
เอกชนเคาะสเปกผู้ว่าฯ กทม.ในฝัน พูดจริงทำจริง แก้รถติด-ดันเมืองปลอดภัย
ภาคเอกชนเปิดสเปกผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 ต้องมีวิสัยทัศน์ พูดแล้วทำจริง เร่งแก้จราจร ยกระดับความปลอดภัย บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม พร้อมขับเคลื่อนเมืองสะอาด เป็นระเบียบ และเอื้อต่อการลงทุน
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนต้องการผู้ว่าฯ กทม. ที่มีวิสัยทัศน์ พูดจริงทำจริง และรับผิดชอบต่อนโยบายที่หาเสียงไว้ สามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง
- ต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของเมือง โดยเฉพาะปัญหาการจราจร สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
- เน้นการสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองปลอดภัย ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน
- ควรยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง ทั้งในด้านการจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่เข้าถึงได้ และปรับปรุงการให้บริการของหน่วยงานราชการ
ศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) คนที่ 18 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมือง แต่เป็นการคัดเลือกผู้บริหารเมืองหลวงที่ต้องดูแลงบประมาณเกือบแสนล้านบาทต่อปี และกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในอีก 4 ปีข้างหน้า
ท่ามกลางความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยภาคเอกชนได้ร่วมสะท้อนมุมมองถึงคุณสมบัติของผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ที่อยากเห็น เพื่อพากรุงเทพมหานครก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่และแข่งขันได้มากขึ้น
มีวิสัยทัศน์ "พูดจริง ทำจริง"
นายหลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง และประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สเปกผู้ว่าฯ กทม.ที่ต้องการคือคนที่มีวิสัยทัศน์และพูดจริงทำจริง แต่ต้องเข้าใจข้อจำกัดของตำแหน่งที่ไม่ใช่อัศวินม้าขาว เนื่องจากหลายเรื่องมีกรอบกฎหมายกำกับและจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ
สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การจราจร สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานของข้าราชการประจำให้มุ่งเน้นการบริการประชาชนมากขึ้น รวมถึงการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระการเดินทางของประชาชน
นายหลักชัยกล่าวว่า ในอีก 4 ปีข้างหน้าอยากเห็นกรุงเทพมหานครมีรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ที่เน้นความสะอาดและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น มีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพและมีค่าใช้จ่ายที่ประชาชนเข้าถึงได้ รวมถึงการสร้างวินัยจราจรอย่างจริงจัง เพื่อลดอุบัติเหตุและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง
ทำงานเก่ง-รับผิดชอบต่อคำพูด
ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่ว่าผู้สมัครคนใดจะได้รับเลือก สิ่งสำคัญที่สุดคือความสามารถในการทำงานและความรับผิดชอบต่อคำพูด โดยต้องเป็นผู้ว่าฯ ที่พูดแล้วทำได้จริง ไม่ใช่นำเรื่องที่ไม่สามารถดำเนินการได้มาใช้หาเสียง
ดร.พจน์มองว่า กรุงเทพมหานครควรได้รับการพัฒนาให้สมกับการเป็นเมืองสำคัญระดับโลกมากกว่าที่เป็นอยู่ แม้การจัดระเบียบเมืองจะดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการดูแลร้านค้ารายย่อย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาช่วยสนับสนุนและกำกับดูแลอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันต้องไม่สร้างข้อจำกัดจนกระทบต่อการประกอบอาชีพของผู้ค้ารายย่อย แต่ควรหาทางจัดสรรพื้นที่รองรับควบคู่กันไป
เมืองปลอดภัย-บังคับใช้กฎหมายจริงจัง
ขณะที่ นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ คือ การทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
นายพสุกล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่อยากเห็นคือการทำให้กระบวนการอนุญาตพัฒนาโครงการ การพิจารณา EIA และการออกใบอนุญาตต่าง ๆ มีความชัดเจนและเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะเมื่อกติกาชัดเจน ทุกฝ่ายจะสามารถแข่งขันอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และประชาชน
นอกจากนี้ ยังต้องการเห็นการเดินหน้ามาตรการแยกขยะอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นแนวทางที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะ และทำให้เมืองสะอาดมากขึ้น ขณะเดียวกันการบริหารจัดการขยะที่ดีจะช่วยลดปัญหาขยะอุดตันในระบบระบายน้ำ ส่งผลให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายพสุ ระบุว่า หากกฎหมายได้รับการบังคับใช้อย่างจริงจังและปราศจากการคอร์รัปชัน งบประมาณด้านสาธารณูปโภคจะถูกใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การลอกท่อและการบริหารจัดการระบบระบายน้ำจะเกิดขึ้นจริง ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมและยกระดับคุณภาพการบริหารเมืองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากเห็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ให้ความสำคัญและสานต่อในอนาคต







