thansettakij
thansettakij
'นายกฯสเปน' เดือด ซัดทรัมป์ จุดไฟเผาโลก คนอื่นต้องมาแบกรับขี้เถ้า

'นายกฯสเปน' เดือด ซัดทรัมป์ จุดไฟเผาโลก คนอื่นต้องมาแบกรับขี้เถ้า

26 มี.ค. 69 | 09:13 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มี.ค. 69 | 09:28 น.

วิกฤตตะวันออกกลางพ่นพิษ! "นายกฯ สเปน" อัดโดนัลด์ ทรัมป์ ปะทุสงครามอิหร่าน ไม่ยุติธรรมที่คนบางกลุ่มเป็นคนจุดไฟเผาโลก แต่คนอื่นต้องมาเป็นผู้แบกรับขี้เถ้า ทำธุรกิจสูญ 3.6 ล้านล้านบาท

KEY

POINTS

  • นายกรัฐมนตรีสเปนวิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์อย่างรุนแรง กรณีปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน โดยชี้ว่าเป็นการทำลายกฎหมายระหว่างประเทศและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล
  • สงครามส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสเปนอย่างหนัก สร้างความเสียหายเกือบ 1 แสนล้านยูโร ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตค่าครองชีพ
  • สเปนแสดงจุดยืนคัดค้านด้วยการสั่งระงับไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในประเทศสำหรับปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน แม้จะถูกทรัมป์ขู่ตัดสัมพันธ์ทางการค้าก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมาดริดเมื่อวันที่ 25 มี.ค.69 ว่า เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีแห่งสเปน แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรด้วยถ้อยคำที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง

โดยระบุว่าการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านนั้นเป็นการ “ทำลายกฎหมายระหว่างประเทศ” และสร้างความสั่นคลอนให้กับตะวันออกกลางอย่างรุนแรง พร้อมเตือนว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นภาพจำลองที่ “เลวร้ายยิ่งกว่า” เหตุการณ์บุกอิรักเมื่อปี 2003

ความพินาศทางเศรษฐกิจ: ธุรกิจสเปนกระอัก 3.6 ล้านล้านบาท

ในเชิงเศรษฐกิจ นายกฯ ซานเชซ เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า สงครามครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อภาคธุรกิจของสเปน โดยมีมูลค่าความสูญเสียสะสมแล้วเกือบ 1 แสนล้านยูโร (ประมาณ 1.16 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3.6 ล้านล้านบาท) ภายในเวลาไม่ถึงเดือน

"ระเบิดทุกลูกที่ตกลงในตะวันออกกลาง ในที่สุดมันจะพุ่งเป้าไปที่กระเป๋าเงินของครอบครัวเรา" ซานเชซกล่าวเสริม เพื่อรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลสเปนได้อนุมัติแพ็กเกจช่วยเหลือวงเงิน 5 พันล้านยูโร เพื่อพยุงราคาเชื้อเพลิงและลดภาษีน้ำมันให้กับประชาชน

พร้อมย้ำว่า "ไม่ยุติธรรมที่คนบางกลุ่มเป็นคนจุดไฟเผาโลก แต่คนอื่นต้องมาเป็นผู้แบกรับขี้เถ้า"

บทเรียนราคาแพงจากประวัติศาสตร์

นายกฯ ซานเชซยังได้เปรียบเทียบสงครามครั้งนี้กับสงครามอิรัก โดยชี้ให้เห็นว่าการบุกอิรักล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมาย แต่กลับสร้างวิกฤตผู้อพยพและนำไปสู่เหตุวินาศกรรมในยุโรป ซึ่งคำกล่าวนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจชาวสเปนอย่างมาก เนื่องจากในอดีต รัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมที่สนับสนุนสงครามอิรักเคยพ่ายแพ้การเลือกตั้ง หลังเกิดเหตุระเบิดรถไฟในกรุงมาดริดเมื่อปี 2004 ที่กลุ่มอัลกออิดะฮ์อ้างว่าทำเพื่อแก้แค้นที่สเปนส่งทหารไปอิรัก

เดิมพันภูมิรัฐศาสตร์: ปิดประตูฐานทัพ-เมินคำขู่ "ทรัมป์"

จุดยืนที่แข็งกร้าวของสเปนนำไปสู่ความขัดแย้งโดยตรงกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยซานเชซได้สั่ง ระงับไม่ให้สหรัฐฯ เข้าใช้ฐานทัพอากาศโรตา (Rota) และฐานทัพเรือโมรอน (Morón) ในการปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน

การตัดสินใจดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับผู้นำสหรัฐฯ โดยทรัมป์ได้กล่าวตำหนิสเปนต่อหน้าผู้นำเยอรมนีว่าสเปนมี "ผู้นำที่แย่มาก" และขู่ที่จะ ตัดสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมดกับสเปน เพื่อเป็นการตอบโต้ อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจระบุว่าประชาชนชาวสเปนถึง 68% คัดค้านสงครามครั้งนี้ และกว่า 53.2% เห็นด้วยกับการสั่งปิดฐานทัพไม่ให้สหรัฐฯ ใช้งาน

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: สงครามทุ่นระเบิดและเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ

ทางด้านอิหร่านได้ยื่นเงื่อนไขต่อองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) โดยระบุว่าจะอนุญาตให้เรือที่ "ไม่เป็นศัตรู" รวมถึงเรือจากสเปน สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ภายใต้การประสานงานกับทางการอิหร่าน แต่ได้สั่งแบนเรือทุกลำที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ มีรายงานว่าอิหร่านได้วางทุ่นระเบิดสังหารประสิทธิภาพสูงรุ่น Maham 3 และ Maham 7 จำนวนมากในช่องแคบ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใช้ขนส่งน้ำมันถึง 1 ใน 5 ของโลก ขณะที่ทางการเตหะรานยังอ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ จนต้องเปลี่ยนตำแหน่งอีกด้วย

ในขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ สหรัฐฯ ได้ส่งหน่วยรบพิเศษนาวิกโยธินอีก 2 หน่วยมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง ขณะที่ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ได้ออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ ว่าเป็น "ลัทธิก่อการร้ายโดยรัฐ" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสงครามครั้งนี้กำลังขยายวงกว้างกลายเป็นความขัดแย้งระดับโลกที่ยากจะควบคุม