svasdssvasds

Blockchain “ตัวช่วย” ส่งออกทุเรียนไทย

ฐานเศรษฐกิจดิจิทัล
|
20 พ.ค. 2565 เวลา 23:30 น. 753

คอลัมน์ทางออกนอกตำรา โดย...บากบั่น บุญเลิศ

ปัจจุบันการส่งออกผลไม้ของไทย กลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้สู่ประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีนและภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งยังมีโอกาสขยายการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศอื่น ๆ 


โดยในปี 2564 การส่งออกผลไม้ไทยทำสถิติโตสูงสุดถึง 1.95 แสนล้านบาท เติบโตขึ้นมาราว 189% คิดเป็น 2.85 ล้านตัน เฉพาะทุเรียนปีที่ผ่านมามีการส่งออกกว่า 1 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว

อย่างไรก็ดี ประเทศคู่ค้า/ผู้นำเข้า ต่างมีมาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงมีขั้นตอนในการขอใบอนุญาต/ใบรับรองต่าง ๆ ที่มากขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้ไทยไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของผลไม้ไทย ต่างได้รับผลกระทบจากนโยบาย Zero-COVID ของจีน ที่มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด 
 

ดังนั้น การพัฒนาระบบมาตรฐานคุณภาพและระบบการตรวจสอบที่เชื่อมโยงกันทั้ง Supply Chain จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องเร่งยกระดับการพัฒนาขึ้นมา

ผู้เข้าร่วมอบรม “กลุ่มมังกร” ในหลัก สูตรหลักสูตร วิทยาการเกษตร ระดับสูง (วกส.) : Agriculture & Cooperatives Executive Program รุ่น 1 หลักสูตรที่จัดขึ้นโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทย ให้เป็นผู้นำในระดับนานาชาติ อย่างมีนวัตกรรมและยั่งยืน ที่ผมได้เข้าร่มอบรมด้วย ได้ทำการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะทางนโยบาย ในการบริหารจัดการระบบข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะทุเรียนไว้อย่างน่าสนใจ ว่าถึงเวลาที่รัฐบาลต้องพิจารณานำระบบบล็อกเชน (Blockchain)” เข้ามาบริหารข้อมูลในการตรวจสอบและติดตามคุณภาพสินค้าการเกษตรและอาหารของไทยแล้ว
 

ผลการศึกษาพบว่า ระบบ Blockchain จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงและตรวจสอบข้อมูลระหว่างทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเกษตรกร โรงคัดแยก ผู้แปรรูป ผู้ส่งออก หน่วยงานออกใบรับรอง คือ กรมวิชาการเกษตร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการนำเข้า-ส่งออก (กรมศุลกากร) ตลอดจนประเทศผู้นำเข้า
 

การเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบ Blockchain จะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการตรวจสอบเอกสาร โดยจากการศึกษา จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 75 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ การพัฒนาระบบการตรวจสอบคุณภาพ จะเป็นการพัฒนาศักยภาพการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้มีมาตรฐานสากล ตรวจสอบได้ น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับ นำไปสู่การพัฒนาให้สินค้าเกษตรมีราคาที่ดีขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
  

กลุ่มมังกร ได้สรุปปัญหาและความท้าทายของระบบการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ของการส่งออกทุเรียน ให้เป็นสินค้าที่มีมาตรฐานของ FAO-CODEX ซึ่งประเทศจีนมีข้อกำหนดสำหรับการนำเข้าว่า ต้องมีใบรับรองคุณภาพ 3 ด้าน  
 

1. ต้องมีใบรับรองว่าทุเรียนมาจากสวนที่ได้รับมาตรฐานการผลิตการเกษตรที่ดี Good Agricultural Practices (GAP) สำหรับทุเรียน ตามเกณฑ์ที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดและเป็นที่ยอมรับของประเทศจีน
 

2. ต้องมีใบรับรองว่าทุเรียนนั้นมาจากโรงคัดแยกที่ได้มาตรฐานการแปรรูปที่ดี Good Manufacturing Practice (GMP) สำหรับทุเรียนส่งออก ตามเกณฑ์ที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดและเป็นที่ยอมรับของประเทศจีน
 

3. ต้องมีใบรับรองเรื่องสุขอนามัยพืชของทุเรียน Sanitary and Phyto-Sanitary (SPS) ที่ส่งออกจากประเทศไทย ตามเกณฑ์ที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดและเป็นที่ยอมรับของประเทศจีน
 

ทว่าปัญหาใหญ่อยู่ที่การตรวจรับรองในขั้นตอนต่าง ๆ นั้น ต้องใช้บุคลากรเป็นจำนวนมากจึงจะตรวจสอบได้อย่างทั่วถึงตั้งแต่การรับคำขอ การตรวจสอบผู้ขอว่ามีคุณสมบัติถูกต้องหรือไม่ และดำเนินการอื่น ๆ เกี่ยวกับใบรับรองเหล่านี้ ราชการไม่สามารถขยายตัวรองรับได้ทัน
 

ข้อเสนอแนะทางนโยบายของกลุ่มมังกร คือต้องให้เอกชนที่มีความสามารถรับช่วงการทำงานในระบบการตรวจสอบคุณภาพการส่งออกทุเรียนให้เป็นระบบที่ถูกต้อง ไม่เป็นภาระกับภาครัฐ และให้บุคลากรของภาครัฐได้ทำหน้าที่ซึ่งสำคัญและจำเป็นกว่า คือ ควรนำระบบ Blockchain มาใช้ใน 3 ขั้นตอนหลักของการตรวจสอบ  
 

ขั้นที่ 1 วิเคราะห์และเสนอระบบบริหารจัดการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบมาตรฐานด้านต่าง ๆ ผ่านการปรับใบรับรอง 3 ด้านในการดำเนินการตรวจสอบและส่งเอกสารข้อมูลของการตรวจสอบ ให้สามารถรวบรวมให้อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์และใช้ร่วมกัน ลดการยื่นและตรวจสอบซ้าซ้อน
 

พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลของระบบการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ สามารถใช้ข้อมูลการผลิต การตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง โดยเฉพาะเพื่อให้การผ่านด่านศุลกากรในประเทศผู้นาเข้า


 

ขั้นที่ 2 การใช้ระบบ Blockchain มาออกแบบ เพื่อจัดการบริหารข้อมูลเช่นนี้ จะใช้ระบบ Blockchain ซึ่งจะเชื่อมผู้เกี่ยวข้องในจุดต่าง ๆ ตั้งแต่ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล (เช่น สวน โรงคัดแยก การขนส่ง เป็นต้น) และกลุ่มผู้ใช้ข้อมูล เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ ด่านศุลกากร จนถึงปลายทางในต่างประเทศ เป็นต้น  ให้อยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน และเมื่อมีการนำส่งข้อมูล ๆ นั้นจะถูกส่งไปให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องตรวจซ้าว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมาจากหน่วยตรวจสอบที่ถูกต้องหรือไม่
 

หากนำ Blockchain มาใช้จะทำให้การออกใบรับรองก็จะทำได้เร็วขึ้น เพราะมีความแน่นอนของข้อมูล เช่น ใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phyto-sanitary Certificate) ซึ่งต้องใช้ข้อมูลเฉพาะพื้นที่ และใช้เวลาในการนำส่งข้อมูลที่ถูกต้อง  
 

ตอนนี้ FAO สนับสนุนการใช้ระบบ Blockchain ในการบริหารจัดการข้อมูลเรื่องคุณภาพ เนื่องจากจะช่วยประหยัดเวลา ลดต้นทุนในการตรวจสอบเอกสาร และมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งในอนาคต ประเทศต่าง ๆ ก็จะใช้ระบบ Blockchain มาเป็นเครื่องมือในการสอบทานย้อนกลับมากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนหลังสำหรับสินค้าเกษตรและอาหาร
 

ขั้นที่ 3 การจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle: SPV) เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการบริหารระบบ Blockchain มาใช้ในการตรวจสอบมาตรฐานในหลายประเทศมีการใช้บริษัทเอกชนเป็นผู้รับช่วงการดำเนินการจากภาครัฐ โดยหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่กำกับดูแล ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ของภาครัฐใช้เวลาและทรัพยากรที่จำกัดในกิจกรรมที่สำคัญ เช่น การเจรจากับต่างประเทศ การวางนโยบายและยุทธศาสตร์ เป็นต้น
 

รัฐบาลสามารถทำโครงการนี้เป็นธุรกิจ start-up และให้ผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ประโยชน์จากระบบ Blockchain ร่วมลงทุน โดยในขั้นแรก คือ การพิสูจน์ว่าความคิดเรื่องการบริหารจัดการข้อมูลสาหรับการส่งออกทุเรียนด้วยระบบ Blockchain เป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้ คุ้มค่าในการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่จะต้องลงไป (Proof of Concept: POC) เพื่อนำเสนอต่อผู้ที่สนใจ
 

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจาการนำระบบ Blockchain มาใช้ จะทำให้มีระบบข้อมูลการตรวจสอบมาตรฐานที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากหน่วยงานต่าง ๆ จะช่วยให้ลดเวลาในการทำขั้นตอนเอกสาร จากปัจจุบัน ดังนี้
 

1. การขอรับรอง GAP ของสวนทุเรียน ระยะเวลาลดลง จาก 5-6 เดือน เหลือ 3-4 เดือนจากจำนวนสวนทุเรียนที่ต้องยื่นใบสมัครใหม่และต่ออายุ จานวณ 10,000 รายต่อปี จะประหยัดค่าใช้จ่ายสวนละประมาณ 1,000 บาท คิดเป็นมูลค่าแค่ 10 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น
 

2. การขอรับรอง GMP ของโรงคัดแยก ระยะเวลาลดลง จาก 4-5 เดือน เหลือ 3-4 เดือน จากจำนวนโรงคัดแยกทุเรียนทั้งที่สมัครใหม่และต่ออายุปีละประมาณ 1,000 ราย คิดเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายรายละ 5,000 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5 ล้านบาทต่อปี
 

3. การขอใบรับรองอนามัยพืช Phyto-Sanitary Certificate ระยะเวลาลดลง จาก 2-3 วัน เหลือ 1-2 วัน จากจำนวน shipment ประมาณปีละ 30,000 shipment จะประหยัดค่าใช้จ่ายประมาณครั้งละ 500 บาท คิดเป็นมูลค่า 15 ล้านบาทต่อปี
 

4. การผ่านพิธีการศุลกากรขาออก ระยะเวลาลดลง จาก 1 วันเหลือ ครึ่งวัน จากจำนวน shipment ประมาณ 30,000 ครั้ง จะประหยัดค่าใช้จ่ายประมาณครั้งละ 500 บาท คิดเป็นมูลค่า 15 ล้านบาทต่อปี
 

5. การผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้า (ในประเทศจีน) ระยะเวลาลดลง จาก 2-3 วัน เหลือ 1-2 วัน จากจำนวน shipment ประมาณ 30,000 ครั้ง จะประหยัดค่าใช้จ่ายประมาณครั้งละ 1,000 บาท คิดเป็นมูลค่า 30 ล้านบาทต่อปี
 

รวมแล้วคิดเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายปีละประมาณ 75 ล้านบาทต่อปี โดยหากมีผู้มาใช้บริการเพียงร้อยละ 50 จะคิดเป็นมูลค่า 37.5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 0.03 ของมูลค่าการส่งออกทุเรียนต่อปีของประเทศไทย
 

ข้อเสนอดีๆ แบบนี้ ผู้กำหนดนโยบายควรพิจารณาอย่างยิ่ง หากต้องการให้ผลไม้ไทยมีการเติบโตอย่างยั่งยืน และทำให้คุณภาพการผลิต รายได้เกษตรกรไทยดีขึ้น!
 

Assure Technology ลุยธุรกิจ Blockchain

13 พ.ค. 2565 เวลา 10:15 น.