thansettakij
thansettakij
ธุรกิจครอบครัวกับต้นทุน ที่ไม่ได้อยู่ในงบการเงิน

ธุรกิจครอบครัวกับต้นทุน ที่ไม่ได้อยู่ในงบการเงิน

ธุรกิจครอบครัวกับต้นทุน ที่ไม่ได้อยู่ในงบการเงิน : Family Business Thailand รศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย [email protected]

เวลาพูดถึงต้นทุนในการทำธุรกิจครอบครัว คนส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่เรื่องเงินหรือทุนทางการเงิน (Financial Capital) เป็นอันดับแรก เพราะเป็นสิ่งที่จับต้องได้และเห็นผลชัดเจนที่สุด แต่ความเป็นจริงแล้วการที่ธุรกิจครอบครัวจะอยู่รอดและสามารถส่งมอบกิจการจากรุ่นสู่รุ่นได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินหรือความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว เบื้องหลังความสำเร็จของครอบครัวเหล่านี้ ยังต้องอาศัยต้นทุนอีกประเภทหนึ่งที่มีความซับซ้อนกว่าและเป็นตัวแปรสำคัญที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ ทุนทางจิตวิญญาณ (Spiritual Capital)

ทุนทางจิตวิญญาณคืออะไร

ถ้าพูดถึงทุนทางจิตวิญญาณในบริบทของธุรกิจครอบครัว เราไม่ได้กำลังพูดถึงเรื่องลัทธิความเชื่อหรือศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงจุดยืนและปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของครอบครัว โดยมีหัวใจสำคัญคือความสามัคคี การมีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกัน และการมีเป้าหมายร่วมกันของสมาชิกทุกคน

หากครอบครัวใดสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆได้อย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว มีความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบครัวนั้นถือว่ามีต้นทุนทางจิตวิญญาณอยู่ในระดับที่สูงมาก ซึ่งงานวิจัยของ R.L. Sorenson ในวารสาร Family Business Review ชี้ว่าทุนทางจิตวิญญาณถือเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่คู่แข่งไม่มีทางลอกเลียนแบบได้ ยิ่งไปกว่านั้น

งานวิจัยของ J.H. Astrachan และคณะ ในวารสาร Journal of Business Ethics ยังตอกย้ำว่าหากปราศจากต้นทุนประเภทนี้ การร่างธรรมนูญครอบครัวหรือระบบธรรมาภิบาลใดๆ ก็อาจกลายเป็นเพียงเศษกระดาษ เนื่องจากทุนทางจิตวิญญาณคือกลไกหลักที่ทำให้สมาชิกพร้อมใจกันเคารพกติกาและยึดจริยธรรมเป็นที่ตั้งอีกด้วย

ธุรกิจครอบครัวกับต้นทุน ที่ไม่ได้อยู่ในงบการเงิน

องค์ประกอบสำคัญของทุนทางจิตวิญญาณ

องค์ประกอบแรกคือค่านิยมและความเชื่อร่วมกัน (Shared Values and Beliefs) แม้สมาชิกแต่ละคนอาจมีความเชื่อส่วนตัวที่ต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการยอมรับความแตกต่างนั้น แล้วหลอมรวมให้กลายเป็นเข็มทิศในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน

ต่อมาคือเรื่องการจัดการความขัดแย้ง (Conflict Management) ซึ่งต้นทุนที่แข็งแกร่งนี้จะสะท้อนออกมาผ่านความสามารถในการแก้ปัญหาข้อพิพาทด้วยวุฒิภาวะ โดยที่ทุกคนมีความปรารถนาที่จะรักษาความสัมพันธ์เอาไว้มากกว่าการมุ่งเอาชนะกันเพียงอย่างเดียว

สุดท้ายคือสิ่งที่เรียกว่าความผูกพันต่อครอบครัว (Family Commitment) ซึ่งเป็นตัววัดว่าสายสัมพันธ์ในครอบครัวนั้นเข้มแข็งพอที่จะทำให้เกิดการประนีประนอม การให้อภัย หรือความมุ่งมั่นที่จะยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมหรือไม่

การสร้าง และรักษาต้นทุนที่มองไม่เห็น

ทุนทางจิตวิญญาณไม่ใช่สินทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นและคงอยู่ได้เองโดยธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยความตั้งใจอย่างจริงจังในการรักษาและส่งต่อค่านิยมหลักของครอบครัว ดังนั้นครอบครัวจึงต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมที่สร้างความเชื่อมโยงระหว่างสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการทำจดหมายข่าวภายในครอบครัว การจัดกิจกรรมพักผ่อนร่วมกัน หรือการหาโอกาสพบปะสังสรรค์อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น

จะเห็นได้ว่าทุนทางจิตวิญญาณเปรียบเสมือนรากแก้วที่คอยสนับสนุนให้ทุนด้านอื่นๆ ทั้งการเงิน ความรู้ความสามารถ หรือสายสัมพันธ์ทางสังคม เติบโตได้อย่างมั่นคง ธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จอย่างยาวนานมักไม่ได้บริหารจัดการแค่ตัวเลขในงบการเงินเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจิตวิญญาณและความหมายของการอยู่ร่วมกันของคนในครอบครัวด้วยเช่นกัน

 

อ้างอิง  1. Andrews, P. (2024). The role of spiritual capital in family businesses. Family Business United. Retrieved from https://www.familybusinessunited.com/post/the-role-of-spiritual-capital-in-family-businesses-1/

2. Astrachan, J. H., Binz Astrachan, C., Campopiano, G., & Baù, M. (2020). Values, spirituality and religion: Family business and the roots of sustainable ethical behavior. Journal of Business Ethics, 163(4), 637-645.

3. Sorenson, R. L. (2013). How moral and spiritual capital benefit firms. Family Business Review, 26(2), 197-224.