บาทอ่อน..ลงทุนตัวไหนดี

03 พฤษภาคม 2565

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ By...เจ๊เมาธ์

*** แนวโน้มการยืดเยื้อของสงครามรัสเซีย-ยูเครน และทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นเพื่อเอาชนะภาวะเงินเฟ้อของเฟดกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบหลายปีส่งผลให้หุ้นกลุ่มสินค้าส่งออกได้รับอานิสงส์ในทางตรง เนื่องจากทุก 1 บาทที่อ่อนค่าลงจะส่งผลให้หุ้นส่งออกเหล่านี้มีกำไรเพิ่มขึ้นราว 2-8% ซึ่งนักวิเคราะห์มองตรงกันว่า หุ้นกลุ่มนี้ประกอบไปด้วยหุ้นกลุ่มอาหารอย่าง SUN TU CPF ASIAN GFPT CFRESH ASIAN หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตัวเด่นอย่าง DELTA KCE HANA SMT และกลุ่มสินค้าการเกษตรเช่น STA NER GFPT ขณะที่หุ้นกลุ่มเสียประโยชน์ประกอบด้วยหุ้นกลุ่มสายการบิน หุ้นกลุ่มน้ำมันและไฟฟ้า รวมถึงหุ้นที่นำเข้าสินค้าและวัตถุดิบมาจากต่างประเทศเข้ามานั้นเอง
 

*** แม้ว่าปัญหาภัยแล้งในอเมริกาใต้ สงครามยูเครน-รัสเซีย รวมถึงการที่ประเทศอินโดนีเซียห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มจะทำให้น้ำมันพืชสำหรับการประกอบอาหารในตลาดปรับตัวสูงขึ้นมากจนดูเหมือนว่า TVO ในฐานะผู้ค้าน้ำมันพืชประกอบอาหารรายใหญ่จะได้ประโยชน์ไปเต็มที่ แต่ปัญหาการอ่อนค่าของเงินบาทก็จะเป็นตัวฉุดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบของ TVO  จนกระทบไปถึงอัตราส่วนในการทำกำไรได้เนื่องจากบริษัทมีการนำเข้าถั่วเหลืองมาจากต่างประเทศมากถึง 80% ซึ่งทุก 1 บาทที่อ่อนค่าลงจะทำให้กำไรของ TVO หายไปประมาณ 3% ขณะที่นักวิเคราะห์จากหลายสำนักก็มองตรงกันว่าราคาหุ้นของ TVO อาจจะไม่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันพืชปรุงอาหารที่ปรับขึ้นมาเท่าที่ควร

*** ถ้าหากไม่นับ JTS ก็ดูเหมือน UPA จะเป็นบริษัทที่มีเครื่องขุดมากที่สุดในบรรดาบริษัทที่ประกาศตัวว่า ทำธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์หลังจากที่ติดตั้งครบ 1,400 เครื่องในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่ตั้งความหวังว่าจะติดตั้งได้ครบ 6,000 เครื่องได้ในเดือนมิถุนายนที่จะถึง อย่างไรก็ตามหากมองไปที่ราคาหุ้นของ UPA เจ๊เมาธ์กลับมองไม่เห็นพัฒนาการที่น่าสนใจแต่อย่างใด อาจเป็นเพราะการที่เหมืองขุดบิทคอยน์ของ UPA ตั้งอยู่ไกลถึง สปป.ลาว ทำให้นักลงทุนยากจะสามารถรับรู้ได้ถึงความเป็นเจ้าของและมีอยู่จริงของเหมืองที่ว่า ขณะเดียวกันถึงแม้ว่า UPA จะเป็นเจ้าของเหมืองขุดบิทคอยน์ตามจำนวนเครื่องขุดที่กล่าวอ้างจริง แต่เนื่องจากเสถียรภาพของระบบการจ่ายไฟฟ้าใน สปป.ลาว ก็ทำให้มีคำถามตามมาในเรื่องของประสิทธิภาพและผลลัพธ์ในการลงทุนว่าคุ้มค่าจริงหรือไม่ เอาเป็นว่าถ้าไม่เคลียร์ให้เข้าใจก็ไม่มีใครรู้เรื่องด้วยเจ้าค่ะ

*** หลังจากที่ลากราคาขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี สุดท้ายแล้วหุ้นโรงพยาบาลรายกลางและเล็กอย่าง BCH CHG PR9 THG และอีกหลายแห่งที่เคยมีรายได้พิเศษจากการตรวจและรักษาโควิด-19 ต่างก็ทยอยปรับราคาลงมา แน่นอนว่าอย่างหนึ่งก็เป็นเพราะรายได้ที่มาจากโควิดไม่ว่าจะเป็นส่วนของการอุดหนุนจากภาครัฐหรือการจ่ายโดยตรงจากตัวผู้ป่วยเองที่เริ่มหายไปตามความเคยชินและยอมรับกันแล้วว่าโควิดคือ โรคประจำถิ่นที่สามารถรักษาได้ไม่ยาก แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าราคาหุ้นที่ถูกดันราคาขึ้นมาสูงเริ่มถูกขายออกมาเพื่อทำกำไร ซึ่งหากจะถามเจ๊เมาธ์ว่า ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจะสามารถกลับไปร้องแรงได้เหมือเดิมหรือไม่ เจ๊ก็บอกได้เลยว่าหากจะหวังว่าผลประกอบการจะกลับมาดันราคาหุ้นแบบที่เคยเป็นก็คงจะยาก...แต่ถ้าหากจะหวังเรื่องราคาที่มาจากการเล่นเก็งกำไรก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ที่แน่ๆคือราคาน่าหุ้นของกลุ่มโรงพยาบาลน่าจะไปได้ไม่ไกลจากที่เป็นอยู่ตอนนี้เจ้าค่ะ


*** ดูเหมือนว่าระดับราคา 20 บาท จะเป็นแนวรับที่สามารถพยุงไม่ให้ราคาหุ้นของ KEX หลุดต่ำลงไปมากกว่านี้ แต่หากจะถามว่าราคานี้เป็นราคาที่เหมาะกับพื้นฐานของหรือยัง...เจ๊เมาธ์ก็พูดได้เลยว่าถึงนาทีนี้ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่าพื้นฐานของ KEX ยังไม่เปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่าที่เคยเป็นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้รวมถึงต้นทุนที่มาจากการขยายสาขาซึ่งเป็นปัญหาที่ลากยาวมาจนถึงปัจจุบันซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่ KEX ยังจัดการไม่ได้ ดังนั้นถ้าจะลงทุนกับ KEX ก็อาจจะต้องดูจังหวะกันสักนิดนะคะ อาจจะต้องรอไปจนกว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงในเรื่อของปัจจัยพื้นฐานที่ขัดเจรโน้นเลยค่ะ
 

*** เจ๊เมาธ์ขอแสดงความยินดีกับ “สาวหลุยส์  เตชะอุบล” ทายาทหมื่นล้าน เจ้าของโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา  เตรียมสละโสดกับหนุ่ม “แมกซ์-พสุ วชิรพงศ์” นักธุรกิจเจ้าของโรงงานเส้นก๊วยเตี๋ยว หลานชาย “เสี่ยยักษ์” นักลงทุนรายใหญ่ เข้าพิธีวิวาห์ 6 พ.ค.นี้  และวันเดียวกันนี้ สบู่ “มาดามหลุยส์”  จากสารสกัดธรรมชาติ ได้ฤกษ์วางจำหน่ายเช่นกัน...ช่างเลือกวันดีจริงๆ ค่ะ “มาดามหลุยส์” 


หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3,780 วันที่ 5 - 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2565