
สยามพิวรรธน์ สร้างต้นแบบแรกของโลก 'Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle' นำ 'NEXTOPIA' คว้า 2 มาตรฐานโลก
สยามพิวรรธน์ สร้างต้นแบบแรกของโลก 'Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle' นำ 'NEXTOPIA' คว้า 2 มาตรฐานโลก EDGE ระดับ Advanced เเละ Fitwel ระดับ 2 ดาว
หากเราจะวัดชีพจรของเมืองว่าเต้นแรงแค่ไหน อาจไม่ได้ดูแค่ที่ทางเท้าหรือสวนสาธารณะ แต่คือ ‘ศูนย์การค้า’ พื้นที่ที่หลอมรวมการพักผ่อน การสังสรรค์ และประสบการณ์ร่วมของผู้คนไว้ด้วยกัน
ในวันที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ ‘ทางเลือก’ แต่คือ ‘ลมหายใจ’ โจทย์สำคัญคือพื้นที่สาธารณะที่มีอิทธิพลต่อผู้คนมากที่สุดจะขยับตัวอย่างไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง คำตอบนั้นซ่อนอยู่ใน NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคตที่ฝังตัวอยู่ใจกลางสยามพารากอน
ไม่ใช่แค่การปรับโฉม แต่คือการพิสูจน์ด้วยมาตรฐานระดับโลก และเป็นโครงการแรกของไทยที่ได้มาตรฐาน EDGE ระดับ Advanced จากการบริหารจัดการพลังงาน น้ำ และวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับมาตรฐาน Fitwel ระดับ 2 ดาว ที่การันตีว่า ทุกก้าวที่คุณเดินในที่แห่งนี้ คือความใส่ใจที่มีต่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง’ นอกจากนี้ NEXTOPIA ยังเป็นพื้นที่ต้นแบบแรกที่ใช้พลังงานสะอาด 100% ในปี 2026 และขยายผลสู่ศูนย์การค้าทั้งหมดในปี 2030 เพื่อไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050
ในด้านพลังงาน NEXTOPIA สามารถลดการใช้พลังงาน 47% จากการใช้วัสดุ ETFE แทนกระจกเพื่อลดความร้อนแต่ยังได้แสงธรรมชาติ พร้อมติดตั้งโซลาร์รูฟขนาดใหญ่ และสามารถประหยัดน้ำ 34% จากการเลือกใช้สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ที่มีนวัตกรรมเพิ่มฟองอากาศ รวมทั้งการใช้วัสดุรักษ์โลก ใช้สีพิเศษปลอดสารปรอทและตะกั่ว ปล่อยสารระเหยต่ำ ทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตวัสดุก่อสร้างได้ถึง 59%
มากกว่าความสวยงาม คือการดูแลคนที่ก้าวเข้ามาในอาคารตามมาตรฐาน Fitwel ใช้ระบบปรับอากาศ DAS ที่ปล่อยลมเย็นจากพื้น ลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นและเชื้อโรค ออกแบบบันได The Spiral และทางเดินที่สวยงามเพื่อจูงใจให้คนเดินออกกำลังกายแทนการใช้ลิฟต์ รวมถึงมี Energy Playground ที่แค่ขยับตัวก็ช่วยผลิตไฟฟ้าได้ มีจุดเติมน้ำดื่มฟรี (Refill Stations), เมนูอาหารสุขภาพ และ Farmers Market สนับสนุนผลผลิตท้องถิ่น ห้องน้ำออกแบบตามมาตรฐาน ADA เพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุ รวมถึงสนับสนุนพื้นที่กลุ่มด้อยโอกาส เช่น Dots Coffee ร้านกาแฟแห่งแรกของโลกที่บาริสต้าเป็นคนตาบอด และ Autistic Art แกลลอรี่ของเด็กออทิสติก
ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า 68 ปีที่สยามพิวรรธน์ดำเนินธุรกิจ มุ่งมั่นที่จะสร้างโครงการที่เป็น Game Changer ยกระดับความเป็นอยู่ของเมือง และส่งประโยชน์ให้กับชุมชน ครั้งนี้สิ่งที่ยากกว่าเดิมคือจะทำอย่างไรให้ความยั่งยืนไม่ใช่แค่คำพูด คำตอบเริ่มต้นจากพื้นที่ 15,000 ตารางเมตรในใจกลางสยามพารากอน ซึ่งมีผู้คนหมุนเวียนเข้าออกกว่าสองแสนคนต่อวัน
สยามพิวรรธน์มองเห็นว่าหากจะสร้างความตระหนักรู้เรื่องความยั่งยืน ไม่มีพื้นที่ไหนใกล้ตัวผู้คนได้มากกว่านี้ พื้นที่นั้นถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ที่รวบรวมพันธมิตรตั้งแต่ผู้ประกอบการระดับโลกไปจนถึงผู้นำในอุตสาหกรรมไทยมาร่วมกันพิสูจน์ว่าการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จริง
ผลลัพธ์ที่ได้รับการรับรองจากมาตรฐานระดับสากล ทั้ง EDGE ระดับ Advanced ที่สะท้อนประสิทธิภาพด้านพลังงาน น้ำ และวัสดุก่อสร้าง Fitwel 2 ดาว ที่ยืนยันว่าพื้นที่นี้ออกแบบมาเพื่อสุขภาวะกายและใจของทุกคนที่ก้าวเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่หายใจ น้ำที่ดื่ม หรือสภาพแวดล้อมโดยรวม และรางวัลด้านการออกแบบ The Best of Bangkok Design Week 2026 จาก European Product Design Award
โดยตลอดสามเดือนแรกหลังเปิดโครงการ ทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยต่างทยอยเข้ามาเรียนรู้และนำแนวทางไปต่อยอด
สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองเบื้องหลังการตัดสินใจ "ความยั่งยืนต้องส่งผลบวกกับธุรกิจด้วย" นี่คือหลักคิดที่สยามพิวรรธน์ยึดถือ การลดการใช้พลังงานและน้ำไม่ใช่เรื่องของจริยธรรมเพียงอย่างเดียว แต่คือการแปลงต้นทุนให้กลายเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการลงทุนในอนาคต
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือระบบ Floor Cooling ที่ใช้ในโครงการ การลงทุนครั้งแรกอาจสูงกว่าระบบแอร์ทั่วไป แต่เมื่อมองตลอดอายุการใช้งานของพื้นที่ ตัวเลขพลิกกลับอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลที่คำว่า "ยั่งยืน" ไม่ใช่แค่ "เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม"
ต้องเลือกจุดที่มีผลกระทบต่อกับการลดต้นทุน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเรื่อง Floor Cooling เราลงทุนครั้งเดียว ครั้งแรก Asset Investment อาจเยอะกว่าแอร์แน่นอน แต่มีผลต่อการใช้พลังงาน ซึ่งพื้นที่นี้อยู่ไปอีกกี่ปี คือสะสมการลดต้นทุนเรื่องนั้น เพราะฉะนั้นถ้าจะดูวันแรกว่าลงทุนไปแล้วคุ้มค่าเลยไหม ก็ต้องมองยาวๆ เราถึงใช้คำว่า ความยั่งยืน
Co-create ความยั่งยืนที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้
รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต Chief of NEXTOPIA และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability) บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า NEXTOPIA ไม่ได้เกิดจากความคิดของคนกลุ่มเดียว แต่มาจากการรวมกันของเทคโนโลยีหลายแขนง พันธมิตรจากหลายภาคส่วน และความเชื่อร่วมกันว่าความยั่งยืนต้องดีทั้งต่อโลกและต่อคนที่อยู่ในนั้นไปพร้อมกัน สิ่งที่ทำให้ NEXTOPIA ต่างออกไปคือโครงสร้างของคนที่ขับเคลื่อน
กลุ่มแรกคือ Technology Partners ที่นำเทคโนโลยีทั้งระบบ Skylight ระบบทำความเย็น และนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมมาให้คนได้เห็นและสัมผัสจริง ไม่ใช่แค่อ่านในรายงาน
กลุ่มที่สองคือแบรนด์และร้านค้าที่แปลงความยั่งยืนออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ทาน น้ำที่ดื่ม ของที่ซื้อกลับบ้าน แต่ละอย่างมีเรื่องราวที่บอกว่ามาจากไหนและผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง
กลุ่มที่สามคือชุมชน สยามพารากอนเปิดพื้นที่ให้ชุมชนนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของตัวเองมาแสดง เพราะหลายชุมชนอยู่อย่างยั่งยืนมาตั้งนานแล้ว
กลุ่มสุดท้ายคือทุกคนที่เดินเข้ามา NEXTOPIA มองผู้มาเยือนเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุดไม่ได้มาจากนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่มาจากคนที่เดินออกจากที่นี่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ต่างออกไป แล้วนำมันกลับไปใช้ในชีวิตของตัวเอง
สิ่งที่สำคัญมากที่เราคิดว่า NEXTOPIA คือพื้นที่สร้าง Community ด้วย เราจึงไม่ได้มองตรงนี้เป็นเพียงแค่เสิร์ฟอาหาร หรือน้ำ ผมชอบประโยคหนึ่งที่เราพูดไปตามที่ประชุม ใช้คำว่า เปลี่ยนการมาเยือน ให้เป็นการมีส่วนร่วม เปลี่ยนประสบการณ์ ให้กลายเป็นพลังในการสร้างโลกที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน นี่คือสิ่งที่สำคัญมากในการที่เราสร้าง NEXTOPIAพื้นที่นี้ขึ้นมา เพื่อเป็น Community Center
ในแง่ของพลังงาน NEXTOPIA เดินหน้าไปไกลกว่าที่บริษัทเคยตั้งเป้าไว้ สยามพิวรรธน์ลงนามร่วมกับ กฟน. ภายใต้กรอบ Utility Green Tariff หรือ UGT ซึ่งหมายความว่าพลังงานทั้งหมดที่ใช้ใน NEXTOPIA มาจากพลังงานหมุนเวียน 100% พร้อม REC รับรอง ในขณะที่เป้าหมายองค์กรโดยรวมตั้งไว้ที่ 30% พื้นที่แห่งนี้จึงทำหน้าที่ทดสอบให้เห็นว่าการใช้พลังงานสะอาดเต็มรูปแบบนั้นเป็นไปได้แค่ไหน
ความยั่งยืนที่จับต้องได้ บทพิสูจน์จาก NEXTOPIA
นรีรัตน์ สันธยาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มงาน Sustainability and Investor Relations บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า การได้รับการรับรองทั้ง EDGE และ Fitwel คือหลักฐานที่พิสูจน์ว่าพื้นที่เชิงพาณิชย์สามารถทำเรื่องความยั่งยืนได้จริง และวัดผลออกมาเป็นตัวเลขได้
EDGE วัดที่ประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง การเลือกวัสดุ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในพื้นที่ ผลที่ได้คือ NEXTOPIA ใช้พลังงานลดลงถึง 47% เทียบกับพื้นที่ขนาดเดียวกันที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเรื่องนี้ พูดง่าย ๆ คือถ้าไม่ได้ออกแบบอย่างมีเจตนา พื้นที่ 15,000 ตารางเมตรแห่งนี้จะปล่อยคาร์บอนมากกว่านี้เป็นเท่าตัว
ส่วน Fitwel สะท้อนมิติที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือคุณภาพชีวิตของทุกคนที่เดินเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนพิการ หรือคุณแม่ที่ให้นมบุตร ทุกกลุ่มถูกคิดเผื่อไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เพราะพื้นที่ที่ดีต้องเปิดรับทุกคนได้จริง ไม่ใช่แค่บางคน
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดในแง่การออกแบบคือ The Spiral ในยุคที่ศูนย์การค้าแทบทุกแห่งถูกออกแบบให้คนพึ่งบันไดเลื่อน NEXTOPIA ทำให้คนอยากเดินบันได ด้วยการออกแบบที่ดึงดูดให้ผู้มาเยือนเดินจากชั้น 4 ขึ้นชั้น 5 และต่อไปยัง 5A โดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ นี่คือสิ่งเรียกว่าการออกแบบที่ดีต่อสุขภาพโดยไม่ต้องแลกกับประสบการณ์ที่ดี
เวลาทำเรื่องการทำธุรกิจ เรามองว่าความยั่งยืนต้องเป็นส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องเดียวกันกับการทำธุรกิจเลย โดยที่เราทำอย่างมีวิสัยทัศน์ มีกลยุทธ์ และมีพาร์ทเนอร์มา co-create ร่วมกัน อย่างที่มักจะได้ยินคำพูดว่า ถ้าเราไปคนเดียวอาจจะไปได้เร็ว แต่ถ้าเราจะไปได้ไกล เราต้องไปด้วยกัน
NEXTOPIA พื้นที่ที่คิดเผื่อทุกคนตั้งแต่ต้น
ดร.นรี ภิญญาวัฒน์ ผู้บริหาร บริษัท แอททิเลียร์ เทน สาขากรุงเทพฯ กล่าวว่า ถ้าลองมองรอบๆ NEXTOPIA แสงที่ส่องลงมาในพื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่ไฟสปอตไลต์ แต่คือแสงอาทิตย์ลอดผ่าน Skylight ที่ออกแบบมาให้ได้แสงพอดีโดยไม่นำความร้อนเข้ามาด้วย และสิ่งที่ดูเหมือน Waterfall ข้างผนังคือระบบแอร์ที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด และถ้าลองเอามือแตะเสาใกล้ๆ จะรู้สึกได้ถึงลมเย็นที่ซ่อนอยู่ข้างใน
ส่วนใต้พื้นที่มีระบบ Radiant Cooling ส่งความเย็นขึ้นมาเฉพาะบริเวณที่คนอยู่ ไม่ต้องเปลืองพลังงานทำความเย็นทั้งอาคาร
ก่อนที่การออกแบบจะเริ่มต้น ดร.นรีตั้งคำถามกับสยามพิวรรธน์ก่อนว่าต้องการเป็น Game Changer ด้านไหน คำตอบที่ได้มีสองเรื่อง คือการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ และการส่งเสริมให้คนเมืองได้ขยับร่างกายมากขึ้นในชีวิตประจำวัน และนั่นคือเหตุผลที่ EDGE กับ Fitwel ถูกเลือกมาเป็นกรอบการออกแบบ เพราะแต่ละมาตรฐานตอบโจทย์ได้ตรงจุดพอดี
ตัวเลขที่ได้จากการออกแบบทั้งหมด NEXTOPIA ใช้พลังงานลดลง 47% ลดการใช้น้ำลง 35% ซึ่งเทียบเท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิก 1 สระ และลดการใช้วัสดุก่อสร้างลงมากกว่า 60% ด้วยนวัตกรรมโครงสร้างและฉนวนผนังมวลเบา และถ้าแปลงปริมาณคาร์บอนที่ลดได้ใน 2 ปีให้เห็นภาพ เทียบเท่ากับต้นไม้ใน 1 สวนลุมพินี
ในฝั่งของ Fitwel ความตั้งใจซ่อนอยู่ในสิ่งที่ดูเหมือนการตัดสินใจเล็กๆ ลิฟต์ถูกวางไว้ตรงกลางโดยเจตนา เพื่อให้คนเจอบันไดก่อนเสมอ พื้นบางจุดใน NEXTOPIA ผลิตไฟฟ้าได้จากแรงกด ยิ่งคนเดิน กระโดด หรือเต้นมากเท่าไหร่ พลังงานจะถูกสร้างขึ้นมา และ Vertical Garden ขนาดใหญ่บนชั้น 2 ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สีเขียวกลางใจเมือง
อากาศ น้ำ ความเย็น นวัตกรรมที่รู้สึกได้ทุกลมหายใจของ NEXTOPIA
การออกแบบที่ดีเริ่มต้นจากการยอมรับว่าสิ่งที่ทำกันมาตลอดนั้นยังไม่พอ อรรณพ กิ่งขจี กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังระบบวิศวกรรมของ NEXTOPIA ที่มองว่าการออกแบบอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ต้องมีนวัตกรรมมาช่วย
นวัตกรรมแรกที่หลายคนสัมผัสได้โดยไม่รู้ตัวคือระบบพื้นเย็น หรือ Radiant Cooling ไม่มีท่อลมหรือแอร์พ่นใส่ตัวคน แต่ใต้พื้นทุกตารางนิ้วของทางเดินมีน้ำเย็นไหลเวียนอยู่ในระบบปิด
เมื่อร่างกายคนที่มีความร้อนอยู่ตามธรรมชาติเดินผ่าน ความเย็นจะแลกเปลี่ยนขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีตัวกลาง ความเย็นนี้ใช้พลังงานเพียง 15% ของระบบแอร์ทั่วไป และไม่ต้องล้างคอยล์หรือฟิลเตอร์เลยตลอดอายุการใช้งาน
นวัตกรรมที่สองมองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ทุกลมหายใจ ปัญหาของอาคารทั่วไปในไทยคือการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไปปนกับอากาศที่หมุนเวียนอยู่แล้วในระบบ ซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นและละออง ไม่ต่างจากการเอาน้ำสะอาดไปผสมกับน้ำสกปรกแล้วหวังว่าจะได้น้ำสะอาดกลับมา
NEXTOPIA แก้ปัญหานี้ด้วยระบบ Displacement Fresh Air ที่นำอากาศมาทำให้สะอาด เย็น และแห้ง แล้วปล่อยให้ไหลไปตามพื้นทางเดิน เมื่อคนหายใจออกความร้อนและความชื้นจะลอยขึ้น อากาศบริสุทธิ์ก็ไหลเข้ามาแทนที่โดยอัตโนมัติ ผลคืออากาศสะอาดอยู่รอบตัวคนตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่
นวัตกรรมที่สามคือสิ่งที่ดูเหมือนน้ำตกแต่ไม่ใช่ น้ำตกในอาคารทั่วไปมักนำมาซึ่งความชื้นสร้างปัญหาทั้งกับโครงสร้างอาคารและสุขภาพคนที่อยู่ในนั้น แต่ที่ NEXTOPIA ใช้น้ำอุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียสไหลเป็นม่านน้ำ ซึ่งเย็นพอที่จะแผ่ความเย็นออกมาแบบ Radiant โดยไม่ปล่อยความชื้นเข้าสู่พื้นที่ ทำให้บริเวณทางเดินขึ้นบันไดรู้สึกเย็นสดชื่นโดยไม่ต้องใช้แอร์
สิ่งที่ทำในโครงการนี้ไม่ใช่แค่งานวิศวกรรมที่ Plug-in เข้าไปในอาคาร แต่คือการยกระดับมาตรฐานใหม่ที่สามารถมาดูแล้วนำไปทำต่อได้จริง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ให้ NEXTOPIA เป็นพื้นที่ที่ดี แต่คือให้เป็นต้นแบบที่ขยายผลออกไปได้ในวงกว้าง
สำหรับสยามพิวรรธน์ เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงการต้นแบบขององค์กร แต่คือการพัฒนาโมเดลที่สามารถขยายผลและประยุกต์ใช้ได้จริงในวงกว้าง โดยทั้งหมดนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญบนเส้นทางสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ที่องค์กรประกาศไว้
โดยสรุปแล้ว NEXTOPIA คือการผนึกกำลังของพันธมิตรที่มีเป้าหมายร่วมกันกว่า 450 ราย ทั้งองค์กรนวัตกรรม พันธมิตร คู่ค้า ดีไซเนอร์ ร้านค้า ผู้ประกอบการ SME และคอมมูนิตี้ Friends of NEXTOPIA เพื่อพิสูจน์ว่า "วิถีสยามพิวรรธน์" คือการเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่เชื่อมโยงธุรกิจ ผู้คน และโลกเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืนและจับต้องได้จริง






