thansettakij
คำลวงบนหน้าจอ“คดีใส่ร้ายในสังคม”เกมที่ไม่มีผู้ชนะ

คำลวงบนหน้าจอ“คดีใส่ร้ายในสังคม”เกมที่ไม่มีผู้ชนะ

27 ม.ค. 2569 | 09:18 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ม.ค. 2569 | 09:29 น.

โลกโซเชียลไทยกำลังติดหล่มวงจรอันตราย เมื่อ “ข้อมูลเท็จ” ถูกใช้เป็นอาวุธสังหารทางสังคม ถอดบทเรียนจากคดีหมิ่นประมาทและบรรทัดฐานศาล เตือนเกมใส่ร้ายบนหน้าจอ ผู้แพ้อาจไม่ใช่คู่กรณี แต่คือความน่าเชื่อถือของพื้นที่สาธารณะทั้งระบบ

KEY

POINTS

  • การใช้ข้อมูลเท็จบนโลกออนไลน์ กลายเป็นอาวุธเพื่อทำลายล้างกันเป็นขบวนการ ขณะที่อีกฝ่ายใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือตอบโต้ ทำให้เกิดเกมการฟ้องร้องที่ไม่มีผู้ชนะ
  • สังคมเผชิญความยากในการแยกแยะระหว่าง การฟ้องร้องเพื่อปกป้องสิทธิ์จากการถูกใส่ร้ายด้วยความเท็จ กับ การฟ้องปิดปาก (SLAPP) เพื่อสกัดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์
  • ศาลได้วางบรรทัดฐานว่า การเผยแพร่ หรือแ สดงความเห็นต่อข้อมูลเท็จถือเป็นความผิดร่วม ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงทั้งจำคุกและค่าเสียหายมูลค่าสูง เพื่อเป็นบทเรียนแก่สังคม

วงจรของ “ข้อมูลเท็จ” ในสังคมไทยปัจจุบัน เดินทางมาถึงจุดที่น่ากลัวเกินกว่าจะมองว่า เป็นแค่เรื่องการด่าทอธรรมดา แต่มันกลายเป็น "อาวุธ" ที่ถูกนำมาใช้ฟาดฟันกันเป็นขบวนการ ในขณะที่อีกฝั่งก็ใช้ "กฎหมาย" เป็นโล่ป้องกันตนเองและดาบโต้กลับ เกมนี้หากมองให้ลึกจะเห็นว่า สิ่งที่สูญเสียไปมากที่สุดไม่ใช่แค่เงินทอง หรือ อิสรภาพของใคร แต่คือ "ความน่าเชื่อถือของพื้นที่สาธารณะ" ที่ถูกถมด้วยน้ำลายและความเชื่อมากกว่าข้อเท็จจริง

เนื้อหาสำคัญที่เราต้องชำแหละ คือ พฤติกรรมการใช้ข้อมูลเท็จเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นกรณีพิพาทระหว่างคนดัง หรือคดีความที่นักกฎหมายอย่าง ทนายแก้ว หรือบุคคลสาธารณะหลายคนต้องเข้าไปพัวพัน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแพทเทิร์นเดียวกันคือ การนำ "ข้อมูลส่วนตัว" หรือ "เรื่องราวที่ปรุงแต่งขึ้น" มาขยายผลในพื้นที่โซเชียล โดยมีเป้าหมายคือ การสังหารทางสังคม (Social Sanction)

แต่ในขณะเดียวกัน สังคมต้องตั้งคำถามอย่างเท่าเทียมว่า "การใช้กฎหมายฟ้องร้อง" ในแต่ละกรณีนั้น เป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิที่ถูกละเมิดอย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงการใช้กระบวนการยุติธรรมมาข่มขู่เพื่อปิดปากการวิพากษ์วิจารณ์? 

นี่คือ เส้นแบ่งที่สังคมต้องแยกให้ออก เพราะการปกป้องสิทธิ คือ การฟ้องเมื่อมีการนำ "ความเท็จ" มากล่าวหาจนเกิดความเสียหายจริง ส่วนการฟ้องปิดปาก(SLAPP) คือ การฟ้องเมื่อมีการ "วิจารณ์ความจริง" หรือตรวจสอบผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งแตกต่างกัน 

หากจะพูดถึงกรณีศึกษาที่จับต้องได้ต้องดูจากบรรทัดฐานศาลในคดีหมิ่นประมาท ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีคดีหนึ่งที่จำเลยนำภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐและนักกฎหมายไปโพสต์บิดเบือนว่า มีการรับสินบน โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ผลที่ตามมาคือ ศาลชั้นต้นสั่งจำคุกโดยไม่รอลงอาญา เพราะมองว่า เป็นการกระทำที่ทำลายความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของส่วนรวม

อีกเคสที่น่าสนใจคือ การคอมเมนต์ด่าทอดาราด้วยคำหยาบคาย และข้อมูลเท็จเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว แม้จำเลยจะอ้างว่า "ก็เห็นคนอื่นพูดกัน" แต่ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้ชัดเจนว่า "การเผยแพร่ต่อ (Share) หรือการแสดงความเห็นซ้ำบนฐานข้อมูลเท็จ ถือเป็นการร่วมกระทำความผิด"

ผลคือจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งหลักล้านบาท ซึ่งเป็นบทเรียนว่าความสะใจเพียงไม่กี่นาทีบนคีย์บอร์ด อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อชดใช้หนี้สินจากคดีความ

วาทกรรมที่น่ารังเกียจ : การบิดเบือนความหมายของการตรวจสอบ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันคือ กลุ่มคนที่ "จงใจ" ผลิตข้อมูลเท็จ เมื่อถูกฟ้องกลับมักจะหยิบยกคำว่า "ฟ้องปิดปาก" มาใช้เรียกร้องความสงสารจากสังคม พฤติกรรมนี้ถือเป็นเรื่องอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นการทำให้ความหมายของการตรวจสอบที่สุจริตด้อยค่าลง สังคมควรประณามทั้งสองฝ่าย คือประณามทั้ง "คนโกหกที่อ้างเสรีภาพ" และ "คนมีอำนาจที่ใช้การฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง" 

กฎหมายคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และ 16 ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อจัดการกับข้อมูลปลอมและการตัดต่อภาพที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย แต่ในทางกลับกัน มันก็ถูกวิจารณ์ว่า เป็นเครื่องมือที่ "กว้างเกินไป" จนอาจถูกนำมาใช้ปิดกั้นความเห็นได้ 

ดังนั้น "เนื้อหา" ที่คนอ่านต้องเสพ คือการดูที่ "พยานหลักฐาน" หากฝ่ายที่ถูกฟ้องมีหลักฐานจริง ไม่ได้นำความเท็จมากระจายในสังคม การฟ้องนั้นคือ การปิดปาก แต่หากฝ่ายที่ถูกฟ้องมีเพียง "คำบอกเล่า" หรือ "เรื่องมโน" หรือ “จงใจ” ชี้นำให้เกิดความเกลียดชังและเข้าใจผิด การฟ้องนั้นคือการทวงคืนความยุติธรรม

                          คำลวงบนหน้าจอ“คดีใส่ร้ายในสังคม”เกมที่ไม่มีผู้ชนะ

อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านควรให้กระบวนการทางกฎหมายพิจารณาความจริงให้ปรากฏ มิใช่ด่วนตัดสินจากความเชื่อ หรือคล้อยตามคนหมู่มาก
เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในเกมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สังคมควรยึดหลักดังนี้

• หยุดเป็น "นักแชร์ไร้สติ" ข้อมูลใดที่ระบุชื่อ-นามสกุล และกล่าวหาเรื่องผิดกฎหมาย หรือ ผิดศีลธรรม โดยไม่มีเอกสารยืนยัน ให้ถือว่าเป็น "น้ำ" มากกว่า "เนื้อ" เชื่อถือไม่ได้

• ตรวจสอบเจตนาของผู้ให้ข้อมูล บ่อยครั้งที่การปล่อยข้อมูลเท็จทำไปเพื่อสร้างเรตติ้งหรือผลประโยชน์แฝง อย่าให้ความโกรธแค้นส่วนตัว มาบังตาจนเรากลายเป็นเครื่องมือให้ใคร

• ยอมรับผลของความจริง หากทำผิดจริงการขอโทษและเยียวยาคือทางออก แต่ถ้าถูกใส่ร้าย การใช้กระบวนการยุติธรรม คือ สิทธิพื้นฐานที่ควรทำ โดยไม่ต้องเกรงกลัววาทกรรมใดๆ

โลกออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ยกเว้นกฎหมาย และ "ความจริง" ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อทำลายใครก็ได้ตามใจชอบ สังคมไทยต้องก้าวข้ามการด่าทอแบบไร้สาระ ไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์บนฐานของความจริง 

ใครที่ใช้ข้อมูลเท็จต้องยอมรับความเสี่ยง ที่จะต้องเข้าคุกและเสียทรัพย์ ส่วนใครที่ใช้กฎหมายฟ้องพร่ำเพรื่อเพื่อปิดกั้นความจริง สังคมก็จะเป็นผู้ตัดสินความน่าเชื่อถือเอง 

สุดท้ายแล้ว "ความจริงอาจเดินทางช้ากว่าคำโกหก แต่เมื่อมันเดินทางไปถึงศาล มันจะพิพากษาทุกคนอย่างเท่าเทียม"