
เบื้องหลังบีบ 'ทรัมป์' อาหรับพันธมิตรสหรัฐฯ จับมือกดดันพักรบฮอร์มุซ
เบื้องหลัง "โดนัลด์ ทรัมป์" จำใจสั่งเบรก "Project Freedom" หลังเจอพันธมิตรอาหรับรวมหัวค้านหนัก "ซาอุดีอาระเบีย-คูเวต" สั่งแบนไม่ให้ใช้ฐานทัพและน่านฟ้า กระทบยุทธศาสตร์คุมช่องแคบฮอร์มุซ บีบวอชิงตันเร่งเข็นดีลสันติภาพอิหร่านกู้วิกฤตพลังงานโลก
KEY
POINTS
- พันธมิตรอาหรับ นำโดยซาอุดีอาระเบียและคูเวต กดดันให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องระงับปฏิบัติการทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ
- ซาอุฯ และคูเวตตอบโต้ทรัมป์ด้วยการสั่งปิดฐานทัพและน่านฟ้าไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติการไม่สามารถดำเนินต่อได้
- การถูกโดดเดี่ยวจากพันธมิตร บีบให้สหรัฐฯ ต้องหันมาพิจารณาแนวทางการทูต โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน
สำนักข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่อในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อาทิ อัลจาซีร่า อาหรับนิวส์ รายงานเจาะลึกเบื้องหลังการตัดสินใจช็อกโลก ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งระงับปฏิบัติการ "Project Freedom" ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างกะทันหันเพียง 36-48 ชั่วโมงหลังประกาศเริ่มโครงการ
โดยสื่อต่างประเทศแหล่งข่าววงในระบุว่าสาเหตุหลักไม่ได้มาจากความคืบหน้าบนโต๊ะเจรจาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ "ถูกโดดเดี่ยว" โดยพันธมิตรหลักในอ่าวเปอร์เซีย
ซาอุฯ-คูเวต สั่งปิดประตูตายใส่สหรัฐฯ
รายงานระบุว่า ทรัมป์สร้างความตกตะลึงให้กับพันธมิตรอาหรับด้วยการประกาศโครงการคุ้มกันเรือสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า
ส่งผลให้ ซาอุดีอาระเบีย ตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยการสั่งระงับไม่ให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ ฐานทัพอากาศ Prince Sultan รวมถึงห้ามใช้น่านฟ้าในการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ ขณะที่ คูเวต ได้ร่วมวงปฏิเสธการเข้าใช้ฐานทัพในประเทศเช่นกัน
การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นหมัดเด็ดที่บีบให้สหรัฐฯ ต้องถอย เนื่องจากทางยุทธศาสตร์ทหาร (ABO) สหรัฐฯ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือด้าน การเข้าถึงฐานทัพและน่านฟ้า จากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้าง "ร่มเงาป้องกัน" ให้กับเรือสินค้า หากปราศจากความร่วมมือจากซาอุฯ และจอร์แดน ปฏิบัติการคุ้มกันทางทะเลแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางเทคนิค
สายตรง "ทรัมป์-เจ้าชายซัลมาน" ล่ม!
แม้ทรัมป์จะพยายามต่อสายตรงถึง เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ แต่การสนทนาดังกล่าวไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ทำให้ทรัมป์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสั่ง "พักรบ" เพื่อกู้คืนความสัมพันธ์และความเชื่อใจจากพันธมิตรในภูมิภาค
ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงของนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ที่ออกมาขอบคุณทรัมป์ที่รับฟังคำขอของ "ประเทศพี่น้อง" โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย
บีบส่งไม้ต่อ "ปากีสถาน" ปั้นดีลสันติภาพ
ท่าทีแข็งกร้าวของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียสะท้อนว่า พลังอำนาจในภูมิภาคเริ่มเปลี่ยนทิศ โดยซาอุดีอาระเบียเลือกที่จะสนับสนุนแนวทางการทูตผ่าน ปากีสถาน ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางมากกว่าการเผชิญหน้าทางทหาร
ปัจจุบันวอชิงตันและเตหะรานกำลังเร่งพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) 1 หน้ากระดาษ ที่ครอบคลุมเงื่อนไข ดังนี้
- การหยุดเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน
- สหรัฐฯ ยอมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและคืนทรัพย์สินที่ถูกอายัด
- การเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สัญจรได้ตามปกติภายใน 30 วัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการพักรบชั่วคราว ทรัมป์ยังคงทิ้งท้ายด้วยสไตล์ไม้แข็งว่า "การปิดล้อมทางเรือ" (Blockade) จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวด และหากดีลสันติภาพไม่คืบหน้า สหรัฐฯ พร้อมจะกลับมาถล่มอิหร่านด้วยความรุนแรงระดับ "Legendary" ที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า โดยมีอิสราเอลเป็นตัวเปิดเกมล่าสุดจากการส่งเครื่องบินรบถล่มกรุงเบรุตเป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์







