
งบประมาณที่จำกัดเสี่ยงผิดวินัยการเงิน
งบประมาณที่จำกัดเสี่ยงผิดวินัยการเงิน : บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3999
แม้รัฐบาลจะทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเป็นระยะๆ อย่างล่าสุด ครม.ไฟเขียวมาตรการทางภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง ช่วงโลว์ซีซัน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นเรือธงของรัฐบาล
อย่างโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ดูเหมือนจะนิ่ง หลังจากรวบรวมแหล่งเงินได้ครบ 500,000 ล้านบาทแล้วว่า จะมาจากการขยายกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 จำนวน 152,700 ล้านบาท การดำเนินงานผ่านหน่วยงานรัฐ 172,300 ล้านบาท โดยใช้มาตรา 28 ให้ ธ.ก.ส. ดูแลกลุ่มประชาชนที่เป็นเกษตรกร จำนวน 17 ล้านคนเศษ และการบริหารจัดการเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 วงเงิน 175,000 ล้านบาท
ด้วยข้อจำกัดของเม็ดเงินงบประมาณ ระยะเวลา และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้รัฐบาลต้องปรับแผนการหาเงิน ด้วยการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2567 หรืองบกลางปี วงเงิน 122,000 ล้านบาท ด้วยการไปรีดรายได้เพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท และจะกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลอีก 112,000 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นข่าวก่อนหน้าที่ครม.เห็นชอบในหลักการไปแล้ว
แต่โฆษกรัฐบาล “ชัย วัชรงค์” กลับออกมาระบุว่า รัฐบาลจะเริ่มแจกเงินดิจิทัลกลุ่มเปราะบาง 14.98 ล้านคน ก่อนกลุ่มอื่นเป็นกลุ่มแรกภายใน 30 กันยายน 2567 เพราะกฎหมายระบุชัดว่า งบกลางปีวงเงิน 122,000 ล้านบาท ต้องใช้จ่ายภายในปีงบประมาณเท่านั้น
ร้อนถึงรัฐมนตรีประจำกระทรวงทั้ง 3 ท่าน ต้องออกมาปฏิเสธกันเป็นพัลวัลว่า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แจกพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งก็คงจริง เพราะทั้งระบบหลังบ้านที่ยังพัฒนาไม่เสร็จ ความไม่พร้อมเรื่องเม็ดเงินที่ต้องนำมากองไว้ทั้งจำนวน 500,000 ล้านบาท ก่อนเริ่มโครงการ เพื่อไม่ให้ผิดพ.ร.บ.เงินตรา ซึ่งครม.ไฟเขียวไปเพียงการทำงบกลางปี 2567 วงเงิน 122,000 ล้านบาท ซึ่งก็ยังเหลือในส่วนที่ต้องบริหารจัดการงบประมาณปี 2567 อีก 53,000 ล้านบาท ส่วนเงินจากธ.ก.ส.ก็ยังต้องรอการตีความจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ขณะที่การขยายกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 เพิ่มขึ้นอีก 152,700 ล้านบาทนั้น หลังสำนักงบประมาณรับฟังความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีข้อสังเกตว่า 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2565-2566) สบน.ต้องเบิกจ่ายงบชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากเงินคงคลัง เป็นจำนวน 1,818.62 และ 8,898 ล้านบาท ตามลำดับ
เนื่องจากงบชำระดอกเบี้ยที่ได้รับจัดสรรไม่พอเพียง และสำนักงบประมาณไม่สามารถจัดสรรงบกลางให้ได้
ส่วนปีงบประมาณ 2567 เองประมาณการว่า งบชำระดอกเบี้ยที่ได้รับจัดสรรจะไม่พอเพียง จึงขอให้สำนักงบประมาณทบทวนการจัดสรรงบชำระดอกเบี้ยในปีงบประมาณ 2568 ให้ได้รับอย่างพอเพียงเพื่อให้เป็นไปตามกรอบวินัย การชำระหนี้ภาครัฐ หรือ ขอให้จัดสรรงบกลางให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะในภายหลัง เพื่อหลีกเลี่ยงการไม่ปฏิบัติตามกรอบที่กฎหมายกำหนดและการผิดนัดชำระหนี้
ประเด็นดังกล่าว สำนักงบงบประมาณชี้แจงได้เพียงว่า การดำเนินนโยบายการเงินในหลายประเทศ มีแนวโน้มที่จะเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติมากขึ้น ประกอบกับประมาณการรายรับและฐานะทางการคลังของประเทศ รวมภาระค่าใช้จ่ายสวัสดิการสังคมในด้านต่างๆ จึงตั้งงบชำระค่าดอกเบี้ยเงินกู้ 259,238.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2567 จำนวน 32,022.42 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 14.09% เท่านั้น






