svasdssvasds
ฐานเศรษฐกิจดิจิทัล
|
19 พ.ค. 2565 เวลา 22:30 น. 744

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ By...เจ๊เมาธ์

*** ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรงหลังจากที่ นายเจอโรม พาวเวล กล่าวว่า หากจำเป็นแม้ว่าจะต้องทำให้ตลาดการเงินเจ็บปวดบ้าง...แต่เฟดอาจจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดการณ์ เพื่อสกัดการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ เป็นเรื่องที่ไม่เหนือไปกว่าที่นักการเงินทั่วโลก หรือ แม้แต่เจ๊เมาธ์เองคาดการณ์เอาไว้ แต่สิ่งที่น่าคิดมากที่สุดคือ ทำอย่างไรนักลงทุนอย่างเราๆ จึงจะสามารถหาประโยชน์จากสถานการณ์นี้ได้มากที่สุด 
 

*** สำหรับเจ๊เมาธ์ในทิศทางของดอกเบี้ยขาขึ้นแบบนี้ การลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารใหญ่อย่าง KBANK BBL SCB และ KTB ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะถึงแม้ในระยะสั้นทาง ธปท. ยังต้องให้เงินบาทอ่อนค่าด้วยการไม่ขึ้นดอกเบี้ย เพราะหวังดึงเอานักท่องเที่ยวชาวต่างให้ชาติกลับเข้ามาในประเทศ แต่เจ๊เม้าธ์ก็ยังเห็นว่าถึงอย่างไรในระยะกลางถึงยาว ธปท. ก็ยังต้องขึ้นดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากจะกระทบกับการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในกลุ่มพลังงาน ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อในประเทศยากต่อการควบคุม ขณะที่หุ้นธนาคารใหญ่เหล่านี้ก็จะได้ประโยชน์จากการขึ้นดอกเบี้ยตามไปด้วยอยู่แล้ว


 

*** อีกกลุ่มคือหุ้นกลุ่มปิโตรเลียมและโรงกลั่นอย่าง PTTEP PTTGC IVL TOP SPRC BCP หรือ ESSO ซึ่งจะได้อานิสงส์จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเวลาอันใกล้ เพราะแม้ว่าผลการดำเนินงาน 1/65 ของหลายบริษัทอาจจะดูไม่ค่อยดีนัก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วแต่ในอนาคตนักวิเคราะห์จากหลายสำนักก็ยังมองว่าหุ้นกลุ่มนี้ยังน่าสนใจมาก
 

*** ในขณะที่หุ้นกลุ่มปัจจัย 4 อย่างเช่น M CPALL HMPRO CRC BH BDMS ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหุ้นในกลุ่มนี้ ก็ยังมีความจำเป็น รวมไปถึงหุ้นกลุ่มนี้ยังถือได้ว่าเป็นเซฟโซนเพราะความผันผวนของตลาดที่เกิดขึ้นกับหุ้นกลุ่มนี้มีน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอีกด้วย
 

*** ส่วนทางหุ้นสตอรี่ดีอย่าง JMART JMT COM7 FORTH FSMART ก็เป็นหุ้นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้แม้จะไม่ใช่หุ้นปั่น แต่การที่ได้ก้าวข้ามเส้นของความสนใจเรื่องผลการดำเนินงาน มาเป็นเรื่องของความเชื่อที่ว่าจะดีมากกว่าที่เป็นอยู่ ก็ทำให้กลายเป็นหุ้นที่ถูกเล่นเก็งกำไรจนแทบจะเคลื่อนที่ได้โดยไม่อิงอยู่กับสภาวะของตลาดหุ้นเลย

 

*** ในที่สุด บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ SMK ก็ต้องถูกระงับการซื้อขาย (C, SP) ภายหลังจากที่ได้ร้องขอต่อศาลเพื่อการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ หลังจากที่โดนพิษของประกันโควิดแบบ เจอ จ่าย จบ ซึ่งทำให้บริษัทขาดสภาพคล่อง จนไม่มีเงินหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และถ้ายังจำได้ก็จะรู้ว่า SMK เป็นบริษัทในกลุ่มประกันภัยบริษัทแรกที่ทำตัวงอแง...มีปัญหาในเรื่องของการจ่ายเงินเคลมประกันโควิดด้วยการประกาศบอกเลิกสัญญากรมธรรม์แต่เพียงฝ่ายเดียว จนทำให้ทาง คปภ. ต้องออกมาแตะเบรกเอาไว้ ซึ่งการบอกเลิกกรมธรรม์ที่ว่ามันก็ไม่ต่างจากการ “ฆ่าตัวตายทางธุรกิจ” เพราะได้สร้างความเสียหายในเรื่องของเครดิตของบริษัท และความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มผู้บริหารของ SMK อย่างที่ไม่มีใครช่วยได้ 
 

อย่างไรก็ตาม การที่ SMK ยืนยันว่าจะไม่ยอมคืนใบอนุญาต “ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย” รวมไปถึงการที่ได้ขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ นั่นก็หมายความว่า บมจ.สินมั่นคงประกันภัย ยังต้องการทำธุรกิจประกันภัยต่อไป ซึ่งถ้าหากในอนาคต SMK สามารถที่จะกลับมาดำเนินธุรกิจได้ แต่ยังไม่พร้อมที่จะปรับมุมมองในการทำธุรกิจแบบไม่รับผิดชอบ (บอกเลิกกรมธรรม์ฝ่ายเดียว) แบบที่เคยทำ เจ๊เมาธ์ก็เชื่อว่าอนาคตของ SMK ก็คงจะไม่ต่างไปจากที่เป็นอยู่ในตอนนี้อย่างแน่นอน รวมถึงถ้าหาก SMK ไม่ยอมเปลี่ยนชื่อบริษัท...หรือไม่เปลี่ยนตัวผู้บริหาร อนาคตของ SMK ก็คงจะมืดมน และยากที่จะยังมีที่ยืนอยู่ต่อไปในโลกของธุรกิจที่ใครต่างก็รู้ว่าคุณเป็นใคร และคุณเคยทำอะไรไว้มาแล้วอย่างแน่นอน 

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศราฐกิจ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3,785 วันที่ 22 - 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565