thansettakij
thansettakij
ปลดล็อก “เครดิตเทอม” เสริมสภาพคล่อง SME-ร้านค้าปลีก หรือดาบสองคม

'เครดิตเทอม' เสริมสภาพคล่องหรือดาบสองคม SME

05 พ.ย. 69 | 05:48 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ย. 69 | 05:49 น.

จับตาคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ปลดล็อก “เครดิตเทอม” กลไกช่วยเพิ่มสภาพคล่อง หรือดาบสองคม กดดันผู้ค้าปฎิเสธรายย่อยเข้าวางขายร้านค้าปลีก

KEY

POINTS

  • คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กำหนดให้ธุรกิจขนาดใหญ่ชำระเงินค่าสินค้าแก่ SME ภายใน 30-45 วัน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน
  • มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาที่ SME ต้องรอนานกว่าจะได้รับเงินค่าสินค้า (เฉลี่ย 60-120 วัน) ทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียน
  • ผู้ประกอบการค้าปลีกกังวลว่าอาจเป็น "ดาบสองคม" ที่ทำให้ห้างฯ เพิ่มความเข้มงวดในการรับสินค้าจาก SME เพื่อลดความเสี่ยงจากสินค้าที่ขายไม่ออก
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือ SME อาจถูกปฏิเสธสินค้ารายใหม่, ถูกลดปริมาณคำสั่งซื้อ หรือถูกเร่งคืนสินค้า ทำให้เข้าถึงตลาดได้ยากขึ้น

หลังคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ออกประกาศกำหนดระยะเวลาที่ผู้ขายอนุญาตให้ผู้ซื้อสามารถกชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการได้ในภายหลังหรือเครดิตเทอม (Credit Term) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการการค้า การผลิต และบริการทั่วไป กำหนดระยะเวลาชำระเงินให้แก่ SME ไม่เกิน 45 วัน

ปลดล็อก “เครดิตเทอม” เสริมสภาพคล่อง

สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่ไม่ซับซ้อน กำหนดระยะเวลาชำระเงิน ไม่เกิน 30 วัน โดย กลุ่มเป้าหมายที่ต้องปฏิบัติตาม ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ที่มีรายได้ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป หรือค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ที่รับซื้อสินค้าจาก SME นั้น

 

ปลดล็อก “เครดิตเทอม” เสริมสภาพคล่อง SME-ร้านค้าปลีก หรือดาบสองคม

 

การบังคับใช้ประกาศเครดิตเทอมถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาการกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของเกษตรกรและ SME มาอย่างยาวนาน เนื่องจากผู้ประกอบการรายเล็กต้องแบกรับต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน แต่กลับต้องรอรับเงินจากคู่ค้าเป็นเวลานาน แม้ยอดขายเพิ่มขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ

69% SME กู้ยืมเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผู้ประกอบการบางรายต้องซื้อสินค้าด้วยเงินสด แต่ขายให้คู่ค้าด้วยเครดิตเทอมระยะยาว ทำให้ต้องหาเงินทุนมาหมุนเวียนระหว่างรอชำระเงิน หากเงินทุนไม่เพียงพออาจต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ เพิ่มภาระดอกเบี้ยและความเปราะบางทางการเงิน

 

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มไทย

 

ข้อมูลสถานการณ์หนี้สะท้อนว่า SME ประมาณ 69% มีภาระหนี้ 40% มีหนี้นอกระบบสถาบันการเงิน และในกลุ่ม SME ที่มีภาระหนี้ พบว่า 69% กู้ยืมเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ขณะที่ 28% ระบุว่าประสบปัญหารายได้ลดลงอย่างฉับพลัน สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง

นายแสงชัยกล่าวว่า ผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า เครดิตเทอมในไทยอยู่ที่ประมาณ 60-120 วัน และบางกรณียาวนานกว่านั้น เทียบกับสิงคโปร์เฉลี่ย 34 วัน และไต้หวันเฉลี่ย 45 วัน

ยกโมเดลต่างประเทศช่วยรายเล็ก

ขณะที่ต่างประเทศมีมาตรการเร่งรัดการชำระเงินเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการรายเล็ก เช่น สหราชอาณาจักรมี Prompt Payment Code ซึ่งกำหนดแนวทางให้ผู้ซื้อชำระเงินภายใน 30 วันเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากกิจการที่มีการจ้างงานไม่เกิน 50 คนส่วนอินเดียกำหนดให้หน่วยงานรัฐชำระเงินแก่ SME ภายใน 45 วัน หากล่าช้าต้องจ่ายดอกเบี้ยทบต้นในอัตรา 3 เท่าของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง

ขณะที่สหรัฐฯ มีกฎหมาย US Federal Prompt Payment Act (PPA) กำหนดให้หน่วยงานรัฐชำระเงินแก่คู่สัญญาภายใน 14 วัน และชำระเงินงวดสุดท้ายภายใน 30 วันนับจากได้รับใบแจ้งหนี้ ครอบคลุมหน่วยงานที่ใช้งบประมาณรัฐบาลกลางและมีคู่สัญญาเป็น SME รวมถึงการส่งผ่านเงินจากคู่สัญญาหลักไปยังผู้รับจ้างช่วงและผู้ขายสินค้าในห่วงโซ่อุปทานลำดับถัดไปภายใน 7 วันหลังได้รับชำระเงิน

“แนวทาง “เครดิตเทอมพลัส” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้ 3 ด้าน ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ SME เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจหลักเกณฑ์อย่างทั่วถึง การกำหนดบทลงโทษให้ชัดเจน โดยเสนอปรับสูงสุด 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด เพื่อรองรับกรณีจงใจไม่ปฏิบัติตาม และการสนับสนุนอำนาจตรวจสอบของ กขค. ทั้งการเรียกเอกสาร ขอรายงานข้อเท็จจริง เข้าตรวจสอบสถานประกอบการ และสั่งแก้ไขปรับปรุง

นอกจากนี้ ควรทบทวนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั้งระยะเวลาตรวจรับงาน การชำระเงิน และการคืนเงินค้ำประกันผลงาน ควบคู่กับการพัฒนากลไกทางการเงิน เช่น ระบบชำระเงินดิจิทัล การลดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม เพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดใหญ่และบริษัทจดทะเบียนชำระเงินแก่ SME และเกษตรกรได้ตามกำหนด รวมถึงพิจารณารางวัลหรือการประเมินด้านความยั่งยืนแก่ธุรกิจที่มีแนวปฏิบัติการชำระเงินที่ดี”

ตั้งงี่สุนหวั่นห้างเข้มงวดรับสินค้า SME

ด้านนายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้มาตรการเครดิตเทอมมีเป้าหมายช่วย SME ที่ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน แต่การกำหนดกรอบเวลาอาจไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะสินค้าใหม่ที่ต้องใช้เวลาทดลองตลาดและสร้างยอดขาย จึงมีความเสี่ยงที่ห้างจะปรับเงื่อนไขรับสินค้าให้เข้มงวดขึ้น

 

นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด

 

ปัญหาที่นำไปสู่การกำหนดกรอบเครดิตเทอมเกิดจากผู้ผลิตและ SME บางรายต้องรอรับชำระเงินนาน 90-120 วัน ทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม การกำหนดระยะเวลาชำระเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงด้านยอดขาย โดยเฉพาะสินค้าที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จัก

“SME บางรายยังขาดความเข้าใจด้านการตั้งราคาและการตลาด ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตมีต้นทุนสินค้า 10 บาท บวกต้นทุนสร้างแบรนด์ 5 บาท และกำไร จึงตั้งราคาขายส่ง 25 บาท เพื่อให้ร้านค้าขายปลีกในราคา 40 บาท ทั้งที่ไม่ได้ลงทุนโฆษณาหรือทำตลาดจริงจัง

ขณะที่สินค้าคู่แข่งที่มีแบรนด์เป็นที่รู้จักอาจมีต้นทุนรวมกำไรสำหรับขายส่งเพียง 15 บาท จึงแข่งขันด้านราคาได้มากกว่า การนำสินค้าเข้าห้างจึงไม่ได้รับประกันว่าจะขายได้ เพราะผู้บริโภคยังพิจารณาราคา คุณภาพ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และความต้องการซื้อ แม้แต่บริษัทข้ามชาติที่มีงบการตลาดสูงก็ยังมีความเสี่ยงกับสินค้าใหม่ จึงไม่มีหลักประกันว่า SME จะขายสินค้าได้ภายใน 45 วัน

ในระบบการค้าทั่วไป คู่ค้าอาจตกลงเครดิตเทอม 30, 60, 90 หรือ 120 วัน หรือใช้ระบบฝากขาย (Consignment) ตรวจสอบยอดขายรายเดือนและชำระเงินตามจำนวนที่ขายได้จริง โดยอาจสั่งสินค้าเติมเมื่อขายได้ประมาณ 70-80% ช่วยให้ทั้งผู้ผลิตและร้านค้าบริหารสต็อกตามความต้องการตลาด”

นายมิลินทร์ ยกตัวอย่างว่า หาก SME ส่งสินค้า 1,000 ชิ้น แต่ผ่านไป 45 วันขายได้เพียง 20 ชิ้น หากต้องชำระค่าสินค้าทั้งหมดตามจำนวนที่รับเข้า ห้างอาจต้องแบกรับความเสี่ยงจากสินค้าขายไม่ออก เสื่อมสภาพ หรือหมดอายุ ทั้งนี้ เป็นตัวอย่างความเสี่ยงตามมุมมองส่วนตัว ไม่ใช่ข้อสรุปว่าประกาศจะกำหนดให้ห้างต้องชำระเงินสำหรับสินค้าที่ยังขายไม่ออกทุกกรณี เพราะต้องพิจารณารายละเอียดประกาศ สัญญา และรูปแบบธุรกรรมร่วมด้วย

เปิด 4 ความเสี่ยง กระทบช่องทางตลาดรายเล็ก

นายมิลินทร์ ประเมินว่า หากห้างต้องบริหารความเสี่ยงภายใต้กรอบชำระเงินที่สั้นลง อาจปรับตัว 4 รูปแบบ ได้แก่ 1. ปฏิเสธสินค้าใหม่ ลดการรับสินค้า SME รายใหม่เพื่อลดความเสี่ยงด้านยอดขายและสต็อก ทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ยากขึ้น 2. ลดปริมาณคำสั่งซื้อ เช่น จากเดิม SME เสนอสินค้า 300 ลัง กระจาย 30 สาขา สาขาละ 10 ลัง ห้างอาจลดเหลือ 30 ลังตามประมาณการยอดขายภายใน 45 วัน จำกัดโอกาสขยายตลาดของผู้ผลิต

 

ปลดล็อก “เครดิตเทอม” เสริมสภาพคล่อง SME-ร้านค้าปลีก หรือดาบสองคม

 

3. เร่งคืนสินค้าหรือจัดโปรโมชัน เช่น รับสินค้า 5 ลัง ขายได้ 2 ลัง อาจเจรจาคืนอีก 3 ลัง หรือขอให้ผู้ผลิตจัดโปรโมชันซื้อ 1 แถม 1 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสัญญาและรูปแบบธุรกรรมของแต่ละคู่ค้า 4. เพิ่มความสำคัญของค่าแรกเข้า ห้างอาจให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายแรกเข้า เช่น 100,000 บาทต่อสินค้า หากทำยอดขายไม่ได้ตามเป้าและถูกถอดออกจากชั้นวาง ก็อาจมีการนำสินค้าใหม่เข้ามาแทน

นอกจากนี้ หากเกิดข้อพิพาทจน SME ใช้สิทธิร้องเรียนคู่ค้ารายใหญ่ อาจกระทบความสัมพันธ์ทางธุรกิจและทำให้สูญเสียโอกาสจำหน่ายสินค้าในห้าง ซึ่งเป็นช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก ขณะที่การเปิดร้านหรือเช่าพื้นที่ขายเองทำให้ผู้ผลิตต้องรับภาระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นายมิลินทร์มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจกลายเป็น “ดาบสองคม” หากการบังคับใช้ไม่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ เพราะห้างอาจลดความเสี่ยงด้วยการลดรับสินค้าใหม่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามไม่ใช่เพียงการเร่งชำระเงิน แต่รวมถึงปริมาณคำสั่งซื้อ การรับสินค้าใหม่ เงื่อนไขคืนสินค้า และโอกาสของ SME ในการเข้าถึงตลาด

ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาเครดิตเทอม แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้รับเงินเร็วขึ้น โดยไม่เพิ่มข้อจำกัดในการจำหน่ายสินค้าและไม่ผลักภาระความเสี่ยงไปยังคู่ค้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป เพื่อให้เกิดการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมและรักษาความสัมพันธ์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน