสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศต้องได้รับแรงจูงใจ และทุกโครงการต้องอยู่ภายใต้กติกาที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้
เพราะในวันที่เทคโนโลยีระดับโลก กำลังมองไทยเป็นฐานลงทุน คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “เราจะรับ Data Center ได้กี่แห่ง” แต่คือ เราจะทำให้ Data Center ที่เข้ามาเปลี่ยนพลังงาน ข้อมูล และ เงินลงทุน ให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันของไทยได้มากเพียงใด
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,242 วันที่ 8-10 ตุลาคม พ.ศ. 2569







