
ม็อบ ’No Kings‘ ต้านนโยบายทรัมป์ ลามทั่วสหรัฐฯ กว่า 3,200 จุด
ม็อบ ‘No Kings’ ลามทั่วสหรัฐฯ กว่า 3,200 จุด สะท้อนแรงต้านนโยบายทรัมป์–สัญญาณแบ่งขั้วการเมืองรุนแรงขึ้น สะท้อนแรงต้านนโยบายทรัมป์ที่ลึกลงในทุกระดับ เสี่ยงกระทบเสถียรภาพนโยบายเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นนักลงทุน
KEY
POINTS
- เกิดการประท้วง "No Kings" ต่อต้านนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยมีการวางแผนจัดกิจกรรมมากกว่า 3,200 จุดทั่วทั้ง 50 รัฐของสหรัฐฯ
- ประเด็นหลักของการชุมนุมมุ่งเป้าไปที่นโยบายเนรเทศผู้อพยพอย่างเข้มงวด ท่าทีด้านสงครามกับอิหร่าน และแนวทางการบริหารประเทศ
- การประท้วงได้ขยายตัวจากเมืองใหญ่ไปสู่ชุมชนขนาดเล็กมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงกระแสต่อต้านที่กระจายตัวสู่ระดับรากหญ้าในวงกว้าง
สหรัฐอเมริกาเผชิญการชุมนุมขนาดใหญ่กระจายทั่วประเทศอีกระลอก หลังเครือข่ายผู้เคลื่อนไหวจัดกิจกรรม “No Kings” ต่อต้านนโยบายของประธานาธิบดี Donald Trump เป็นครั้งที่ 3 โดยมีการวางแผนจัดมากกว่า 3,200 จุด ครอบคลุมทั้ง 50 รัฐ สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองที่ยังคงยืดเยื้อ
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานระบุว่า การชุมนุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากต่อเนื่องจาก 2 ครั้งก่อนหน้าที่สามารถดึงผู้คนหลายล้านคนออกมาบนท้องถนน โดยประเด็นหลักยังคงพุ่งเป้าไปที่นโยบายเนรเทศผู้อพยพอย่างเข้มงวด ท่าทีด้านสงครามกับอิหร่าน และแนวทางบริหารประเทศในภาพรวม
แม้การชุมนุมขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นในเมืองหลักอย่างนิวยอร์ก ดัลลัส ฟิลาเดลเฟีย และวอชิงตัน แต่ข้อมูลจากผู้จัดงานชี้ว่า มากถึงสองในสามของกิจกรรมเกิดขึ้นในพื้นที่นอกเมืองใหญ่ โดยจำนวนการเคลื่อนไหวในชุมชนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเกือบ 40% เมื่อเทียบกับการระดมครั้งแรกในเดือนมิถุนายนปีก่อน สะท้อนการกระจายตัวของกระแสต่อต้านสู่ฐานรากในวงกว้าง
“มินนิโซตา” จุดตึงเครียดนโยบายผู้อพยพ
ที่รัฐมินนิโซตา ซึ่งถูกมองเป็นพื้นที่เปราะบางจากมาตรการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมาย มีการชุมนุมใหญ่บริเวณอาคารรัฐสภาเมืองเซนต์พอล โดยผู้ชุมนุมจำนวนมากถือป้ายภาพของพลเมืองสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในปีนี้
ด้าน Tim Walz ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา และอดีตผู้ถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตในปี 2024 ระบุว่า การออกมาเคลื่อนไหวของประชาชนสะท้อน “หัวใจของประชาธิปไตย” และเป็นการยืนหยัดต่อต้านแนวโน้มอำนาจนิยม
ขณะที่ Bernie Sanders วุฒิสมาชิกจากรัฐเวอร์มอนต์ ระบุบนเวทีชุมนุมว่า สหรัฐฯ ไม่ควรถอยหลังไปสู่ระบอบอำนาจนิยมหรือการครอบงำโดยกลุ่มทุน พร้อมย้ำว่า “ประชาชนต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางประเทศ” ในเวทีเดียวกัน Bruce Springsteen ได้แสดงดนตรีที่มีเนื้อหาวิพากษ์นโยบายผู้อพยพและสะท้อนผลกระทบจากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น
เดโมแครตหนุน – รีพับลิกันโต้แรง
ฝั่งผู้สนับสนุนการชุมนุมยังรวมถึงนักแสดงชื่อดัง Robert De Niro ซึ่งระบุว่า ทรัมป์เป็น “ภัยคุกคามเชิงโครงสร้างต่อเสรีภาพและความมั่นคง” ของประเทศ
ขณะที่คณะกรรมการรณรงค์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครีพับลิกัน (NRCC) ออกแถลงการณ์โจมตีการชุมนุมดังกล่าวว่า เป็นพื้นที่ของแนวคิดสุดโต่ง และกล่าวหาว่านักการเมืองเดโมแครตใช้เวทีนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
สัญญาณเสี่ยงต่อเสถียรภาพนโยบาย
ในเชิงภาพรวม การชุมนุม “No Kings” ที่ขยายตัวสู่เมืองขนาดเล็กมากขึ้น กำลังสะท้อนความไม่พอใจที่กระจายลึกลงในสังคมอเมริกัน ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะฐานเสียงในเมืองใหญ่ ท่ามกลางแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นประเด็นการเมือง แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ภาคเศรษฐกิจต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
สถานการณ์ดังกล่าวมีนัยต่อภาคเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะถัดไป โดยเฉพาะในมิติของเสถียรภาพนโยบายภาครัฐ ความต่อเนื่องของมาตรการด้านแรงงานข้ามชาติ และท่าทีด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและตลาดทุน






