
ความเป็นพลเมืองโลกทำให้โลกของเราน่าอยู่
ความเป็นพลเมืองโลกทำให้โลกของเราน่าอยู่ : บทความ โดย... ผศ.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ผู้อำนวยการใหญ่ เอเอฟเอส ประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 5 ฉบับ 4149
KEY
POINTS
- ความเป็นพลเมืองโลก คือ การตระหนักว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก มีความรับผิดชอบร่วมกันต่อปัญหาต่างๆ และเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21
- มีความสำคัญในการรับมือกับความท้าทายระดับโลกที่ซับซ้อน เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมและโรคระบาด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไข
- ช่วยสร้างสังคมที่เข้าใจความแตกต่าง ลดความขัดแย้ง มีทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจสมัยใหม่ และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น
ในยุคที่โลกหมุนเร็วและเชื่อมต่อกัน พรมแดนด้านภูมิศาสตร์อาจแบ่งแยกประเทศได้ แต่ไม่สามารถแบ่งแยกความเปราะบางร่วมกันของมนุษย์ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจที่ผันผวน หรือ ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม ทุกเรื่องล้วนส่งผลกระทบต่อกันอย่างมีนัยสำคัญ
และนี่เองคือ เหตุผลสำคัญว่าทำไม “ความเป็นพลเมืองโลก” จึงไม่ใช่คำพูดที่สวยหรู หรือ แนวคิดทางการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องมี เพื่อร่วมกันสร้างโลกใบนี้ของเราให้น่าอยู่
พลเมืองโลกคืออะไร
พลเมืองโลก (Global Citizen) คือ บุคคลที่ตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก เข้าใจว่าการกระทำของตนมีผลต่อผู้อื่น และพร้อมมีบทบาทเชิงบวกต่อโลกในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ
พลเมืองโลกไม่ได้หมายถึงการเดินทางไปต่างประเทศ หรือพูดได้หลายภาษาเท่านั้น หากแต่คือ ความสามารถในการเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น เคารพความแตกต่าง และใช้มุมมองที่หลากหลายในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ในมิติของเยาวชน ทักษะความเป็นพลเมืองโลกถือเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต ส่วนในมิติของผู้ใหญ่ หรือ ผู้นำองค์กร ความเป็นพลเมืองโลก คือ กรอบคิดที่ช่วยให้ตัดสินใจอย่างรอบคอบ มีความรับผิดชอบ รู้เท่าทันโลก และพาสังคมเดินหน้าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
เหตุใดความเป็นพลเมืองโลกจึงสำคัญ
ประการแรก โลกของเรากำลังเผชิญความท้าทายที่ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุด การปล่อยคาร์บอนของประเทศหนึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิทั้งโลก
เช่นเดียวกับโรคระบาดที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เราต่างพึ่งพาและเชื่อมโยงกันโดยสมบูรณ์ การพัฒนาพลเมืองที่มีความเข้าใจโลก จึงเป็นพื้นฐานของความร่วมมือที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาเหล่านี้
ประการที่สอง โลกยุคปัจจุบันต้องการทักษะแห่งอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทักษะระหว่างวัฒนธรรม (Intercultural competencies) เช่น ความคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ความยืดหยุ่นทางความคิด และความเข้าใจความหลากหลาย การมีกรอบคิดแบบพลเมืองโลก ช่วยให้บุคคลสามารถทำงานร่วมกับคนต่างวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นคุณสมบัติที่องค์กรทั้งในไทยและทั่วโลกต้องการ
ประการสุดท้าย พลเมืองโลก คือ รากฐานของสันติภาพ ความเข้าใจซึ่งกันและกันเริ่มต้นจากความรู้ การยอมรับและความเคารพในความแตกต่าง ยิ่งเรามีพลเมืองที่มองเห็นคุณค่าความหลากหลายมากเท่าไร โอกาสเกิดความขัดแย้งก็ลดลง นำไปสู่โอกาสในการสร้างโลกที่สงบสุขก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)
องค์การสหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อ 4.7 ไว้อย่างชัดเจนว่า การศึกษาต้องส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลก การพัฒนาที่ยั่งยืน ความเข้าใจทางวัฒนธรรม และการเคารพสิทธิมนุษยชน หมายความว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างผู้เรียนที่มีความรู้ หากแต่ต้องสร้าง “มนุษย์ที่มีความรับผิดชอบต่อโลก”
เอเอฟเอส ประเทศไทยดำเนินภารกิจในการพัฒนาพลเมืองโลกมานานกว่า 63 ปี ผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โครงการพัฒนาทักษะข้ามวัฒนธรรม และการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ปลูกฝังความเป็นพลเมืองโลกให้กับเยาวชนไทยและเครือข่ายทั่วโลก ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะด้านการเรียนในโรงเรียน (Schooling)
แต่เป็นกระบวนการ “การพัฒนาให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่” (Parenting) ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะ ความรับผิดชอบ และความเป็นพลเมืองโลกที่แท้จริง ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าที่มีความหมายต่อสังคมอย่างแท้จริง
ความเชื่อมโยงของ SDG 4.7 ไม่ได้จำกัดอยู่ในระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับครอบครัว ชุมชน และทุกภาคส่วนของสังคม เพราะ “พลเมืองโลก” ไม่ใช่เรื่องของโรงเรียน แต่เป็นเรื่องของทุกคน
ทักษะความเป็นพลเมืองโลกที่จำเป็นในปัจจุบัน
1.ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม (Intercultural Understanding) ช่วยให้เราทำงานร่วมกับคนที่แตกต่างหลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.ความคิดเชิงระบบ (System Thinking) ทำให้เข้าใจว่าปัญหาโลกเชื่อมโยงกันอย่างไร และผลที่เกิดขึ้นในที่หนึ่งส่งผลกระทบที่อื่นอย่างไร
3.ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ตระหนักถึงบทบาทของตนเองในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมโลก ไม่เสพข้อมูลเท่านั้น แต่ลงมือเปลี่ยนแปลง
4.การรู้เท่าทันสื่อและข้อมูล (Media & Information Literacy) มีความสำคัญมากขึ้นในยุคข้อมูลล้นหลาม ป้องกันการตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมและความขัดแย้งบนโลกออนไลน์
ความเป็นพลเมืองโลกทำให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้น
เมื่อโลกของเรามีพลเมืองที่คิดเป็น ทำเป็น และเข้าใจโลกอย่างรอบด้าน เราจะได้สังคมที่น่าอยู่ขึ้นในหลายมิติ ได้แก่ สังคมที่เข้าใจความแตกต่างมากขึ้น ความขัดแย้งลดลง และการสื่อสารมีคุณภาพมากขึ้น สังคมเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่มีทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในโลกสมัยใหม่ สิ่งแวดล้อมที่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง
เมื่อพลเมืองตระหนักว่า “ปัญหาของโลกเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน” ชุมชนและประเทศที่พร้อมร่วมมือกับโลกภายนอกเกิดนวัตกรรม ความคิดใหม่ และการพัฒนาที่ยั่งยืน โลกที่สงบสุขกว่าเดิม เพราะความเข้าใจนำไปสู่การลดความหวาดระแวง และเพิ่มโอกาสในการสร้างสันติภาพ
ทุกวันนี้เราอาจรู้สึกว่าโลกใหญ่เกินไป และปัญหาใหญ่เกินกว่าที่คนคนเดียวจะแก้ไขได้ แต่แท้จริงแล้ว ความเป็นพลเมืองโลกไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากเริ่มจาก “การปรับมุมมองของเราเอง” ให้มองโลกกว้างขึ้น เห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น และรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองในทุกมิติ
ในฐานะองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาความเป็นพลเมืองโลกมายาวนาน เอเอฟเอส ประเทศไทยเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หากเราได้ร่วมกันปลูกฝังทักษะเหล่านี้ให้กับเยาวชนไทย รวมถึงสนับสนุนผู้ใหญ่ในสังคมให้เข้าใจบทบาทของตนเองในฐานะ “พลเมืองโลก” โลกของเราจะกลายเป็นที่ที่น่าอยู่ขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้อย่างแน่นอน เพราะท้ายที่สุด “โลกจะดีขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราเลือกที่จะเป็นพลเมืองโลกที่ดีขึ้นเช่นกัน”
บทความ โดย... ผศ.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ผู้อำนวยการใหญ่ เอเอฟเอส ประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 5 ฉบับ 4149






