
เครือคำแสนหวี
เครือคำแสนหวี คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ
KEY
POINTS
- การมองภูมิภาคและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเปลี่ยนไปตามจุดศูนย์กลางที่ใช้กำหนด ทำให้พื้นที่เดียวกันอาจถูกนิยามต่างกันระหว่างมุมมองจากกรุงเทพฯ และจีน พร้อมทั้งสะท้อนความหลากหลายของผู้คนและรากเหง้าในพื้นที่ล้านนาและดินแดนใกล้เคียง
- เรื่องราวอาณาจักรและผู้นำสาย “เสือ–ฟ้า” ในตำนานไทใหญ่แสดงถึงการผลัดเปลี่ยนอำนาจต่อเนื่อง การทำศึกขยายอิทธิพลครอบคลุมจีน ล้านนา อัสสัม พม่า และลุ่มน้ำโขง รวมถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่โยงกับจักรวรรดิใหญ่ในภูมิภาค
- ความเชื่อและสัญลักษณ์เกี่ยวกับเสือ แมว และลางบอกเหตุถูกใช้เชื่อมโยงกับชะตาผู้นำและความชอบธรรมในการขึ้นปกครอง ขณะเดียวกันการแย่งชิงอำนาจ การรัฐประหาร และการพึ่งพาอิทธิพลภายนอกนำไปสู่ความแตกแยกของบ้านเมืองและการสืบทอดอำนาจที่ไม่มั่นคง
ฉบับก่อนๆหน้านี้พาคุณผู้อ่านลัดเลาะเกาะกับกระแสเมืองเล็กเมืองน้อยและชาติพันธุ์นานาซึ่งเขาพำนัก พักอยู่เป็นสามัญสมาชิกในประชาคมแห่งเชียงใหม่ตั้งแต่เนิ่นนานมา มีขนบวิถีแห่งชีวิตที่มารากเหง้าและอัตลักษณ์หลากหลายงดงาม
อีทีนี้ทั้งหมดทั้งปวงก็เป็นว่าเรื่องราวสนุกสนานตำนานเพลิดเพลินเหล่านี้นั้นหลายคราวเรามองออกไปโดยใช้โลเคชั่นกรุงเทพเป็นเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางแห่งการมองจึงเรียกปวงเขาว่าทางเหนือเพราะว่ามันอยู่เหนือกทม.ขึ้นไป แต่หากว่าใช้แว่นส่องทางไกลส่องมาจากเมืองจีนโดยปักหมุดว่าจีนคือศูนย์กลางเมืองเหนือที่เราว่านั้นก็ย่อมจะกลายเป็นเมืองใต้จากมุมมองของฝ่ายจีนดังนี้
เช้านี้บังเอิญเห็นโฆษณางานศิลปะประเภทพอทเทอร์รี่หรือเครื่องเคลือบดินเผาของเจ้าทรัพย์ศิริทรัพย์เฟอร์นิเจอร์ส่งมาเป็นรูปกล้วยน้ำว้า สวยงามจับใจก็ให้นึกถึงดินแดนเรียบง่ายที่เงียบหายไปนานกับกาลเวลาอย่างว่าดินแดนแคว้นเก่าที่ชื่อว่า (เครือคำ) สนใจหวี อันนี้ก็หมายถึงว่าถ้าล้านช้างศรีสัตนาคนหุตมีช้างเป็นล้านตัว ล้านนามีนาเป็น ล้าน ผืน แสนหวีก็มีความอุดมสมบูรณ์กล้วยมีเป็น แสนหวีแต่ก็ไม่ใช่กล้วยน้ำว้า (อย่างที่มอญเรียกว่ามะลิอ่อง) เป็นกล้วยธรรมดาเสียเมื่อไหร่ที่เขามีเป็นหวีแสนเพราะกล้วยที่ออกเครือมานั่นเป็นทองคำเป็นทองคำเป็นถึง แสนหวี!
ถิ่นฐานของชาวแสนหวีในอดีตนั้นมีอยู่ละแวกรัฐฉานของพม่าในปัจจุบันผู้ที่มีชื่อเสียงมากของอาณาจักรแสนหวีก็คือเจ้าเสือข่านฟ้าและกองกำลังของท่านซึ่งมีชื่อเสียงต่อมาอีกนานในนาม ว่ากองกำลังไต (ไหญ -ใช้ไม้มลายสะกดตามหลักการปริวรรตภาษา) ของเจ้าเสือข่านฟ้ารบกับทั้งพม่าทั้งจีนได้รับชัยชนะแผ่อิทธิพลไปจนจดดินแดนของอินเดีย ของจีนครอบงำมาถึงเชียงใหม่ ตะนาวศรี หงสาวดี เชียงแสนและหลวงพระบาง
วันหนึ่งเกิดเหตุเสือกระโดดลงมาข่าน ลงมาคร่อมหลังของเจ้ายี่แต่เสือนั้นไม่กัดไม่ทำอันตรายพอตะโกนขับไล่เสือก็หนีเข้าป่าหายไปหลังเกิดเหตุเสือต่อมาไม่ถึงเดือนพี่สาวใหญ่ของขุนยี่ที่นั่งเมืองหมอกขาวมาวหลวงแทนพระบิดาเจ้าหลวงแมวปรุงก็เกิดสิ้นบุญ พวกอำมาตย์ราชสำนักจึงมาเชิญขุนยี่ข่างให้ขึ้นเป็นเจ้าในนามกรว่าเสือข่านฟ้า=เจ้าที่เสือมาข่าน มาคร่อมสันหลัง
แวะพักบรรทัดนี้เพื่ออนุสรณ์ถึงความซาบซึ้งแห่งภาษาไทใหญ่.กลุ่มคำพิเศษที่ปวงเขาใช้มีจังหวะมีสัมผัสที่ลึกลับรุ่มรวยน่าลุ่มหลงเมื่อเจ้าฟ้าเจ้าหลวงตายเขาใช้คำว่า _หลับตาลืมเมือง_บ้าง ใช้คำว่า_เสี้ยงกรรมสุดบุญ_บ้าง ใช้คำว่า_เข้าสวนหมากรากคำ_บ้าง บางทีใช้ว่า_เข้าเมืองมรรคเมืองผล ช่างสวยงามเปี่ยมอารยธรรม เป็นที่ยิ่ง ข้างกรณีของเสือข่านฟ้านี้ลูกต่อมาของท่าน ชื่อเสือเปี่ยมฟ้าโดยชื่อเดิมก่อนว่า เจ้าใจเปี่ยมหลานปู่ชื่อเจ้าไทเปี่ยม พอครองบัลลังก์ได้นามว่าเสือวาดฟ้า
เจ้าหลวงเสือวาดฟ้านิสัยข่มเหงผู้คนทั่วไปจึงโดนปฏิวัติถึงตาย_ไปเฝ้าสวนหมากรากคำ อำมาตย์ราชครูต้องไปตามเจ้าอา คือ ขุนเงือกเขียวฟ้ามานั่งเมืองได้นามว่าเจ้าเสือชื่นฟ้าอยู่มาไม่นานเจ้าเสือชื่นฟ้าเกิดประสาทฆ่าตัวตาย อีกเสนาอำมาตย์ไปหาคนมาสืบเครือเสือได้ข่าวว่าชายาของเสือข่านฟ้าผู้หนึ่งอุ้มท้องบุตรหนีไปอยู่เมืองจีน จึงไปตามจนเจอทายาทชื่อขุนภูคำ ก็ตามแกมาเป็นเจ้านั่งเมืองทว่าขุนภูคำได้เมียเมืองจีนอยู่สุขสบายดีจึงส่งลูกชายชื่อขุนภูก่อมาเป็นเจ้าแทน เฉลิมพระนามว่าเจ้าเสือห่มฟ้า
เจ้าเสือห่มฟ้าได้มานั่งเมืองแล้วคงอยู่สุขสบายวันวันสั่งงานให้อำมาตย์ไปตีเมืองนั้นเมืองนี้ตัวเองสร้างสะพาน ขัว จากแตะไม้ไผ่ให้ผู้คนข้ามน้ำ สะพานนี้มันยวบยาบและจมน้ำได้ตามน้ำหนักคนเดินเหยียบสาวสาวนุ่งซิ่นเดิมมาพอสะพานยาบจมลงก็ต้องขอดผ้าถก ถลกผ้าถุง หนีน้ำ เสือห่มฟ้าก็เพลิดเพลิน ดูขาอ่อน ชอบใจใครก็เรียกหามาเสพสมและให้รางวัล
อยู่มาวันนึงเห็นขาอ่อนเมียอำมาตย์หลวงชื่อท้าวผาหล่อเข้า ก็ถูกใจแล้วจับมาปฏิบัติการอันสุนทรเข้าอีก ได้ให้สตางค์กับสตรีผู้นี้แล้วกำชับว่าถ้าใครถามว่าเจ้าหลวงเรียกไปทำอะไรให้ตอบว่าท่านให้มานับกลอนหน้าต่างกลอนประตู! เมียท้าวผาหล่อแค้นนักก็ฟ้องผัวที่อยู่ชายแดนว่าเสือห่มฟ้าแกมาห่มตัวฉันเข้าแล้ว!!ท้าวผาหล่อหึงเลือดขึ้นหน้าก็พาพวกมาปฏิวัติรัฐประหาร
ข้างเสือห่มฟ้าแกมีเชื้อสายจีนก็ขนของหนีไปพึ่งฮ่องเต้ (ในเบื้องแรกฮ่องเต้ว่ากูจำหน้ามึงไม่ได้มีหลักฐานอะไรว่าคือเสือห่มฟ้าๆก็เอาตราพระราชลัญจกรหรือตราจุ้ม ตั้งแต่สมัยเสือข่านฟ้าผู้ลือนามให้ดูฮ่องเต้จึงโอเคแล้วยึดไป พร้อมเปลี่ยนลัญจกรอันใหม่ที่ ลดเขตอำนาจลงแล้วให้ใช้แทน)
ข้างท้าวผาหล่อเมื่อปฏิวัติสำเร็จ แล้วก็ทำตัวเป็นคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติไม่ยอมนั่งแท่นเอง ตั้งอำมาตย์ชื่อขางเมืองเป็นเจ้าคราวนี้ให้ชื่อว่าเจ้าเสือเหยียบฟ้า! ปัญหาของประดาเสือ_ฟ้าทำกบฎทำเมืองร้อนรุ่มนี้ยังไม่จบต้องต่อภาคสอง แต่ต้องขอพักไว้เพราะจะต้องเล่าเรื่องการแก้เกมส์อำนาจโดยการพึ่งพาจีนใหญ่ต่อไป และผลลัพธ์นั้นทำให้เกิดการคลายความเป็นปึกแผ่นของเมืองออกโดยการใช้อำนาจเหนือมาจัดการ เกิดการแยกจากวงเสือ_ฟ้ากลายเป็นวงคำ_ฟ้าต่อไปอีก
ทีนี้เพื่อให้ย่อหน้าเกี่ยวกับเรื่องของชื่อเสือฟ้าจบสมบูรณ์ก็จะต้องขอเรียนว่าเสือห่มฟ้านั้นมีทายาทต่อมาชื่อว่าเสือคลี่ฟ้ามีปัญหากับจีนและทิเบต และอีกแล้วก็ยังมีเจ้าเสือหุงฟ้า เจ้าเสือก่อฟ้า เจ้าเสืออุ้มฟ้า เจ้าเสือว่ายฟ้า เป็นชื่อที่งดงามวัฒนธรรมยิ่งนัก
ต่อมาย้อนกลับมาถึงว่าเจ้าเสือข่านฟ้านั้นชื่อท่านก็ยิ่งใหญ่ในอารมณ์เดียวกันกับเจงกิสข่าน หรือท่านข่านแห่งมงโกล การรบของเสือข่านฟ้าสามารถแผ่ขยายอาณาเขตไปได้ไกลดังนี้
พุทธศักราช 1861 เกณฑ์กองทัพ 400,000 ไปตีเมืองจีนโดยขึ้นทางเมืองแส (มีทีมงานเข้าตีเมืองโกก้างชื่อเก่าว่ามังกะมังโก) ฮ่องเต้ถึงขั้นแต่งทูตมาถามว่ายกทัพมาจะเอาอะไร เสือข่านฟ้าตอบว่า เอาน้ำ เอาฟ้า เอาดินฮ่องเต้ก็หย่าศึกโดยการยกเมืองหลายหลายเมืองตอนใต้ของตนให้กับเสือข่านฟ้า
ต่อมาก็ยกไปเชียงใหม่ในปี 1862 เอาล้านนาทั้งเชียงราย เชียงแสนเชียงตุง เชียงรุ่ง ลำพูน ลำปางอยู่ในอาณาปกครองหมดแล้วปี 1863++ ยกไปตีรัฐอัสสัมซึ่งเป็นที่ปลูกใบชามีชื่อเสียงในระยะหลังมานี้ไปเอามาอยู่ในการครอบครองโดยใช้กำลังเพียงเล็กน้อยข่มขู่ใส่ปนกับความใจอ่อนของชาวอัสสัม ลุถึงปีพุทธศักราช 1903 คนไทใหญ่จึงไปตีพม่าทางเมืองสะแกงโดยเผาทำลายเมือง เสียราบคาบแล้วข้ามน้ำอิระวดีไปทางใต้อีก พระเจ้าสะโตแมงพญาสูญสิ้นอำนาจให้เสือข่านฟ้าในปีพุทธศักราช 1905 แต่จีนซึ่งแอบสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวที่เกรียงไกรของเจ้าเสือข่านฟ้าก็วางแผนแยบยล หาทางให้แกย้ายเมืองหลวงจะได้บังเกิดความอ่อนแอซึ่งจะเล่าได้ต่อไปในตอนที่ชื่อว่ายุทธการหม้อทองคำ
มาบัดนี้ก็จะกล่าวถึงคดีของเจ้าหลวงแมวปุงซึ่งเป็นพ่อของเสือข่านฟ้าดังได้เคยเล่าไว้แล้วว่าพวกไทหรือพวกไตต่างๆแถวนั้น โดยเฉพาะไตใหญ่นั้นให้ความนับถือในแมวว่าแมวเป็นครูของเสือ แมวสอนสรรพวิชาทุกอย่างแก่เสือเช่นสอนให้เสือกินเหยื่อโดยกินจากขาขึ้นมาที่หัวเผื่อว่าอิ่มแล้วเหยื่อนั้นยังไม่ตาย จะได้ไม่เป็นบาปเป็นกรรมมากนัก แต่ในขณะที่ตัวแมวเองกินจากหัวไปข้างหางเสมอไป 55 ย้อนแย้ง
ฝ่ายตัวแมวนั้นอยู่บนที่สูงอยู่บนต้นไม้มองเห็นสถานการณ์ต่างๆแต่เสือมักไม่ค่อยเห็นเพราะเดินพื้นราบ ไม่มี bird eye view ครูแมวจึงสอนในสรรพวิชาทั้งหลายได้ดีชัดแจ้งสิ่งแมวๆที่ตกทอดมาจนทุกวันนี้เช่นที่สำนัก พระธาตุดอยจอมแว่ะ บริเวณเมืองเชียงดาวพันเอกเจ้าเครือเสือซึ่งเป็นเป็นหัวหน้ากองกำลังหนุ่มเสือหาญไตใหญ่ในอดีตนับ ชนมายุท่านมหาเถรได้เกิน 100 ปีในนามครูบาออ ปัณฑิยะ เครื่องรางของท่านมีหลายอย่าง สำคัญคือ ครูบาออทำตะกรุดชื่อตะกรุดแมวกินเสือมีอิทธิคุณแปลกประหลาดมากมายเช่น ดวงตกแปลว่าเสือกินดวง ให้แมวในตะกรุดไปกัดเสือนั้นทิ้งซะ ฯลฯ เพราะแมวเป็นครูของเสือ เงินหมดเพราะเสือกินเงินให้แมวไปกัดเสือเช่นกัน ฯลฯ
ทีนี้ก็มาถึงตัวเรื่องของเจ้าหลวงแมวปุงว่าอยู่มาวันนึงนั้นบ้านเมืองบริเวณแถบนั้นมันมีเหตุขึด/อัปมงคลบางประการด้วยเกิดเหตุผิดประเวณีของลูกและแม่ซึ่งอยู่ในฐานันดรที่สูงส่งลักษณะคล้ายคลึงกับตำนานของพระยากง พระยาพาน ที่สร้างพระปฐมเจดีย์เมืองนครปฐมไถ่บาปเมื่อเกิดเหตุอาเพทอัปมงคลเช่นนั้นแล้วท้าวสักกะเทวราชผู้ซึ่งเป็นเทวดาผู้ใหญ่ทนเห็นสถานการณ์ไม่ได้ ก็เนรมิตเสืออาคมขึ้นมาตัวนึงเป็นเสือขาวออกอาละวาดไล่กัดทำลายทั้งผู้คนสัตว์เลี้ยงถล่มทลายบ้านเมืองต่างๆแถบนั้นราบคาบ
อันเจ้าเมืองผู้ซึ่งก็ทำผิดจารีตประเพณีกับมารดาของตนโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ทนไม่ได้ ตามหลักการแล้วก็ต้องประกาศหาผู้มีศักยภาพมาปราบมาจับเสือเพราะเหลือกำลังของตัวเองที่จะจัดการได้สำเร็จ ในเวลานั้นเจ้าหลวงแมวปรุง ผู้นำส่งเสือขาวได้จนสำเร็จ ชื่อเดิมว่าอะไรไม่รู้แต่รู้ว่า จะต้องได้รับสมบัติมหาศาลเพราะทำงาน ที่คนอื่นทำไม่ได้สำเร็จปิดจ็อบแล้วท่านก็เลยถูกขนานนามว่าเจ้าหลวงแมวปรุงซึ่งคำว่าแมวปรุงในที่นี้ก็คือเสือที่ปรุงแต่งขึ้นมาก็คือเสืออาคม ส่วนเนื้อหาว่าท่านมีความสามารถอย่างไรไปหาจับเสือขาวตัวนี้ได้พงศาวดารก็เขียนเอาไว้ว่า เมื่อมาถึงจุดหนึ่งแล้วผู้ที่มีความสามารถชำนาญ เกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์และป่าดงพงไพรได้แก่ชาวลัวะซึ่งว่ากันว่าก็คือบรรพบุรุษของชนชาวดอยที่อยู่บนย่านระมิงค์ ย่านแม่ริม ลักษณะอย่างขุนหลวงวิลังคะในตำนานพระนางจามเทวีนั่นเอง เป็นผู้จับเสือได้มือแรกเสือตัวนี้สูงใหญ่ร่วมแปดสองเคลื่อนไหวรวดเร็ววันเดียวเดินทางไปได้ไกลถึงสามเมือง
เมื่อมีประกาศหาผู้มีวิชามาจัดการเสือนั้น ใบประกาศถึงขั้นระบุเอาไว้ว่าใครจับได้อยากได้บ้านเมืองก็จะยกให้ เงินทองก็จะให้ใบประกาศแปะไปทั่วน่านฟ้าเมืองใหญ่น้อยตลอดฟากฝั่งสาละวินในเวลานั้นเสือเผือกตะลุยลงมาข้ามผืนน้ำเพื่อทำลายเมืองใหม่อีก จังหวะ ด้วยเหตุที่ชาวเมืองนั้นเป็นชาวลั้วะเถื่อนถ้ำ ภูดอยบุกห้วยผาทุกแห่งมาแล้ว ทั้งยังมีใจกล้าหาญสติปัญญาดีชำนาญมากในเรื่องการทำเครื่องมือดักสัตว์กลุ่มชาวลั้วะจึงช่วยทำไซเหล็กเป็นจำนวนมากติดตั้งอยู่ตามระยะทางทั่วไปตั้งแต่เมืองปางขอน มาถึงบ่อฟ้าสายเมือง ไซอันนี้ดักไว้ทุกโค้งรวมทั้งที่กิ่วเสือแหวนริมน้ำสาละวินด้วย
เสือเผือกมาหลุดเข้าไซเหล็กที่ริมแม่น้ำตรงบริเวณที่เรียกกันว่ากิ่วเสือแหวนทุกวันนี้ชาวลั้วะทั้งหลายดีใจหาเอาเสือไปส่งยังเจ้าเมืองของตน เจ้าเมืองก็หวันใจว่ามันมีเหตุไม่น่าจะดีโบ้ยให้เอาไปส่งเจ้าฟ้าเมืองแสนหวีระหว่างทางขนย้ายเสือข้ามน้ำสาละวินออกมาทางเมืองหลวงเจ้าฟ้าแสนหวีก็ไม่ยอมรับเสืออีกโบ้ยให้ไปส่งที่เมืองต้นเหตุก็คือฮ่องเต้หอแสง เวลานั้นเจ้าหลวงแมวปุงยังเป็นอำมาตย์ ชื่อขุนผางคำก็ความชื่นชมพวกลั้วะที่จับเสือเผือกได้สำเร็จ
ทำกับข้าวเลี้ยงให้ของตอบแทนเป็นจำนวนมากทั้งสัตว์ อาวุธดาบชุบเงินชุบทอง เชี่ยนหมาก ใบชาบอกกับฝ่ายลั้วะ ว่าระยะทางจะไปหาฮ่องเต้เมืองโน้นมันไกล พวกสูอยู่แต่บนดอยไม่เคยไปที่นาทุ่งลาดก็เดี๋ยวจะเกิดความเจ็บไข้ขอให้เขียนหนังสือมาจะรับอาสานำ หนังสือของสูไปถวายฮ่องเต้หอแสงแทนให้พวกลั้วะทั้งหลายได้ฟังก็เกรงจะเกิดอุบัติภัยแก่ตนพากันกลับคืนเมืองปล่อยขุนผางคำนำเสือเผือกไปถวายฮ่องเต้ ฮ่องเต้ก็ชื่นชมเป็นอันมากมอบพระราชลัญจกรหนึ่งลูกตั้งให้เป็นเจ้าเมืองแล้วให้เศรษฐีติดตามมาด้วยเก้าคนเพื่อควักจ่ายให้ทุกอย่างตลอดทางไม่อั้น
แถมตั้งเศรษฐีทั้งเก้าให้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านค้าม้าขายช้างจะได้มีรายได้เลี้ยงตัวสืบไป ตั้งชื่อให้ใหม่ว่าเจ้าฟ้าหลวงแมวปรุงสร้างเวียงอยู่ริมน้ำป้อ สบกับน้ำเมาเป็นเมืองเป็นเมืองมาวหลวงใหม่ เจ้าหลวงแมวปรุง ซึ่งเป็นต้นวงศ์ของพวกเสือ _ฟ้ามีที่มาดังนี้
(ต่อตอน 2)







