
โลกจับตาโต๊ะเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ณ กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน
เจาะลึกการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน วิเคราะห์มุมมองสื่อโลก ช่องแคบฮอร์มุซ นิวเคลียร์อิหร่าน และบทบาท เจ.ดี. แวนซ์ในวิกฤตตะวันออกกลาง 2026
KEY
POINTS
- สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจัดการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อยุติความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
- ประเด็นขัดแย้งสำคัญ 3 ข้อที่เป็นอุปสรรคต่อการเจรจา ได้แก่ สถานการณ์ในเลบานอน การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
- รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ.ดี. แวนซ์ เป็นผู้นำคณะเจรจาและเป็นบุคคลสำคัญที่ทั่วโลกจับตา เนื่องจากเคยคัดค้านสงครามครั้งนี้มาก่อน
- คณะผู้แทนอิหร่านนำโดยประธานรัฐสภา โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลีบาฟ ซึ่งแสดงท่าทีพร้อมเจรจาแต่ยังคงไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ
- สื่อทั่วโลกมีมุมมองต่อการเจรจาแตกต่างกัน โดยสื่อตะวันตกเน้นการเมืองภายในสหรัฐฯ สื่อจีนชี้รอยร้าวพันธมิตรตะวันตก และสื่ออาหรับหวังผลด้านเสถียรภาพในภูมิภาค
กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงปากีสถานได้กลายเป็นศูนย์กลางที่ทั่วโลกกำลังจับตามองในวันนี้ เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิหร่านนั่งลงบนโต๊ะเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ หลังการสู้รบที่กินเวลากว่าหกสัปดาห์ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ สร้างบาดแผลไปทั่วตะวันออกกลางและสั่นคลอนเศรษฐกิจโลก แต่เหนือห้องเจรจาที่โรงแรมเซเรนา ยังคงมีเมฆดำปกคลุมหนาแน่น
คณะผู้แทนอิหร่านนำโดยประธานรัฐสภา โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลีบาฟ และรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อาราฆ์ชี เดินทางมาถึงก่อนหน้า ขณะที่คณะสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ พร้อมด้วยทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ แวะเติมน้ำมันที่ปารีสก่อนมุ่งหน้ามาอิสลามาบัด
ประเด็นร้อน 3 จุดที่คุกคามการเจรจา
1. เลบานอน — ชนวนที่ยังติดไฟ ฝ่ายอิหร่านยืนกรานว่าการหยุดยิงในเลบานอนต้องเป็นเงื่อนไขก่อนเริ่มการเจรจา ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยืนยันว่าเลบานอนไม่รวมอยู่ในกรอบหยุดยิง หลังอิสราเอลเพิ่งโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดในสงครามนี้ทันทีหลังประกาศหยุดยิง คร่าชีวิตกว่า 350 คน
2. ช่องแคบฮอร์มุซ — ไพ่ใบสำคัญที่สุด อิหร่านต้องการสิทธิ์ควบคุมช่องแคบและเก็บค่าผ่านทางจากเรือนานาชาติผ่านคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งทรัมป์ประกาศชัดว่าต้องการให้ช่องแคบเปิดเสรีโดยสมบูรณ์และทันที
3. โครงการนิวเคลียร์ — เส้นแบ่งที่ยากจะข้าม อิหร่านยืนหยัดในสิทธิ์เสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขณะที่แวนซ์ปฏิเสธข้อเรียกร้องนี้อย่างตรงไปตรงมา ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านยังถือครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 400 กิโลกรัม ใกล้ระดับที่ใช้ทำอาวุธนิวเคลียร์ได้
เสียงจากสื่อทั่วโลกมองต่างกันอย่างไร
สื่อตะวันตก — ระหว่างความหวังและความสงสัย
Reuters (สำนักข่าวอังกฤษ) นำเสนอภาพรวมอย่างเป็นกลาง แต่เน้นย้ำถึงความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่น โดยหยิบยกถ้อยคำแข็งกร้าวของทรัมป์ที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่าอิหร่าน "ไม่มีไพ่ใบใดเลย" และ "เหตุผลเดียวที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่คือเพื่อเจรจา" สะท้อนมุมมองว่าสหรัฐฯ มองตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างชัดเจน
BBC (สื่ออังกฤษ) วิเคราะห์เชิงลึกเรื่องบทบาทของแวนซ์ในฐานะ "ภารกิจที่ยากที่สุด" ของรองประธานาธิบดีผู้นี้ บีบีซีชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งส่วนตัวของแวนซ์ ซึ่งในอดีตต่อต้านการแทรกแซงต่างประเทศ แต่ต้องมารับงานนำทีมเจรจาสงครามที่ตัวเองไม่เห็นด้วย ขณะที่ทรัมป์ประกาศกร้าวต่อหน้าสื่อว่า "ถ้าไม่สำเร็จ ฉันจะโทษแวนซ์" นัยยะที่บีบีซีสื่อออกมาคือนี่คือการเมืองภายในที่ซับซ้อน ไม่แพ้การทูตระหว่างประเทศ
CNBC (สื่อธุรกิจอเมริกัน) มุ่งวิเคราะห์ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเจาะลึกแต่ละประเด็นที่เป็นอุปสรรค ชี้ว่าความขัดแย้งเรื่องช่องแคบฮอร์มุซคือ "ไพ่ใบใหญ่ที่สุด" ของอิหร่าน และหากอิหร่านเก็บค่าผ่านทางได้สำเร็จ จะเป็นการพลิกโฉมระเบียบโลกทางทะเลครั้งใหญ่ในรอบหลายทศวรรษ
CNN (สื่ออเมริกัน) เลือกมุมที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเจาะลึกถึง มิติทางการเมืองภายในของแวนซ์ ในฐานะตัวละครที่ซับซ้อนที่สุดในการเจรจาครั้งนี้ CNN รายงานว่าตลอด 40 วันของสงคราม แวนซ์เลือกอยู่หลังฉาก หลีกเลี่ยงการเป็นหน้าตาของสงครามที่ตัวเองคัดค้านตั้งแต่ต้น ถึงขนาดลดการโพสต์บน X ลงอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ CNN เปิดเผยและสื่ออื่นไม่ได้รายงานคือ แวนซ์ไม่ได้รอเฉยๆ แต่กำลัง สร้างช่องทางลับเพื่อนำไปสู่การเจรจา โดยติดต่อกับนักการทูตปากีสถานและนายพลอาซิม มูนีร์อยู่เป็นประจำ ก่อนที่ทรัมป์จะขู่ว่าจะ "ทำลายอารยธรรมทั้งหมด" เสียอีก
CNN ยังชี้ว่าอิหร่านเองมองแวนซ์เป็น "นักเจรจาที่สมเหตุสมผลกว่า" คุชเนอร์และวิตคอฟฟ์ เพราะตระหนักดีถึงจุดยืนต่อต้านสงครามของเขา แม้ทำเนียบขาวจะปฏิเสธข้อมูลนี้ว่าเป็น "แคมเปญโฆษณาชวนเชื่อที่ประสานงานกันมา" ก็ตาม
ที่สำคัญ CNN ฉายภาพว่าภารกิจนี้คือ โอกาสทองของแวนซ์สำหรับปี 2028 เพราะหากเขาสามารถปิดดีลสันติภาพได้ จะเป็นการพิสูจน์ตัวตนในฐานะนักการทูตผู้ยุติสงคราม ไม่ใช่ผู้ก่อสงคราม ซึ่งตรงกับแบรนด์ทางการเมืองที่เขาสร้างมาตลอด
สื่อจีน — เน้นรอยร้าวตะวันตก
Global Times (สื่อทางการจีน) เลือกมุมมองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แทนที่จะรายงานตรงๆ เรื่องการเจรจา สื่อของปักกิ่งกลับเน้นหนักไปที่ความแตกแยกระหว่างสหรัฐฯ กับนาโต้ โดยอ้างอิงนักวิชาการจีน หลี่ ไห่ตง จากมหาวิทยาลัยการต่างประเทศจีน ที่วิเคราะห์ว่า "ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ยุโรปกำลังเผชิญทางแยกสำคัญ เปลี่ยนจากพันธมิตรใกล้ชิดไปสู่แนวโน้มที่แตกแยกมากขึ้น"
Global Times ยังเน้นรายละเอียดว่าสเปนห้ามสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพร่วม ฝรั่งเศสวิจารณ์ยุทธศาสตร์ของทรัมป์ และทรัมป์เรียกนาโต้ว่า "เสือกระดาษ" นัยยะที่ชัดเจนคือ จีนต้องการขยายภาพความแตกร้าวของโลกตะวันตกในช่วงวิกฤตนี้ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
สื่ออาหรับ — หวังเสถียรภาพภูมิภาค
Arab News (สื่อซาอุดีอาระเบีย) นำเสนอในแง่ของ "การทูตฉุกเฉิน" โดยให้น้ำหนักกับบทบาทของปากีสถานในฐานะเจ้าภาพและคนกลาง เน้นมาตรการรักษาความปลอดภัยอันแน่นหนา และชูประเด็นว่านี่คือ "การเจรจาครั้งสำคัญที่สุดระหว่างวอชิงตันและเตหะรานในรอบหลายปี" สื่ออาหรับมองจากมุมของประเทศในภูมิภาคที่ต้องการเสถียรภาพและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
สื่ออิหร่าน — ความไม่ไว้ใจที่ฝังลึก
Xinhua รายงานจากการแถลงของกอลีบาฟที่สื่ออิหร่านเผยแพร่ว่า "เราพร้อมเจรจา แต่เราไม่ไว้ใจอเมริกา" โดยอ้างถึงประวัติศาสตร์ที่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน "กลางการเจรจา" ถึงสองครั้ง ภาพที่สื่ออิหร่านพยายามสื่อคือ อิหร่านมาโต๊ะเจรจาด้วย "ความสุจริตใจ" แต่พร้อมรับมือหากการเจรจาล้มเหลว
UN — เรียกร้องด้วยความสุจริตใจ
เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตเรส ส่งสารผ่านโฆษกเมื่อวันศุกร์ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้การเจรจาที่ปากีสถานเป็น "โอกาสในการมีส่วนร่วมด้วยความสุจริตใจ เพื่อบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนและครอบคลุม" ยืนยันหลักการว่า "ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการแก้ไขข้อขัดแย้งอย่างสันติ"
แวนซ์ — ชายที่ถูกส่งมาพิสูจน์ตัวเอง
หากมีตัวละครหนึ่งคนที่สื่อทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในการเจรจาครั้งนี้ คนนั้นไม่ใช่ทรัมป์ที่นั่งอยู่ในทำเนียบขาว แต่คือ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีวัย 41 ปีที่ต้องแบกรับหลายบทบาทในคราวเดียว
สื่อสหรัฐฯ โดยเฉพาะ BBC และ CNN วาดภาพของแวนซ์ในแง่มุมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เขาคืออดีตนาวิกโยธินผู้ต่อต้านสงครามต่างแดนมาตลอด แต่ต้องมายืนหัวโต๊ะเจรจาสงครามที่ตัวเองเคยพยายามทัดทานทรัมป์ไม่ให้เริ่ม CNN รายงานว่าแวนซ์เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพียงไม่กี่คนที่พยายามโน้มน้าวทรัมป์ไม่ให้ตัดสินใจโจมตีอิหร่านตั้งแต่แรก
แต่ดูเหมือนว่าความล้มเหลวในการคัดค้านสงครามจะกลายเป็นโอกาส เพราะตอนนี้เขาถูกส่งมาเป็นผู้ยุติสงครามนั้นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น CNN เปิดเผยว่าแวนซ์ไม่ได้รอเฉยๆ ระหว่างสงคราม แต่ทำงานอยู่เบื้องหลังตลอด สร้างช่องทางลับผ่านนักการทูตปากีสถาน รวมถึงโทรศัพท์หานายพลอาซิม มูนีร์บ่อยครั้ง จนกระทั่งแม้ในคืนที่เขาบินไปบูดาเปสต์เพื่อหาเสียงให้วิกเตอร์ ออร์บัน เขายังทำงานถึงดึกดื่นเพื่อปิดดีลหยุดยิง ก่อนจะบอกกับนักข่าวอย่างถ่อมตัวว่า "บทบาทหลักของผมคือนั่งโทรศัพท์เยอะมาก"
สำหรับฐานเสียงต่อต้านสงครามของเขาในกลุ่ม MAGA และสายอนุรักษ์นิยม ที่รู้สึกถูกทอดทิ้งตลอดช่วงสงคราม นี่คือโอกาสที่จะได้เห็นแวนซ์ในแบบที่พวกเขาอยากเห็น — นักการเมืองที่พยายามนำทหารกลับบ้านและยุติสงครามที่ไม่ควรเกิดขึ้น
เคิร์ต มิลส์ ผู้อำนวยการบริหาร The American Conservative และพันธมิตรของแวนซ์ สรุปได้ชัดเจนว่า "นี่คือช่วงเวลาวิกฤตที่สำคัญที่สุดของแวนซ์ในฐานะรองประธานาธิบดี หากเขาแก้ปัญหานี้ได้ มันจะสำคัญมากต่อโอกาสของเขาในอนาคต"
จับตานาทีชี้ชะตาที่ไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน
สิ่งที่น่าสังเกตจากสื่อทั่วโลกในวันนี้คือ แต่ละประเทศต่างส่องกระจกที่ต่างกันมาสะท้อนเหตุการณ์เดียวกัน สื่อตะวันตกโฟกัสที่ดราม่าการเมืองภายในสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก สื่อจีนเห็นโอกาสในรอยร้าวของพันธมิตรตะวันตก สื่ออาหรับหวังเสถียรภาพที่จะกลับคืนมา ส่วนสื่ออิหร่านแสดงท่าทีแข็งกร้าวพร้อมเจรจาแต่ไม่ยินยอม
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้ คำถามที่ทั่วโลกรอคำตอบในเย็นวันนี้ไม่ใช่แค่ว่าการเจรจาจะสำเร็จหรือล้มเหลว แต่คือ — นิยามของ "ความสำเร็จ" ของแต่ละฝ่ายนั้นแตกต่างกันมากพอที่จะทำให้โต๊ะเจรจาพังทลายได้ตั้งแต่ต้น หรือยังพอมีพื้นที่ร่วมกันแคบๆ ที่จะเริ่มต้นได้
สำหรับแวนซ์ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เขาได้พิสูจน์แล้วว่าตัวเองไม่ได้เป็นแค่ "สุนัขล่าเนื้อ" ของทรัมป์ แต่คือนักการทูตที่พร้อมเล่นเกมยาว — และนั่นอาจมีความหมายมากกว่าข้อตกลงใดๆ บนโต๊ะเจรจาคืนนี้
หมายเหตุ: รายงานพิเศษนี้รวบรวมข้อมูลจาก Reuters, CNBC, BBC, CNN, Global Times, Arab News, Xinhua และรายงานสหประชาชาติ







