สัญญาณบ่งบอกความแก่

18 กุมภาพันธ์ 2565

คอลัมน์ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดยกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

มีเพื่อนแฟนคลับท่านหนึ่งถามมาว่า เราจะรู้ได้ไงว่าเราแก่แล้ว คำถามนี้น่าจะมีคำตอบในตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่ถ้าจะตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องบอกว่า อ้าว...ก็อายุมากขึ้น เราก็ต้องรู้ว่าเราแก่แล้วนะสิ!!! ก็ใช่นะครับ ไม่เห็นจะต้องถามเลย 


แต่บางคนอายุยังไม่มาก แต่ก็รีบอยากแก่เสียแล้ว ก็มีให้เห็นบ่อยๆ นะครับ หรือบางคนอายุอานามก็ปาเข้าไปไกลมากแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองแก่ ยังทำอะไรที่แผลงๆ เช่น ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ตัดกิ่งไม้ ปีนบันไดไปเปลี่ยนหลอดไฟ พอตกต้นไม้หรือตกบันไดมา ภรรยาก็บอกว่า โส..น้า..หน้า อย่างนี้ก็มีให้เห็นบ่อยๆ นะครับ 

อันที่จริงสัญญาณที่บอกว่าเราแก่แล้ว ก็มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ซึ่งก็สามารถรู้ได้ด้วยตัวเองนั่นแหละครับ แต่วันนี้ก็ถือว่านำมาเล่าบอกลูกหลานไว้ เพื่อจะได้นำไปสังเกตดูพ่อแม่ เผื่อว่าจะได้เฝ้าระวังดูแลท่าน เพื่อให้ท่านจะได้มีอายุอยู่นานๆ ก็ดีนะครับ 


คนเราเมื่อถึงเวลาจะแก่ตัว จะได้รับสารฉบับแรกจากเทวดา ท่านส่งลงมาบอกเราว่า เราเริ่มแก่ตัวลงไปแล้ว ก็คือมักจะมีอาการปวดเมื่อยบ่อยๆ ซึ่งก็เป็นสัญญานบ่งชี้ว่าอายุเริ่มเข้าสู่วัยชราแล้วนะครับ

นี่ไม่ได้หมายรวมถึงคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จนกระทั่งร่างกายเกิดความเคยชินหรืออยู่ตัวแล้วนะครับ แค่สำหรับคนที่ธรรมดาไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำเท่านั้น คนที่เป็นลูกหลานควรจะสังเกตเห็นว่า มีเสียงบ่นจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่า ปวดนั่นเมื่อยนี่บ่อยๆ นั่นแสดงว่าเริ่มแล้วละครับ 
 

สารฉบับที่ 2 จากเทวดา ก็คือผมเริ่มเปลี่ยนสี จากเดิมที่ปกติเคยดกดำ ก็เริ่มมีสีขาวเริ่มมีแซมขึ้นมาเยอะขึ้น ก็แสดงว่าสารฉบับที่ 2 จากฟากฟ้าเริ่มส่งลงมาเตือนอีกแล้วละครับ คนบางคนอาจจะมีกรรมพันธุ์มาจากบรรพบุรุษ อายุยังไม่มากก็มีผมขาวแล้ว 


อันนี้ไม่นับรวมนะครับ เพราะเป็นเรื่องปกติ เราดูแค่บุคคลธรรมดาก็พอจะได้ครับ ส่วนสารฉบับที่ 3 ก็คงหนีไม่พ้นผิวหนังที่เริ่มเหี่ยวย่นมากขึ้น อันนี้ก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่า เริ่มจะแก่ตัวลงแล้วละครับ คงไม่ยากที่จะสังเกตเห็นได้ง่ายๆ ครับ
 

สารฉบับที่ 4 ก็ต้องมีการเข้าโรงพยาบาลเพื่อหาหมอบ่อยขึ้น หรือมักจะมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยๆ ร่างกายที่ใช้มันมาหลายสิบปี เริ่มมีอาการทรุดโทรมลงไป เจ็บโน่นนิดเจ็บนี่หน่อย ไม่ได้สำออยนะครับ เจ็บป่วยจริง ลูกหลานอย่าคิดว่า 


แหม....เห็นทำโน่นทำนี่ ไปโน่นไปนี่ได้ หรือพอออกท่องเที่ยวละก็ กระฉับกระเฉงเชียว พอนิ่งๆ อยู่บ้านหน่อย ทำสำออยเป็นไม่สบายอีกแหละ ปล่าวนะครับ พ่อเจ็บจริงป่วยจริง อาการเช่นนี้เรียกว่า เริ่มแก่แล้วละครับ ลูกหลานต้องคอยสังเกตได้เลยนะครับ นั่นเป็นอาการที่ต้องรับสารจากสวรรค์แล้วละครับ
 

สารฉบับที่ 5 ก็คือฟันเฟืองเริ่มมีอาการสั่นคลอนโยกเยก ต้องหาหมอฟันบ่อยๆ มีการถอนฟันออกจากปากบ่อยขึ้น จนฟันจะหมดปากอยู่แล้ว หน้าก็เริ่มตอบแล้ว นั่นคืออาการของคนแก่แล้วละครับ ไม่ใช่เพราะหมอฟันสวย เลยอยากไปอ้าปากให้หมอฟันดูหรอกครับ ฟันมันหมดอายุจริงๆ 


แต่เมื่อวานนี้ ผมนั่งดูรายการของทีวีญี่ปุ่นรายการหนึ่ง เขาบอกว่า การถอนฟันออกจากปากมากเกินไป จะส่งผลต่อการทำงานประสาทสมอง ซึ่งจะทำให้สมองเสื่อมได้ เพราะการทานอาหารแล้วใช้ฟันเคี้ยวอาหารเยอะๆ จะเป็นการบริหารเหงือกและกราม 


ซึ่งจะเป็นการส่งผลไปถึงสมองด้วย จะทำให้สมองได้รับการกระตุ้นบ่อยๆ จึงมีผลให้มนุษย์ที่มีฟันทั้งหลาย ไม่เป็นคนสมองเสื่อมได้ คือความหมายของเขาก็คือ คนที่มีฟันเต็มปากมักจะมีสติสัมปชัญญะดีกว่าคนที่ปากไม่มีฟัน หรือฟันหลอนั่นเอง เอ่อ...ก็แปลกดีนะ 


วิธีการแก้ไขของคนญึ่ปุ่นเขา เขาบอกว่า อย่าถอนฟันทิ้งไปง่ายๆ บางครั้งปวดฟัน หรือแมลงกินฟัน ก็ต้องพยายามอดทน อย่าไปรำคาญแล้วถอนฟันทิ้งจากปากโดยไม่ยอมรักษา ห้ามบอกว่าเหงือกจ๋าฟันลาก่อนโดยไม่จำเป็นนะครับ 
 

สารฉบับสุดท้าย อันนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ครับ สารฉบับนี้ส่วนใหญ่เทวดาท่านจะฝากมากับคนที่ใส่ชุดกราวสีขาว และมีหูฟังไว้เป็นอาวุธแขวนคออยู่เป็นประจำ ชอบอาศัยอยู่ในโรงพยาบาล ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องคนนั้นแหละครับ 


พอท่านเห็นว่า อาการของคนแก่ที่นอนอยู่ตรงหน้า ที่มีอาการย่ำแย่หรือนอนแหมะอยู่บนเตียง แล้วร้องโอดโอย ท่านก็มักจะบอกว่า กลับบ้านไปรักษาตัวที่บ้านได้แล้วนะครับ นั่นแสดงว่าท่านแก่มากๆๆๆๆแล้ว ไม่มีทางรักษาให้กลับมาเป็นหนุ่มเป็นสาวได้เหมือนเดิมแล้วละครับ 


ซึ่งสารฉบับนี้ไม่มีใครอยากรับจากมือหมอแน่นอน จะมีก็คนที่เบื่อโลกแล้วเท่านั้นแหละครับ ที่อยากจะได้รับครับ ผมจึงต้องบอกตัวเองเสมอว่า ผมยังไม่แก่นะครับ ยังไม่อยากรับสารฉบับนี้......แฮ่ๆๆๆ