svasdssvasds
logo-pwa

เพิ่ม thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
thansettakij

DTAC ยังต้องเหนื่อย

26 ตุลาคม 2564

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ By…เจ๊เมาธ์

*** เห็นดัชนีหุ้นไทยชะลอตัวเนื่องจากการจะปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤศจิกายน เจ๊เมาธ์ก็อยากจะบอกว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากเงินต่างชาติ (Fund flows) ที่กังวลกันว่าจะเกิดความผันผวนนั้น เงินที่ว่านี้จะไหลเข้ามาจะไปอยู่ที่ตลาดตราสารหนี้มากกว่าตลาดหุ้น 


ในขณะที่ความกังวลว่าการลดคิวอีจะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกไปจากประเทศ ...เรื่องนี้เจ๊เมาธ์ก็ขอบอกว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปสนใจให้มาก เนื่องจากเงินที่กลัวว่าจะไหลออก มันได้ไหลออกไปนานแล้ว...ไหลออกไปจนแทบจะไม่เหลืออะไรให้เก็บเอามาคิดให้ปวดหัว ซึ่งหากการลดปริมาณคิวอีก็กระทบกับประเทศไทยได้ ก็อาจจะมีผลกระทบผ่านทางระบบเศรษฐกิจของประเทศจีน เนื่องจากจีนกับไทยมีความใกล้ชิดกันทางเศรษฐกิจเนื่องจากอยู่ในฟภูมิภาคเดียว แต่อย่างไรก็ตามด้วยกลไกการบริหารจัดการของจีนก็ทำให้ผลกระทบที่คาดว่านี้ไม่น่าจะรุนแรงแต่อย่างใด
 

ดังนั้นสิ่งที่น่าสนใจในช่วงนี้ จึงควรเป็นเรื่องกลยุทธ์การเก็งกำไรจากหุ้นเปิดเมืองหลายตัวที่กำลังโดดเด่น รวมไปถึงการเก็งกำไรจากหุ้นที่จะมีผลการดำเนินงานดีในการแจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 3/64 ที่กำลังจะมาถึง ก็ประมาณว่า เรื่องใกล้ตัวมาก่อน..ส่วนเรื่องไกลตัว เอาไว้ค่อยๆ คิดเพื่อหาทางออก ก็ยังไม่สายเกินไปค่ะ
 

*** ประเด็นที่ ธปท. ได้ต่อเวลามาตรการผ่อนผัน LTV ไปจนถึงปลายปี 65 ซึ่งมาตรการที่ว่าได้กำหนดเพดานสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันสำหรับที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และในกรณีมูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไปให้สามารถกู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน เรื่องนี้ทำให้ราคาหุ้นบริษัทในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในส่วนของ SPALI AP ORI และ SAMCO ราคาแรงขึ้นมาจนทำราคาสูงที่สุดในรอบปี 
 

อย่างไรก็ตามส่วนตัวเจ๊เมาธ์ เจ๊กลับมองว่าการขยับตัวรอบนี้เป็นการไล่ราคาเพื่อการเล่นรอบเป็นหลัก เพราะถึงแม้มีสตอรี่ที่โดดเด่นจากมาตรการผ่อนผัน LTV แต่หุ้นหลายตัวในกลุ่มที่ว่าก็มีผลการดำเนินงานที่ยังไม่โดดเด่นอย่างที่ควรจะเป็น ในขณะที่การผ่อนผัน LTV ที่ส่งผลในเชิงบวกก็น่าจะเห็นผลในช่วงกลางปี 65 ไปแล้ว อย่าลืมว่า นอกจากกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมา ตอนนี้บ้านและคอนโดทั้งหลายที่มีมาก่อนช่วงโควิดก็ยังล้นระบบรอการระบาย  

เอาเป็นว่าผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3/64 จะเป็นตัวคัดกรองว่าจะมีใครจะได้ไปต่อ..หรือใครจะอยู่กับที่ ถ้ามีกำไรก็น่าจะเก็บเป็นเงินเอาไว้บ้างนะคะ ส่วนใครอยากจะเข้าก็รอดูอีกหน่อย..ยังไม่สายเกินไปค่ะ
 

*** ช่วงนี้ราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกอย่าง KCE HANA รวมไปถึง DELTA แรงขึ้นมาตามกระแสรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับขึ้นสูงที่สุดในรอบหลายปี เป็นตัวเร่งให้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับการตอบรับเร็วขึ้น ขณะเดียวกันการที่ Hertz บริษัทรถยนต์ให้เช่าระดับโลกได้สั่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ทีเดียว 100,000 คัน โดยมีกำหนดส่งมอบภายในปี 65 ซึ่งคาดว่าจะทำรายได้ให้ Tesla กว่า 4,200 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยซึ่งอาจจะมีส่วนอยู่ใน Supply Chain อย่าง KCE HANA และ DELTA ขยับตัวตามไปในทิศทางที่เป็นบวกตามไปด้วย 
 

อย่างไรก็ตาม สามารถในการสร้างรายได้ของทั้ง 3 บริษัทก็ยังเป็นที่สงสัยว่าจะสามารถตอบสนองกับความต้องการการสั่งซื้อสินค้าได้หรือไม่ อย่าลืมว่าตอนนี้ทั้ง KCE HANA DELTA ต่างก็เร่งกำลังการผลิตไปจนไม่สามารถจะเพิ่มอะไรได้อีกแล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีแต่ข่าวดี แต่เรื่องพื้นฐานก็จำเป็นที่จะต้องเอามาพิจารณาด้วยนะคะ เพราะข่าวดีที่ทำเงินให้ไม่ได้...ราคาหุ้นก็อาจจะกลับไปสู่ความเป็นจริงในตอนสุดท้ายก็ได้นะคะ เรื่องแบบนี้มันไม่แน่หรอกค่ะ


*** เห็นราคาหุ้นของ DTAC ที่ปรับร่วงลงไปทุกวัน ก็รู้สึกว่าไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเรื่องของแนวโน้มการทำกำไรปรับลงมาเหลือเพียง 832 ล้านบาท ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์จากหลายสำนักได้คาดการณ์เอาไว้ เพราะถึงแม้จะบอกว่าเป็นเพราะการ Lockdown กว่า 1 เดือน ที่ทำให้ไม่สามารถเปิด Shop รวมถึงทำให้กำลังการบริโภคยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงเรื่องของการแข่งขันที่มีความรุนแรงในกลุ่มทำให้รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายลดลงไปมันฟังแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ เพราะคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันต่างก็น่าจะโดนเหมือนกันหมด และโดยส่วนตัวแล้วเจ๊เมาธ์มองว่าความสามารถในการเพิ่มจำนวนลูกค้าของ DTAC ดูเหมือนว่าจะเป็นรองคู่แข่งอย่าง ADVANC และ TRUE อยู่ค่อนข้างมาก โดยในไตรมาสที่ 3/64 มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 25,000 ราย จากที่จำนวน 163,000 ราย ในไตรมาสที่ 2/64 และแม้ว่าอาจจะดีขึ้นในไตรมาส 4/64 แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะสามารถแบ่งเค้กจากคู่แข่งออกมาได้แค่ไหน
 

ก็ได้แต่ให้กำลังใจว่าไตรมาส 4/64 จะทำได้ดีกว่านี้นะคะ บางทีการสร้างผลงานให้เห็น..มันก็น่าจะดีกว่าการแก้ตัวเจ้าค่ะ 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 41 ฉบับที่ 3,726 วันที่ 28 - 30 ตุลาคม พ.ศ. 2564