“TIDLOR-หุ้นเล็ก” เขย่าตลาด

17 ก.ย. 2564 เวลา 1:00 น. 2.1k

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ By…เจ๊เมาธ์

*** ย้อนกลับไปมองตั้งแต่ต้นปี จะพบว่านักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิไปเกือบ 8 หมื่นล้านบาท ดังนั้นการที่ทุนต่างชาติเข้าไทยในช่วงนี้ เป็นเพียงการลดความเสี่ยงจากแนวโน้มผลตอบแทนการลงทุนลดลง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจะปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing : QE) ในการประชุม FOMC ในช่วงปลายเดือนนี้ ดังนั้น Fund flow ที่ไหลเข้าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จึงไม่สามารถที่จะใช้เป็นตัวชี้ชัดว่าจะมีการกลับเข้ามาลงทุนอย่างจริงจังแต่อย่างใด
 

อย่างไรก็ตาม..สิ่งที่นักลงทุนไทยควรพิจารณากลับเป็นเรื่องปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งการอ่อนตัวของค่าเงินบาทและสถานการณ์เรื่องโควิดภายในประเทศที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น  ประมาณว่า “มองใกล้ให้รอบ..แล้วค่อยมองไกล”
 

ดังนั้นหุ้นเปิดเมืองอย่างกลุ่มการบิน AOT, AAV, BA กลุ่มโรงแรม CENTEL, ERW, MINT, กลุ่มห้างสรรพสินค้า-ค้าปลีก CPN, CRC, CPALL, กลุ่มโรงพยาบาล BH BCH CHG และหุ้นส่งออก เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ KCE และ HANA กลุ่มอาหาร  SUN TU CPF ASIAN GFPT กลุ่มเกษตร NER STA เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ โดยทุกการอ่อนค่า 1 บาทจะส่งผลต่อกำไรเพิ่มขึ้นนั่นเองค่ะ
 

*** ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า DELTA ออกอาการจ๋อยสนิท หลังจากที่เจอตลาดหลักทรัพย์ฯ ขู่เตรียมรื้อเกณฑ์ Free float ออกมาคุมเข้ม!!! ในขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์ ทุกสำนัก ก็ไม่ได้เล็งผลเลิศอะไรกับ DELTA ด้วยเช่นกัน ราคาเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ขาเชียร์  ให้ไว้สูงที่สุด เพียง 460 บาท จากราคาปัจจุบัน 550 บาท ขณะเดียวกันก็ยังแนะนำ “ขาย” โดยอ้างอิง Valuation ทั้งที่ให้ระดับค่า P/E ปี 2565 ที่สูงโอเวอร์ถึง 62 เท่า 

สะท้อนว่า นักวิเคราะห์มองว่ายังมีแนวโน้ม downside risk โดยให้เหตุผลว่าราคาหุ้นได้รับรู้เต็มมูลค่าแล้ว ดังนั้นถ้ามีนักลงทุนที่ชอบความเสี่ยง อยากจะลุยก็ทำได้นะคะ แต่เจ๊เมาธ์ขอเตือนว่า เสี่ยงมาก..ก็ได้มาก แต่ถ้าหากเจ็บ...ก็จะเจ็บถึงขั้นจำไปจนตายเลยเจ้าค่ะ
 

*** ราคาหุ้นตระกูล ป. ทั้ง PTT PTTEP PTTGC TOP กลับเป็นขาขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกลับขึ้นมาเป็นขาขึ้นรอบใหม่หลังจากสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวลงต่อเนื่องกัน 6 สัปดาห์ ซึ่งก็เป็นจังหวะที่แหล่งผลิตน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโกก็ถูกพายุเฮอริเคนไอดาสร้างความเสียหาย ขณะที่การผลิตน้ำมันในรัฐเท็กซัสก็อาจจะได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนนิโคลัสด้วยเช่นกัน แต่ที่ว่ามาทั้งหมดก็ยังไม่เท่ากับการที่หลายประเทศเริ่มทนกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซามานานจนต้องเร่งให้เกิดเปิดประเทศที่รวดเร็วขึ้นไม่ได้ 
 

แต่หากจะพิจารณาหุ้นกลุ่มตระกูล ป. จะพบว่า PTTEP น่าจับตามองมากที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการขยับตัวของราคาน้ำมันดิบ เอาแค่ราคาเป้าหมาย 122 บาท ซึ่งเป็นเป้าราคาต่ำที่สุดก็ยังสูงกว่าราคาหุ้นหน้ากระดานปัจจุบัน และหากมองราคาหุ้นหน้ากระดานเทียบกับราคาเป้าหมายที่ควรจะเป็นก็จะเห็นว่า PTTEP ยังพอมีแก๊ปให้เล่นได้อีกเยอะ เอาเป็นว่าสำหรับเจ๊เมาธ์ เจ๊มองว่า PTTEP น่าสนใจและน่ามีเอาไว้ในพอร์ตมากค่ะ 
 

*** หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็น BDMS BH THG BCH CHG VIH หรือ PR9 ต่างก็พาเรทปรับราคาขึ้นมายกแผง โดยมีปัจจัยในเรื่องของแนวโน้มของการเปิดเมืองและค่าเงินบาทที่อ่อนตัว ซึ่งมีโอกาสที่จะดึงดูดให้ชาวต่างชาติสามารถที่จะเข้ามาใช้บริการได้มากขึ้น ขณะที่ผลการดำเนินงาน 2/64 ของหุ้นโรงพยาบาลเหล่านี้หลายตัวก็ได้สะท้อนว่ามีแนวโน้มที่กำลังอยู่ในช่วงการกลับตัวเป็นขาขึ้นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง 

อย่างไรก็ตาม การปรับราคาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องก็มีความเสี่ยงที่จะถูกขายเพื่อทำกำไรระยะสั้น รวมถึงการที่ราคาหุ้นอยู่ในระดับราคาที่สูงมากแล้วก็ทำให้ช่องห่างในการปรับราคาขึ้นไปได้อีก มีน้อยลงมากกว่าเดิม ดังนั้นถ้าใครชอบก็ต้องหาจังหวะเข้าตอนย่อราคาให้ได้นะคะ ได้ช้าหน่อย..แต่ก็ได้ชัวร์ เจ้าค่ะ
 

*** หากจะเอาหุ้นลีสซิ่งอย่าง TIDLOR ไปเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมกลุ่มอย่าง SAWAD และ MTC นาทีนี้อาจจะยังไม่สามารถเปรียบเทียบในเรื่องปัจจัยพื้นฐานได้ แต่ถ้าหากจะว่ากันเฉพาะในส่วนราคาหุ้นของ TIDLOR แค่เพียงตัวเดียว เจ๊เมาธ์มองว่าหุ้นตัวนี้เริ่มมีความน่าสนใจในขึ้นมาบ้างแล้วค่ะ โดยเฉพาะหากมองราคาหุ้นผ่านข้อมูลทางด้านเทคนิคก็จะเห็นได้ว่า TIDLOR น่าจะผ่านช่วงเวลาของการพักตัวที่ระดับราคาต่ำกว่า 40 บาทขึ้นไปได้ในเร็วๆนี้ โดยในส่วนของ EMA ก็ได้ปรับขึ้นทะลุ 15 และ 45 วันขึ้นไปแล้ว ในขณะที่ค่า MACD และ RSI ก็อยู่ในจังหวะที่กำลังยก ดังนั้นถ้าจะมองว่าในระยะสั้นโอกาสที่จะปรับราคาขึ้นไปทดสอบระดับราคา 42 บาทมีความเป็นไปได้สูงมาก เอาเป็นว่าถ้าใครชอบก็จับตาดูกันเอาไว้..ไม่แน่ว่าอาจจะได้เห็นอะไรดีๆ เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ก็เป็นได้นะคะ
 

ตลาดสัปดาห์นี้ ซบเซา ไม่มีปัจจัยใหม่เร้าใจ หุ้นขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ เริ่มตื้อเต็มมูลค่า จะมีก็หุ้นขนาดเล็ก หุ้นหลักสตางค์ และหุ้นไม่เต็มบาท ที่กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุน...หุ้นเล็กบางตัวขึ้นความคาดหวังการเทิร์นอะราวน์ การเปลี่ยนธุรกิจ และก็มีหลายๆ ตัว ผลดำเนินงานขาดทุน แต่สร้างราคาขึ้นมา ต้องระวังกันด้วยนะค่ะ ออกกันไม่ทัน เสียหายยับ  เจ๊เมาธ์เตือนแล้วนะคะ
 

*** น่าสนใจหุ้นน้องใหม่ BBIK บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ธุรกิจที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยีและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวขอ้ง เปิดซื้อขายหุ้นในตลาด mai วันแรกในหมวดเทคโนโลยีจำนวน 25 ล้านหุ้น คิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด มูลค่าการเสนอขายรวม 450 ล้านบาท เปิดตลาดวันแรกพรวด 36.75 บาท เพิ่มขึ้น 18.75 บาท คิดเป็น 104.17% จากราคา IPO  18 บาทต่อหุ้น ก่อนจะลงมาไต่ระดับ 34-35 บาท
 

2 ผู้ถือหุ้นใหญ่ “เสี่ยโบ๊ต-พชร อารยะการกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BBIK และ “ปกรณ์ เจียมสกุลทิพย์” หน้าบานสดใส ใครจะคาดคิดธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานปี 2561-2563 รายได้จากการขายและบริการ 132.76 ล้านบาท 184.94 ล้านบาท และ 200.53 ล้านบาท  เติบโตเฉลี่ยต่อปีละ 22.90% สามารถทำกำไรสุทธิติดต่อกันมา 19.22 ล้านบาท 31.71 ล้านบาท และ 44.29 ล้านบาท ส่วนในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีรายได้จากการขายและบริการ 126.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.47% และกำไรสุทธิ 30.06 ล้านบาท คิดเป็น 23.67% จะพุ่งขึ้นยังกะกระสวยอวกาศของอีลอน มัสก์ 
 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 41 ฉบับที่ 3,715 วันที่ 19 - 22 กันยายน พ.ศ. 2564

แท็กที่เกี่ยวข้อง