thansettakij
thansettakij
เส้นทางชุธาตุเมืองรอง 2 กำแพงเพชร-ตาก-เถินบุรี

เส้นทางชุธาตุเมืองรอง 2 กำแพงเพชร-ตาก-เถินบุรี

20 ส.ค. 69 | 04:40 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ส.ค. 69 | 04:54 น.

เส้นทางชุธาตุเมืองรอง 2 กำแพงเพชร–ตาก–เถินบุรี เปิดตำนานพระธาตุ เมืองเก่า แก้วโป่งข่าม และศรัทธาสามเส้าแห่งเมืองเหนือ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

ต่อจากฉบับที่แล้วถ้าเกิดว่าจะต้องพิจารณาเส้นทางจากกรุงเทพขึ้นไปทางเหนือโดยไม่ได้ใช้ทางพิษณุโลก-เด่นชัย อีกเส้นทางหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมมานานก็คือจากนครสวรรค์นั้นมุ่งหน้าไปจังหวัดตากโดยผ่านกำแพงเพชร (วชิร-ปราการ) กำแพงเพชรเป็นนครเก่าแก่โบราณการชื่อลำลองในอดีตพูดกันว่าชากังราวเป็นเมืองเก่าที่ยังมีอุทยานประวัติศาสตร์ซึ่งสร้างจากศิลา/ศิลาแลงต่างๆกันอยู่ และที่บริเวณกำแพงเพชรแห่งนี้ฝ่ายพระเครื่องพระบูชา ขุดค้นพบกรุพระซุ้มกอและพระทุ่งเศรษฐีกันที่นี่

พระซุ้มกอนี้มูลค่าซื้อขายอยู่ในหลักล้านบาทนับถือกันว่าเป็นท็อป Five หรือเบญจภาคีของวงการพระเครื่องที่ควรสรรหานำมาเลี่ยมคล้องคอให้จงได้ซึ่งประกอบไปด้วย1. พระซุ้มกอ, 2.พระสมเด็จวัดระฆัง 3. พระนางพญา 4. พระรอด 5. พระผงสุพรรณ ที่เขตเมืองกำแพงเพชรมุ่งหน้าไปตาก บริเวณนครชุมยังมีวัดพระบรมธาตุประดิษฐานไว้เก่าแก่ คือ พระบรมธาตุนครชุมรูปลักษณ์เป็นเจดีย์ทองลักษณะแบบชเวดากอง

เส้นทางชุธาตุเมืองรอง 2 กำแพงเพชร-ตาก-เถินบุรี

โดยชาวคณะพ่อค้าไม้สักซึ่งมีเชื้อสายพม่าเป็นผู้ริเริ่มบูรณะขึ้นหลักร้อย ปีก่อนมุขปาฐะ หรือความเชื่อถือแบบว่าเล่ากันปากต่อปากในยุคนี้ว่ากันว่า ผู้ใดปรารถนาได้รับคำพรโดยเฉพาะในทางการแต่งตั้งการเลือกตั้งให้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีชมพูไปนมัสการชุธาตุนครชุมโดยถือดอกบัวหลวงพับกลีบให้สวยงามไปด้วยส่วนว่าเสื้อชมพูอันนี้ฝ่ายสตรีก็ชมพูเป็นตามปกติ_หวานๆไป

ฝ่ายสุภาพบุรุษใส่เสื้อชมพูนั้น มันต้องคุมโทนนิด ฝรั่งก็เรียกกันว่ามันไม่ใช่ชมพูธรรมดามันเป็นmasculine pink หรือหมายความว่าสีชมพูในโทนของผู้ชาย ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างเคร่งขรึมมากกว่าสดใสหรือว่าหวานแหวว ไม่แน่ใจเรื่องการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีชมพูนี้นักว่ามีที่มาอย่างไร แต่ว่าเรื่องของสีเสื้อผ้ากับพระธาตุเจดีย์ยังมีความสัมพันธ์กันอยู่เช่นที่พระธาตุศรีสองรักในชายแดนจังหวัดเลยข้อห้ามคือห้ามใส่เสื้อผ้าสีแดงเข้าไปนมัสการพระธาตุ เป็นคติถือกันมาแต่โบราณเพราะคำว่า ศรีสองรักก็หมายความว่าเป็นสถานที่ซึ่งเป็นศรีสง่าของมิตรภาพความรักกันระหว่างคนสองชาติคือไทยกับลาวถ้าใส่สีแดงเข้าไปเปรียบเสมือนว่าเสื้อนั้นถูกเลือดหรือทะเลาะกันจนได้เลือด ซึ่งเป็นสิ่งซึ่งไม่พึงปรารถนาตามหลักการก่อสร้างพระบรมธาตุศรีสองรักจึงได้ยึดถือกันด้วยมาเป็นจารีตกึ่งประเพณี ว่าไม่ใส่แดงเข้าไปนมัสการชุธาตุ

ส่วนกรณีว่าการใส่เสื้อผ้าสีอะไรให้ถูกตาของเทวดานั้นในกรณีของการสวมใส่สีสีชมพูไปไหว้พระบรมธาตุนครชุมเพิ่งมีเป็นกระแสขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ นัยยะว่าเป็นไปเพื่อให้ถูกตาของเทพยุดาซึ่งรักษาพระบรมธาตุ ที่พระบรมธาตุพระนครชุมนี้เป็นสำนักเรียนบาลีด้วยแล้วก็อยู่ไม่ไกลจากถนนใหญ่สายเอเซียบางจังหวะก็มีถนนคนเดินสำหรับนักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมและรับประทานอาหารท้องถิ่นน่าสนใจ

 

ถัดจากกำแพงเพชรขึ้นไปก็จึงจะถึงเมืองตาก เมืองตากนั้นแยกออกเป็นสองส่วนก็คือเมืองตากเก่ากับเมืองตากใหม่ เมืองตากเก่าเชื่อกันว่าอยู่บริเวณอำเภอบ้านตากสมัยนี้ซึ่งมีสถานะเป็นเมืองหน้าด่านป้องกันขอบขัณฑสีมา

สมเด็จพระเจ้าตากสินท่านได้ตำแหน่งเจ้าเมืองตากมีเชื้อสายจีน ก็ทำให้เห็นว่าชุมชนจีนของชาวเมืองตากก็มีอยู่มานานแล้ว เมืองตากเก่าเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมธาตุบ้านตากซึ่งห่างจากอำเภอเมือง ระยะทางพอสมควรที่พระบรมธาตุบ้านตากนี้เป็นที่นับถือกันว่ามีพระพุทธรูปทันใจอยู่องค์หนึ่งหมายความว่าเป็นพระที่ได้ถูกสร้างขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านพุทธศาสนิกชนชนแล้วเสร็จเป็นองค์สมบูรณ์ ในชั่วระยะเวลาเพียงหนึ่งวัน

ถัดขึ้นไปจากเมืองตากถ้าเป็นทางบกก็จะต้องไปถึงเมืองเถิน หรือ เถินบุรี ส่วนเมืองที่ลึกและลับเข้าไปก็คือเมืองลี้จะต้องผ่านถนนเส้นทางเลาะเขาลดเลี้ยวเมืองเถินเขามีของดี ได้แก่แก้วโป่งข่ามซึ่งก็เป็นหินแก้วใสชนิดหนึ่ง

เส้นทางชุธาตุเมืองรอง 2 กำแพงเพชร-ตาก-เถินบุรี

ซึ่งจับตัวกันอย่างว่ารัตนชาติพลอยอ่อน อยู่ใต้ดินเคยมีผู้ค้นพบว่าอยู่กันเป็นรัง นิยมขุดขึ้นมาใช้ทำหัวแหวนเป็นเครื่องประดับและก็นับถือว่ามีคุณสมบัติในทางลึกลับป้องกันอันตรายจากสิ่งที่มองไม่เห็น (ข่าม/คง) ถ้ามีเส้นอย่างเหล็กขึ้นในก้อนแก้ว เรียก แก้วขนเหล็ก นอกนี้มีแก้วพิรุณแสนห่า แก้วปวก และแก้ววิฑูรย์สีน้ำผึ้ง มีผู้คนพบรังของโป่งข่ามที่ก่อตัวกันเหมือนพระพุทธรูปได้นำมาสร้างเจดีย์ครอบไว้ชื่อว่าพระเจ้าแก้วโป่งข่าม เท่ดี

ส่วนผลไม้ของเมืองนี้ก็คือส้มท้องถิ่นที่ลักษณะคล้ายกับส้มเช้งเวลากินต้องใช้มีดปอกเปลือก เรียกว่าส้มเกลี้ยง แต่มีรสชาติบางกว่าเปลือกของมันมีน้ำมันหอมระเหยที่สดชื่นมากครั้งหนึ่งเคยซื้อมาแล้วทำการดองในแอลกอฮอล์เพื่อทดลองทำเหล้าลิม่อนเชลโลแบบไทยๆ ลองเข้าไปแล้วได้ผลดี หอมแรงจัดมากจนฝรั่งมองหน้า

เส้นทางชุธาตุเมืองรอง 2 กำแพงเพชร-ตาก-เถินบุรี

ส่วนพระธาตุต่างๆก็มีความเกี่ยวข้องกับประวัติเมืองเถินมาก จากตำนานในใบลานได้กล่าวไว้ว่า ปางเมื่อ

พระพุทธเจ้าได้เสวยพระชาติเป็นพระโคอุสุภราชนั้น ท่านถือกำเนิดที่จุดซึ่งเป็นที่ตั้งพระธาตุวัดเวียง เถินบุรีบัดเดี๋ยวนี้ ยามนั้น แม่โคได้พาท่านซึ่งเป็นลูกน้อยออกหากินแล้วได้เกิดเหตุพลัดหลงกันลูกวัวอุสุภราชน้อยได้ร้องเรียก หาแม่ว่า “อุลอ....อ..อุลอ” ส่วนแม่โคนั้นได้รอลูกอยู่ที่บริเวณที่ตั้งพระธาตุวัดอุมลองปัจจุบันนี้ และลูกน้อยก็ตามหาแม่จนพบที่นั่นจึงเรียกบริเวณที่นั้นว่า “อุลอ” และต่อมาจึงเรียกว่า “อุมลอง” ต่อจากนั้น แม่โคก็ได้พาลูกน้อยไปหากินยังเนินเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และได้นอนอยู่บริเวณนั้นจนกระทั่งโตขึ้น ณ บริเวณนี้จึงเรียกว่า “ม่อนงัวนอน” ซึ่งอยู่ในเขตบ้านป่าตาล ตำบลเถินบุรี ปัจจุบันนี้คือ “วัดดอยป่าตาล”

เส้นทางชุธาตุเมืองรอง 2 กำแพงเพชร-ตาก-เถินบุรี

อีทีนี้ครั้งเมื่อพระบรมโพธิสัตว์ได้จุติลงมาเกิดในโลกได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ระลึกชาติแต่หนหลังว่าเคยเสวยพระชาติเป็นอะไรและอยู่ที่ไหนบ้าง ทราบแล้วพระองค์ก็จึงสั่งให้สาวกนำเอาเกศาหรืออัฐิไปบรรจุไว้ในที่สำคัญๆ เกี่ยวข้องกับปูมหลังของท่าดังกล่าวหลังจากที่พระพุทธองค์ปรินิพพพานไปแล้ว

ต่อเมื่อได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปราว250ปีพระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างเจดีย์ขึ้นจำนวนแปดหมื่นสี่พันองค์ และได้ส่งทูตมาบรรจุอัฐิตามคำสั่งขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ให้บรรจุ

“พระธาตุเล็บมือ” ที่วัดเวียง ให้บรรจุ “พระธาตุกระดูกด้ามพร้า(แขนใต้ศอก)” ที่วัดอุมลอง ส่วน “พระธาตุลิ้นไก่” ให้บรรจุที่ วัดดอยป่าตาล ม่อนงัวนอน

ในขณะที่ทูตนำผอบบรรจุพระอัฐิของพระพุทธเจ้ามานั้นก็ได้มาพักอยู่ที่จวนเจ้าเมือง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณพระธาตวัดุเวียงปัจจุบันนี้ เจ้าเมืองได้ถามทูตว่าจะนำอัฐิของพระพุทธเจ้าไปบรรจุไว้ที่ใด

ทูตบอกว่าจะนำไปบรรจุที่วัดดอยต้อก(วัดศิลาวารี) ซึ่งผิดที่พอพูดจบพระอัฐิซึ่งบรรจุอยู่ในผอบแก้วก็ลอยออกจากผอบแล้วร่วงลงสู่พื้นดิน แผ่นดินก็สลุบ(ยุบลง) ทูตตกใจมาก จึงสั่งให้เจ้าเมืองสร้างเจดีย์ครอบไว้ เจ้าเมืองจึงย้ายจวนออกแล้วทำการสร้างพระเจดีย์ครอบไว้ แต่ก็ยังไม่ใหญ่โตเช่นปัจจุบัน

ส่วนวัดอุมลองและวัดดอยป่าตาลก็สร้างขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันและกำหนดวัดทั้งสามเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง เปรียบเสมือนสามเส้าจะขาดวัดใดวัดหนึ่งไม่ได้และให้พุทธศาสนิกชนกราบไหว้บูชา และบำรุงรักษาวัดทั้งสามแห่งนี้ ดังคำโบราณกล่าวไว้ว่า “จึงมีจารีตประเพณีสรงน้ำพระธาตุแต่ก่อนดังนี้ เดือนห้าเป็งเหนือหื้อสรงน้ำพระธาตเจ้าวัดเวียง เดือนเจ็ดปี๋ใหม่พยาวันให้ปากันไปสรงน้ำพระธาตุเจ้าวัดอุมลอง พอถึงเดือนแปดเป็งหื้อปากันล่องไป สรงน้ำพระธาตุวัดดอยป่าตาล ให้พากันรักษาบูชากราบไหว้ทั้งสามวัด บ้านเมืองจักรุ่งเรืองตลอด ทั้งฝนก็จะตกตามฤดูกาล

ข้าวกล้าจักงอกงาม หากพากันเพิกเฉยเสีย บ้านเมืองก็จะแห้งแล้งเกิดยุคความเข็ญ ข้าวกล้าในนาจักเหี่ยวแห้ง ฟ้าฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดู”

ในยุคถัดจากนั้นก็ปรากฏว่าบ้านเมืองเกิดศึกสงครามกับพม่าผู้คนล้มหายตายจากกันเป็นจำนวนมากวัดวาอารามหายไปกลายเป็นที่รกร้าง แต่วัดเวียงก็มีความศักดิ์สิทธิ์พอตัว เพราะพม่าก็ได้มาบูรณะให้เป็นปูชนียสถานอันสำคัญ และพากันกราบไหว้บูชา จนต่อมาได้เกิดสงครามไทยกับพม่า

อีกเมืองก็รกร้างไปอีกครั้ง เพราะสงครามสมัยนั้นหากฝ่ายใดชนะก็กวาดตอนเอาผู้คนไปหมด เมืองก็ต้องรกร้างว่างเปล่า ต้นไม้ก็ขึ้นปกคลุม จนมองแทบไม่ออกว่าบริเวณนี้มีเจดีย์พระธาตุอยู่จนกระทั่งมีพระครูบาอาทิตย์ ได้ธุดงค์มาปักกลดเมตตาภาวนาอยู่ที่เมืองร้าง(วัดเวียง) ก็เห็นว่าวัดเก่าว่างอยู่จึงทำการบูรณะขึ้นและได้นำผู้คนจากบ้านเดียวกับท่าน คือบ้านปงยางคก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปางมาตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆวัด จำนวน 3 ครอบครัว จากนั้นท่านทั้งหลายก็ได้ช่วยกันบูรณะจนคืนสภาพ เป็นวัดเป็นวาขึ้น และต่อมาศิษย์ของท่านชื่อ ครูบาอินทร์จันทร์ก็ได้ติดตามมา และบังเอิญญาติของท่านที่ตามมาด้วยล้มป่วยลง

ครูบาอินทร์จันทร์ต้องคอยรักษาโดยใช้สมุนไพร จึงได้ออกไปหายาสมุนไพรจากรากไม้ในบริเวณม่อนเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ คือม่อนงัวนอน และได้ไปขุดพบหลามคำแผ่นหนึ่งจารึก

เป็นอักษรขอม นำมาให้ครูบาอาทิตย์อ่านดูจึงรู้ว่ามีพระธาตุอยู่ 3แห่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าได้กะปันไว้ จึงได้ชักชวนกันค้นหาและพบพระธาตุเจดีย์ 3 แห่งดังกล่าว จึงได้ช่วยกันบูรณะซ่อมแซม จนเป็นปูชนียสถานที่สำคัญสืบมา ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง

แผ่นทองนั้นว่าเมืองนี้มีชื่อว่า “เมืองสังฆะเติ๋น” คำว่า “เติ๋น” นี่แปลว่า เตือน คล้ายกับว่า พระสงฆ์เตือนคือว่าพระสงฆ์ปกครองบ้านเมืองนั้นเอง ใครคิดจะทำอะไรต้องปรึกษาพระสงฆ์ก่อน ถ้าพระสงฆ์อนุญาตจึงจะทำได้ ถ้าพระสงฆ์ไม่อนุญาตก็กระทำไม่ได้ จึงเรียกเมืองนี่ว่า “เมืองสังฆะเติ๋น” ต่อมาเหลือเพียงคำว่า “เถิน”เพียงคำเดียว และบริเวณวัดเวียงคือใจกลางของเมืองเถิน เพราะคำว่า “เวียง” มีความหมายว่า “เมือง” รอบๆ วัดเวียงจะมีกำแพงดินล้อมรอบ ทั้งกำแพงของวัดที่เห็นอยู่ในปัจจุบันและกำแพงที่วัดสร้างด้วยดินสองชั้น และยังมีคูเมืองหรือที่เรียกว่า “คือเมือง” ล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ต่อมาปี พ.ศ. 1157 เจ้าเมืองเถินสมัยนั้น ชื่อเจ้าดาวแก้วไข่ฟ้าได้สร้างวิหารอุโบสถขึ้น โดยมีนางจำปาเทวี หรือนางจามเทวี พระสหายของเจ้าเมืองได้ช่วยกันก่อสร้างตามตำนานเล่าว่า พระนางจามเทวี ได้ปลูกต้นขนุนขึ้นเพื่อเป็นหลักเมืองเรียกว่า........“ขนุนนางจามเทวี”

เส้นทางชุธาตุเมืองรอง 2 กำแพงเพชร-ตาก-เถินบุรี

เรื่องต้นขนุนของพระนางจามเทวีนี้มีอยู่สามต้นคือที่วัดพระธาตุดอยดอยสุเทพจังหวัดเชียงใหม่ต้นหนึ่งวัดพระธาตุลำปางหลวงต้นหนึ่งและวัดวังเวียงเมืองเถินนี้อีกต้นหนึ่ง ส่วนพระนางจามเทวีหลังจากได้บูรณะพระธาตุแล้ว ก็เดินทางกลับไปยังลำพูน

ต่อมาแม่น้ำวังได้เซาะฝั่งเข้ามาใกล้ตัวเมือง(วัดเวียงในปัจจุบัน) อยู่ในเขตอันตราย ผู้คนได้อพยพหนี สตรีบรรดาศักดิ์สองท่านในยุคนั้น ได้มาตั้งจิตอธิษฐานต่องค์พระธาตุเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอให้แม่น้ำวังเปลี่ยนทิศไหลไปทางตะวันออกแทน เมื่ออธิฐานเสร็จแล้วอีกไม่นานแม่น้ำวังก็เปลี่ยนทิศทางไปทางทิศตะวันออก ทำให้บริเวณกลางเมืองหรือวัดเวียงปลอดภัย ผู้คนจึงอพยพกลับมาบูรณะบ้านเมืองเช่นเดิม หลังจากนั้นมาพม่าได้อพยพมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนืออีก พม่าได้บูรณะวัดเวียงอีกครั้งหนึ่ง และได้เกณฑ์พวกญวณมาเป็นช่าง

สร้างวิหารให้ใหญ่ กว่าเดิม รวมทั้งอุโบสถและซุ้มประตูจนเสร็จสมบูรณ์

ในที่สุด ครั้นที่กรงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ยกทัพมาตีพม่าจนถอยกลับไป และเมื่อยึดประเทศไทยตอนบนคืนมาจนหมด เมื่อพม่าแตกทัพแล้ว สมเด็จพระนเรศวรก็ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา วัดเวียงจึงเป็นวัดร้างอีกครา

จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5แห่งรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้บูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามทั่วประเทศ ประชาชนก็เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่และทำมาหากินในละแวกนี้ ต่อไป มีหลวงปู่แสนคำ และพระสงฆ์ได้ช่วยกันบูรุณะวัดเวียงแล้วก็ได้พบกับสิ่งปฏิหาริย์ประหลาดในวัดคือ มีเสาวิหารต้นหนึ่งมีนางไม้สิงอยู่ ชอบออกไปเล่นน้ำที่หนองท่วม ซึ่งห่างจากวัดประมาณ 2กิโลเมตร ตอนเช้าจะมีจอกแหนติดอยู่ปลายเสา มีสาหร่ายหรือแม้แต่หอยยังติดมาด้วย หลวงปู่แสนคำจึงใช้เวทย์มนต์คาถาสะกดเสาต้นนี้และเอาโซ่เหล็กมาผูกไว้ที่โคนเสา

นอกจากนั้นยังมีต้นขนุนนางจามเทวี ซึ่งจะมีผลทุกปี ปีใดฟ้าฝนตกดีก็จะมีผลดกมากแม้แต่รากก็ยังมีผล ที่ทราบกันว่ารากมีผลก็เพราะข้างๆ ต้นขนุนจะมีบ่อน้ำอยู่ รากของขนุน

โผล่เข้าไปในบ่อน้ำและออกลูกให้เห็นชัดเจน ผู้คนทั้งหลายต่างนับถือต้นขนุนต้นนี้มากเพราะถือว่าเป็นขนุนศักดิ์สิทธิ์ บางรายก็ไปสังเกตเลขข้างๆตามความเชื่อไป เสี่ยงโชค

เรื่องพิศวง คือว่ากึ่งพุทธกาลใน พ.ศ. 2500คณะศรัทธาวัดเวียงได้พร้อมใจกันบูรณะพระธาตุวัดเวียง โดยพร้อมใจกันอันเชิญลูกแก้วบนยอดพระธาตุลงมาเพื่อปฏิสังขรณ์ งานนี้เองทำให้ชาว

อำเภอเถินได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุเจ้า โดยเรื่องมีอยู่ว่า พ่อแก้ว นอศรี หัวหน้าช่าง ผู้ขึ้นไปอัญเชิญลูกแก้วลงมาได้เกิดอาการผิดปกติในร่างกาย คือเมื่อลงมาถึงพื้นก็มีเลือดออกมา

จากปาก จมูก และรูหู คณะกรรมการและญาติพี่น้องจึงได้ไปตามหมอมาดูอาการ หมอเวิทร์ สุวรรณ ซึ่งเป็นหมอที่มีชื่อเสียง

ขณะนั้นมาดูอาการแล้วบอกว่า “ช่วยไม่ได้” ก็คือ พ่อแก้วต้องตายอยู่เอง จากนั้นพ่อแก้วก็พูดออกมาเป็นภาษาพม่าไม่มีใครฟังออก ผู้คนจึงไปเชิญ “หม่องแป่น” เป็นชาวพม่าอาศัยอยู่ใกล้วัดเวียงมาช่วยแปล จึงได้ใจความว่าเป็นวิญญาณของชาวพม่าที่คอยปกป้องรักษาพระธาตุนี้ ไม่ต้องการให้ใครมาแตะต้องลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์นี้ เมื่อหม่องแป่นได้เจรจาแล้วก็ให้ขอขมา เมื่อทำพิธีขอขมาแล้ว อาการพ่อแก้วก็ดีขึ้นและสามารถมีชีวิตได้อีก 36ปี จนเสียชีวิตในปี พ.ศ.2536

โดยพ่อแก้วท่านสามารถเล่าเหตุการณ์ต่างๆแก่ผู้อื่นได้อย่างชัดเจนโดยตลอด ตอนที่เป็นหัวหน้าช่างท่านมีอายุ 58ปี และระหว่างที่มีอายุมาอีก 36ปีนั้น ท่านไม่ เคยเจ็บป่วย จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยโรคชรา เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของลูกแก้วบนยอดพระธาตุวัดเวียงนี้ ยังมีผู้พบเห็นพระแก้วลอยออกจากพระธาตุหลายครั้ง เชื่อกันว่า วัดเวียงวัดอุมลอง และ วัดดอยป่าตาลนั้น ลอยไปเที่ยวหากันในวันโกนวันพระ เกี่ยวกับเรื่องนี้มีคนพบเห็นด้วยตาตัวเองมาแล้ว โดยจะเห็นลูกแก้วอยู่บนท้องฟ้ามีแสงสว่างสีเขียวนวล และเมื่อมีคนชี้จะทักว่า “ลูกแก้วยอดพระธาตุ วัดเวียงไปเที่ยวหาลูกแก้วบนยอดพระธาตุวัดดอยป่าตาล” ลูกแก้วก็ดับวูบหายไปไม่เห็นได้อีกจนกว่าจะปรากฎให้เห็นอีกครั้งต่อไปเท่านั้น มีหลายคนพบเห็นเช่นนี้อยู่เสมอ

ส่วนในกรณีต้นขนุนโบราณนั้น ในกรุงเทพที่ในพระบรมมหาราชวังบริเวณพระที่นั่งไพศาลทักษิณมีอยู่ โดยท่านนับกันว่าขนุนเป็นไม้มงคลประจำทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศหรดี) คนโบราณเชื่อว่า ปลูกขนุนไว้จะมีผู้เกื้อหนุน ค้ำจุน หรือมีผู้ให้ความช่วยเหลือที่นอกองค์พระที่นั่งไพศาลทักษิณด้านตะวันตกติดกำแพงหน้าหอพระธาตุมณเฑียร มีต้นขนุนที่ชาววังเรียกว่า “ขนุนไพศาล” หรือ ขนุนไพศาลทักษิณหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเล่าว่าเจ้าจอมมารดาเที่ยง ได้รับพันธุ์ต้นขนุนนี้มาจากญาติ และขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปลูกท่านหมั่นบำรุง รดน้ำพรวนดิน ต้นขนุนไพศาลทักษิณได้รับน้ำจากพระเต้าษิโณทกในพระราชพิธีกาลานุกาล รวมทั้งน้ำดื่มจากเครื่องสังเวยพระสยามเทวธิราช เปรียบเสมือนน้ำพุทธมนต์ ปกป้องอันตราย ต้นขนุนไพศาลทักษิณนี้ งอกงามเจริญเติบโต มีอายุยาวนานร้อยปีเศษถึงสมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช โปรดฯ ให้ฝ่ายวิชาการโครงการส่วนพระองค์ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ ฯ สวนจิตรลดา ปี 2528 เป็นผลสำเร็จ ต่อมาปี 2535 ในโอกาสมงคลสมัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ได้พระราชทานต้นขนุนไพศาลทักษิณที่ขยายพันธ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จำนวน 999,999 ต้น แก่ประชาชนที่สนใจนำไปปลูก

ปัจจุบัน ขนุนพันธุ์ไพศาลทักษิณแพร่หลายอยู่ทั่วประเทศ รสชาติอร่อยกรอบเนื้อหนา และสมบูรณ์ด้วยเทคโนโลยีทางชีวภาพที่ช่วยให้สืบสานงานจารีตประเพณีให้มีความยั่งยืนต่อไปในวันเวลาเมื่อหน้า