
ความรักและร่องรอยจากหอเจ้าฟ้าผู้สูญหายกลางหุบเขาสีป้อ
ความรักและร่องรอยจากหอเจ้าฟ้าผู้สูญหายกลางหุบเขาสีป้อ คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา บทความโดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
หลังจากเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าเรื่องหอเจ้าฟ้ายองห้วย ท่าตั้งอยู่ที่ท่าน้ำ(ท่าเรือ) ทางเข้าทะเลสาบอินเล ต่อจากเรื่องราวของพระราชวังมัณฑะเลย์ ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้ใหญ่ที่ผมเคารพท่านหนึ่ง และไลน์จากแฟนคลับที่สนใจเรื่องราวของราชวงศ์ของพม่า ได้ส่งมาพูดคุยและสอบถามหลายเรื่อง ผมเชื่อว่าทุกท่านที่กรุณาสอบถามมา ท่านน่าจะสนใจสถานที่ที่เป็นพระราชวังหรือหอเจ้าฟ้าเก่าของพม่า หรือไม่ก็คงสนใจเรื่องราวพงศาวดารพม่าที่ไม่ค่อยมีคนกล่าวถึง หรือแม้เราจะได้เดินทางไปท่องเที่ยวกับทัวร์ ไกด์ทัวร์ก็คงไม่ได้เล่าให้เราฟังมากนัก
ก่อนที่ผมจะขอเล่าเรื่องของหอเจ้าฟ้าต่อ ผมต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า ผมเองไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญเรื่องราวของพงศาวดาร เพียงแต่ผมเป็นเพียงพ่อค้าชาวไทยคนหนึ่ง ที่ได้เดินทางไปค้าขายในประเทศเมียนมา มานานกว่าสามสิบห้าปี ที่ไปถึงที่ไหนก็ชอบสอดรู้สอดเห็นไปหมด และโชคดีที่มีน้องๆ ชาวเมียนมา ที่เก่งเรื่องประวัติศาสตร์ เป็นคนเล่าให้ฟังว่าที่นั่นมีพระราชวังของเจ้าฯ หรือเป็นที่ตั้งของหอเจ้าฟ้าฯ ก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชม
อีกทั้งส่วนตัวผมก็เป็นคนที่ชอบฟังเรื่องราวปรัมปรา ตามปะสาของมนุษย์ชอบเสือก ดังนั้นจึงจดจำมาเล่าเสมือนผู้รู้ ซึ่งต้องบอกว่าผมไม่ใช่นะครับ ขอให้พวกเราอ่านด้วยความสนุกก็จะดีกว่าครับ อย่าเชื่อผมมาก....ฮา ส่วนท่านใดที่สนใจอยากทราบเรื่องราวที่เป็นจริงที่เชื่อถือได้ ผมแนะนำให้ติดตามท่านศาสตราจารย์ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ หรืออาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน น่าจะได้ข้อมูลที่แม่นยำกว่าผมครับ ส่วนบทความของผม ก็ขอให้ติดตามในลักษณะอ่านเอามันส์ เหมือนฟังพ่อค้าคนหนึ่ง น่าจะถูกต้องบ้างเท่านั้นครับ
วันนี้เรามาติดตามผมต่อนะครับ ผมจะพาทุกท่านเดินทางไปดูหอเจ้าฟ้าอีกที่หนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนไทยส่วนใหญ่ไปไม่ค่อยถึง นั่นคือ “หอเจ้าฟ้าสีป้อ” ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศเมียนมา อีกทั้งยังมีประชากรส่วนใหญ่เป็นพี่น้องชาวไต เมืองนี้มีแม่น้ำน้ำตูไหลผ่านเมือง ซึ่งทุกครั้งที่ผมไปเมืองนี้ จะมีความรู้สึกว่าเป็นเมืองที่มีแต่ความเงียบสงบ ทั้งๆ ที่ในอดีตเมืองนี้เคยเป็นนครรัฐของชาวไต ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาทางตอนเหนือของรัฐฉาน
หากเราแกะรอยประวัติศาสตร์ตามเมืองสีป้อที่มีสายน้ำตูไหลผ่านนี้ ให้ย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่า หอเจ้าฟ้าสีป้อ (Hsipaw Haw) คือจุดบรรจบทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงความขัดแย้ง ความศิวิไลซ์ และบทสรุปอันสะเทือนใจ เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ที่สุด หากมัณฑะเลย์คือบทเริ่มต้นแห่งการพังทลายของราชวงศ์พม่า และยองห้วยคือโศกนาฏกรรมแห่งการยึดอำนาจกลางผืนน้ำ ผมคิดว่าเราก็สามารถบอกได้ว่า เมืองสีป้อก็คือ “ฉากสุดท้ายแห่งความหวังและการสูญหาย” ที่ตรึงหัวใจผู้คนทั่วโลกไว้จนถึงปัจจุบันครับ
การวางผังและสถาปัตยกรรมของหอเจ้าฟ้าสีป้อหลังปัจจุบัน มีความโดดเด่นและแตกต่างจากหอเจ้าฟ้าเมืองอื่นอย่างชัดเจน ตัวหอไม่ได้สร้างเป็นยอดปราสาททรงพญาธาตุซ้อนชั้นแบบโบราณ หากแต่ถูกเนรมิตขึ้นในปีพุทธศักราช 2467 ในรัชสมัยของเจ้าฟ้าซอโอ่ ให้เป็นอาคารอิฐปูนสองชั้นทรงอังกฤษ สไตล์คฤหาสน์ทิวดอร์ (Tudor style) ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้และทิวทัศน์ของหุบเขา
การเลือกสร้างหอพักอาศัยในรูปแบบตะวันตกอย่างเต็มตัว สะท้อนถึงยุคสมัยแห่งการเปิดรับอารยธรรมใหม่จากตะวันตก และการปรับตัวของนครรัฐไตในยุคอาณานิคม ทว่าใจกลางคฤหาสน์สไตล์อังกฤษแห่งนี้ ก็ยังคงทำหน้าที่เป็น “เขาพระสุเมรุ” หรือศูนย์กลางแห่งอำนาจตามความเชื่อของชาวพม่า และการปกครองของชาวไตในลุ่มแม่น้ำน้ำตู เป็นจุดเชื่อมโยงศรัทธาของราษฎร และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่เจ้าฟ้าทรงนำมาสู่เมืองสีป้อนั่นเองครับ
เรื่องราวที่ทำให้หอเจ้าฟ้าสีป้อ กลายเป็นที่จดจำและตราตรึงอยู่ในประวัติศาสตร์โลก คือเรื่องราวความรักและโศกนาฏกรรมของ “เจ้าจ่าแสง” (Sao Kya Seng) เจ้าฟ้าองค์สุดท้ายแห่งสีป้อ และ “สุจันทรี มหาเทวี” (Inge Sargent) สตรีชาวออสเตรียผู้กลายเป็นมหาเทวีแห่งนครรัฐไต เจ้าจ่าแสงทรงสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา และทรงนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเมืองอย่างชาญฉลาด ทรงยกเลิกการเก็บภาษีทำนาที่ไม่เป็นธรรม ปรับปรุงการเกษตร ยกเลิกการถือครองที่ดินของราชวงศ์ เพื่อมอบให้แก่ชาวบ้าน และมีการวางรากฐานประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น จึงทำให้เห็นว่าหอเจ้าฟ้าสีป้อในยุคนั้น จึงไม่ได้เป็นเพียงที่ประทับอันสูงส่ง แต่เป็นศูนย์รวมความหวัง เป็นบ้านที่เปิดกว้างสำหรับราษฎร และเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคทองของรัฐฉานที่กำลังก้าวสู่อนาคตอันรุ่งโรจน์
ทว่าเงามืดทางการเมืองที่เคยบดบังมัณฑะเลย์และยองห้วย ก็พัดผ่านเข้ามาถึงหุบเขาแห่งเมืองสีป้อเช่นกัน ในเช้าวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2505 ซึ่งวันเดียวกับที่ท่านนายพล เนวิน เข้ายึดอำนาจในกรุงย่างกุ้ง เจ้าจ่าแสงทรงถูกควบคุมตัวขณะเดินทางไปร่วมประชุมทางการเมืองที่เมืองตองยี และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เจ้าฟ้าผู้เป็นที่รักของชาวเมืองสีป้อ ก็ไม่เคยได้กลับมายังหอเจ้าฟ้าแห่งนี้อีกเลย ทรงหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยในค่ายทหาร โดยไม่มีแม้แต่คำอธิบายหรือการยอมรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลทหารในยุคนั้น ทิ้งให้มหาเทวีสุจันทรีและพระราชธิดา ต้องเผชิญกับการถูกกักบริเวณอยู่ในหอเจ้าฟ้า ก่อนจะต้องตัดสินใจลี้ภัยออกนอกประเทศไป พร้อมกับความจริงที่ถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์พม่าครับ
ในปัจจุบันนี้ หอเจ้าฟ้าสีป้อที่ยังคงตั้งสงบอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานหรือพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโดยรัฐบาล หากแต่ถูกดูแลรักษาไว้ด้วยความรักและศรัทธาของลูกหลาน ผู้มีสายเลือดเจ้าฟ้าที่ยังมีหลงเหลืออยู่ เรื่องราวของเจ้าจ่าแสงและความทรงจำของเมืองสีป้อ ยังคงถูกเล่าขานผ่านปากต่อปาก ให้แก่นักเดินทางผู้ดั้นด้นมาเยือน สายลมที่พัดผ่านคฤหาสน์สไตล์ทิวดอร์แห่งนี้ จึงเต็มไปด้วยความรู้สึกนึกคิด ถึงความหวังที่ถูกพรากจากไป
ทุกครั้งในการได้มาเยือนหอเจ้าฟ้าสีป้อของผม จึงไม่ใช่แค่การเยี่ยมชมอาคารโบราณ แต่คือการได้มาเห็นผู้เฒ่าผู้แก่พี่น้องชาวไต ผู้เคยเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของเจ้าฟ้าจ่าแสง ซึ่งมีความระลึกถึงเจ้านายเก่าของเขา ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ซึ่งผมรับรู้ได้จากสีหน้าและแววตาของเขา ระหว่าเล่าบันทึกความทรงจำ ถึงชีวิต ความรัก จิตวิญญาณของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ผู้ยอมสละทุกสิ่งเพื่อราษฎร ซึ่งยังคงส่องสว่างอยู่ในดวงใจของเขาอย่างไม่มีวันดับสูญ ใต้ร่มเงาของหอเจ้าฟ้าสีป้อแห่งเทือกเขาและสายน้ำตูตลอดไปครับ







