
Thailand’s Sandwich Economy: ถูกบีบจากข้างล่าง ถูกกดทับจากข้างบน
Thailand’s Sandwich Economy: ถูกบีบจากข้างล่าง ถูกกดทับจากข้างบน คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์นอกขนบ โดย สุวิทย์ สรรพวิทยศิริ “มูลนิธิ สวค.”
หลังจากที่เราได้ใช้เวลาสี่สัปดาห์ในการสวมบทบาทเป็นทีมแพทย์เพื่อ “ผ่าตัด” และ “วินิจฉัย” โรคร้าย ของเศรษฐกิจไทยกันไปแล้ว วันนี้เราจะขอวางมีดหมอและชุดกาวน์ลงชั่วคราว แล้วหันมาสวมบทเป็น “เชฟ” เพื่อทำความเข้าใจสถานะของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันผ่านภาพที่ชัดเจนและโหดร้ายกว่าเดิม นั่นคือภาพของ “แซนวิช”
ไม่ใช่แซนวิชที่น่าอร่อยในร้านกาแฟหรู แต่เป็นแซนวิชที่ถูกบีบอัดจนไส้แทบทะลัก ประเทศไทยในวันนี้ กำลังตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “ภาวะแซนวิชทางเศรษฐกิจ” (Economic Sandwich) อย่างเต็มรูปแบบ ขนมปังแผ่นล่างคือประเทศคู่แข่งที่ “ต้นทุนต่ำกว่า” อย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย ที่พร้อมจะแย่งชิง การลงทุนและการผลิตในสินค้าที่ไม่ซับซ้อนไปจากเราทุกเมื่อ ส่วนขนมปังแผ่นบนคือประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือจีน ที่ทิ้งห่างเราไปไกลในด้านนวัตกรรมและสินค้ามูลค่าสูง
แล้ว “ไส้” ที่อยู่ตรงกลางอย่างประเทศไทยล่ะ? เรากำลังถูกบีบจนหายใจไม่ออก สินค้าดั้งเดิมที่เราเคยเป็นเจ้าตลาด ก็เริ่มจะแข่งขันด้านราคาไม่ได้อีกต่อไป ในขณะที่สินค้าใหม่ที่ต้องใช้นวัตกรรม เราก็ยังตามเขาไม่ทัน นี่คือภาวะ “ติดแหง็ก” ที่เป็นรากของปัญหาการเติบโตต่ำที่เรื้อรังมานานนับทศวรรษ
ขนมปังแผ่นล่าง : เมื่อความ “ถูก” ไม่ใช่จุดขายของเราอีกต่อไป
ครั้งหนึ่ง ประเทศไทยเคยเป็น “สวรรค์” ของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการฐานการผลิตต้นทุนต่ำ เรามีแรงงานราคาถูกจำนวนมหาศาล มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่น่าดึงดูด เรากลายเป็น “เสือตัวที่ห้า” ของเอเชียได้ก็เพราะโมเดลการรับจ้างผลิต (OEM - Original Equipment Manufacturer)
นี้เอง แต่ยุคทองนั้นได้ผ่านไปแล้ว
วันนี้ ค่าแรงของเราไม่ได้ “ถูก” อีกต่อไปเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซีย การจะแข่งขันด้วยการกดค่าแรงให้ต่ำลงเรื่อยๆ คือการแข่งขันที่ไม่มีวันชนะ (Race to the Bottom) และเป็นกับดักที่ฉุดรั้งการพัฒนาในระยะยาว
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ อุตสาหกรรมเหล็ก ในปี 2025 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับการทะลักเข้ามาของเหล็กราคาถูกจากประเทศจีน ซึ่งกำลังประสบปัญหาอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ ทำให้ต้องระบายสินค้าออกสู่ตลาดโลกด้วยราคาที่ต่ำมาก [1] ข้อมูลจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยระบุว่า การนำเข้าเหล็กบางประเภทจากจีนเพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็กในประเทศต้องลดกำลังการผลิตและหลายรายประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก นี่คือภาพสะท้อนของการแข่งขันด้านราคาที่เรา
ไม่มีทางสู้ได้
ไม่ใช่แค่เหล็ก แต่สินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้น สิ่งทอ หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ซับซ้อน ก็กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน เรากำลังถูกขนมปังแผ่นล่างบีบอัดอย่างรุนแรง และความสามารถในการแข่งขันของเราก็ลดน้อยถอยลงทุกวัน
ขนมปังแผ่นบน : เมื่อเรา “สร้าง” ไม่ทันโลกที่กำลัง “เปลี่ยน”
ในขณะที่ข้างล่างไล่บี้เราด้วยราคา ข้างบนก็กำลังทิ้งห่างเราไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), และพลังงานสะอาด แต่ประเทศไทยกลับยังย่ำอยู่กับที่ เรายังคงติดอยู่กับดักของการเป็น “ผู้รับจ้างผลิต” ที่รอรับคำสั่งจากบริษัทข้ามชาติ แทนที่จะลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์และเทคโนโลยีของตัวเอง หรือที่เรียกว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ OBM (Original Brand Manufacturer)
อุตสาหกรรมยานยนต์ คือตัวอย่างที่น่าเจ็บปวดที่สุด เราภูมิใจกับการเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” มานานหลายสิบปี เราเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาปภายในที่สำคัญของโลก แต่เมื่อโลกทั้งใบกำลังมุ่งหน้าสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คำถามคือเราอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานนี้? เราเป็นเพียงโรงงานประกอบแบตเตอรี่และมอเตอร์ที่นำเข้า
จากจีน หรือเรากำลังออกแบบและสร้างรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้? คำตอบที่น่าเศร้าคืออย่างแรก
สถานการณ์ใน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ก็ไม่ต่างกัน เราเป็นผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) รายใหญ่ของโลก แต่ตลาด HDD กำลังหดตัวลงเรื่อยๆ และถูกแทนที่ด้วย Solid-State Drive (SSD) ที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า เราผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มากมาย แต่เรากลับไม่มีแบรนด์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ของตัวเองที่ติดตลาดโลกเลย
ทางออกจากเครื่องทำแซนวิช: ถึงเวลา “อบขนมปัง” ของเราเอง
การพยายามเลียนแบบเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้ก็เหมือนการวิ่งตามหลังคนที่ออกตัวไปไกลแล้ว ทางรอดเดียวของประเทศไทยคือการ “ออกจากเครื่องทำแซนวิช” แล้วหันมา “อบขนมปัง” ที่เป็นสูตรของเราเอง
เราต้องเลิกฝันว่าจะเป็นประเทศที่ค่าแรงถูก และยอมรับความจริงว่าเราต้องแข่งขันด้วย “สมอง” และ “นวัตกรรม” เท่านั้น การเปลี่ยนจาก OEM ไปสู่ OBM ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” เดียวที่เหลืออยู่ ซึ่งต้องการการลงมือทำอย่างจริงจังใน 3 ด้าน :
1. ยกเครื่องการลงทุน : รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากการ “ให้สิทธิประโยชน์” แบบเหวี่ยงแห มาเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-tech) การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Medical), และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “แบรนด์ไทย” ให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก
2. ปฏิวัติระบบการศึกษา : เราไม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้ด้วยระบบการศึกษาที่ยังเน้นการท่องจำ เราต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัล การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ การปฏิรูปการศึกษา จึงไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการอีกต่อไป แต่เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน
3. สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม : นวัตกรรมไม่ได้เกิดในห้องแล็บที่ว่างเปล่า แต่เกิดจากระบบนิเวศที่เอื้ออำนวย ซึ่งประกอบด้วยการเข้าถึงแหล่งทุน กฎระเบียบที่ทันสมัย การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพ และการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม
การยอมรับว่าเรากำลังติดอยู่ใน “ภาวะแซนวิช” คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด มันคือการยอมรับความจริงที่เจ็บปวด เพื่อที่เราจะได้เลิกทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ผล และเริ่มต้นสร้างอนาคตใหม่ที่เราสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเอง ก่อนที่ “ไส้” ที่ชื่อประเทศไทยจะถูกบีบอัดจนไม่เหลือชิ้นดี
อ้างอิง:
[1] Apisitniran, L. (2026, February 12). Thai industry urged to embrace restructuring. Bangkok Post. Retrieved from https://www.bangkokpost.com/business/general/3195629/thai-industry-urged-to-embrace-restructuring
[2] Anuroj, B. (2017, November 10). Can Thailand Escape the Middle-income Trap? Knowledge at Wharton. Retrieved from https://knowledge.wharton.upenn.edu/article/can-thailand-escape-middle-income-trap/






