
ไขปม 'ทำไมอิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากชาติอาหรับ?' กับอนาคตประเทศหากแพ้สงคราม
ท่ามกลางไฟสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิสราเอลกับอิหร่านที่โหมกระหน่ำส่อรุนแรงขึ้นตามลำดับ คำถามใหญ่ที่สะท้อนภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางอย่างชัดเจนคือ เหตุใดอิหร่านจึงถูกโดดเดี่ยวจากโลกอาหรับจำนวนมาก
KEY
POINTS
- อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากโลกอาหรับเนื่องจากความแตกต่างทางนิกายศาสนา (ชีอะฮ์กับซุนนี) และเชื้อชาติ (เปอร์เซียกับอาหรับ) ซึ่งเป็นรากฐานของความขัดแย้งเชิงอำนาจ
- การกระทำของอิหร่านที่คุกคามชาติอาหรับโดยตรง เช่น การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน การขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค ทำให้ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
- หากพ่ายแพ้สงคราม อิหร่านอาจเผชิญความวุ่นวายภายในประเทศที่สั่นคลอนระบอบการปกครอง และทำให้อิทธิพลในภูมิภาคลดลง ซึ่งจะส่งผลให้สมดุลอำนาจในตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลงไป
ท่ามกลางไฟสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิสราเอลกับอิหร่านที่โหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นตามลำดับ คำถามใหญ่ที่สะท้อนภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางอย่างชัดเจนคือ เหตุใดอิหร่านจึงถูกโดดเดี่ยวจากโลกอาหรับจำนวนมาก ทั้งที่ต่างก็เป็นประเทศมุสลิมเหมือนกัน และหากเตหะรานพ่ายแพ้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะเผชิญจุดเปลี่ยนใดบ้าง
ในเชิงประชากร โลกมุสลิมมีราว 2,000 ล้านคน โดยกว่า 85-90% เป็นนิกายซุนนี ขณะที่อิหร่านมีประชากรกว่า 90 ล้านคน และส่วนใหญ่นับถือนิกายชีอะฮ์ ซึ่งเป็นนิกายประจำชาติภายใต้ระบอบเทวธิปไตยอิสลาม (รัฐที่ผู้นำศาสนาเป็นศูนย์กลางอำนาจ และกฎหมายของประเทศต้องยึดหลักศาสนาเป็นหลักสูงสุด) หลังการปฏิวัติปี 1979
สำหรับความแตกต่างทางนิกาย (นิกาย ชีอะฮ์ (Shia) และ ซุนนี (Sunni)) ซึ่งเป็น 2 นิกายหลักของศาสนาอิสลาม ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่หลักศรัทธาพื้นฐาน (ทั้งสองนิกายเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว คัมภีร์อัลกุรอาน และศาสดามุฮัมมัดเหมือนกัน แต่ต่างกันในเรื่องผู้นำหลังการถึงแก่อสัญกรรมของศาสดามุฮัมมัดในปี ค.ศ. 632 ที่เกิดความเห็นต่างเรื่องผู้สืบทอดอำนาจ และโครงสร้างอำนาจทางศาสนา) ซึ่งได้กลายเป็นรอยร้าวเชิงอำนาจในภูมิภาคมาอย่างยาวนาน
ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านมิใช่ “อาหรับ” แต่เป็น “เปอร์เซีย” มีภาษาและอารยธรรมของตนเองมายาวนาน ความภาคภูมิใจในรากเหง้าเปอร์เซียสะท้อนผ่านสัญลักษณ์ธงสิงโตและดวงอาทิตย์ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนำกลับมาใช้ สิ่งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของอิหร่านกับรัฐอาหรับในอ่าวเปอร์เซียมีมิติการแข่งขันเชิงอัตลักษณ์และอำนาจแฝงอยู่เสมอ
เหตุผลที่อิหร่านถูกโดดเดี่ยวในสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลล่าสุดนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่หลักทางศาสนา หากแต่เป็น “สงครามเพื่อความอยู่รอดของรัฐ” ของแต่ละประเทศอาหรับเอง
ประการแรก การโจมตีโดยตรงต่อเพื่อนบ้านอาหรับ อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐและโครงสร้างพื้นฐาน หรือพื้นที่เศรษฐกิจในซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, คูเวต, บาห์เรน จอร์แดน รวมถึงในประเทศอาหรับอื่น ๆ การกระทำดังกล่าวทำให้ชาติอาหรับมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่ออธิปไตย ไม่ใช่เพียงคู่ขัดแย้งทางอุดมการณ์อีกต่อไป
ประการที่สอง มิติการล็อบบี้ทางยุทธศาสตร์ มีรายงานว่ารัฐอาหรับบางประเทศร่วมกับรัฐบาลอิสราเอลผลักดันให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเตหะราน ด้วยเหตุผลว่าหากปล่อยให้อิหร่านขยายอิทธิพลผ่านเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค อำนาจต่อรองของรัฐอาหรับจะถูกบั่นทอนลงในระยะยาว ซึ่งสมประโยชน์กับที่โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ข้ออ้างไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์และเปิดฉากทำสงครามผ่านอิสราเอล โดยระบุอิหร่านเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ
ประการที่สาม การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ช่องทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก การเคลื่อนไหวนี้กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของรัฐสมาชิกกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ(GCC) ซึ่งพึ่งพารายได้จากพลังงานเป็นหลัก การปิดเส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานจึงถูกตีความว่าเป็นการคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจของเพื่อนบ้าน
ประการที่สี่ นโยบาย “แนวร่วมแห่งการต่อต้าน” ของอิหร่านที่สนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน หรือกลุ่มฮูตี ในเยเมน ทำให้หลายประเทศอาหรับมองว่าเตหะรานแทรกแซงกิจการภายในและบ่อนทำลายเสถียรภาพ ความหวาดระแวงนี้สะสมมานานและระเบิดชัดเจนในสงครามรอบล่าสุด
กล่าวได้ว่าสงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนจากความขัดแย้งเชิงศาสนา มาเป็นเกมอำนาจที่แต่ละรัฐต้องปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ แม้จะนับถือศาสนาเดียวกันก็ตาม
- คำถามสำคัญต่อไปคือ หากอิหร่านพ่ายแพ้ จะเกิดอะไรขึ้น
หนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ ระบอบเทวธิปไตยอิสลามอาจเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและการคว่ำบาตรจากสหรัฐและชาติตะวันตกที่ยืดเยื้อ การพ่ายแพ้อาจจุดชนวนการประท้วงรอบใหม่ หรือแม้แต่แรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างอำนาจสูงสุด
สอง ความเสี่ยงต่อการแตกตัวของอำนาจภูมิภาค หากอิหร่านอ่อนแอ เครือข่ายพันธมิตรชีอะฮ์ในเลบานอน ซีเรีย และเยเมนอาจสูญเสียแรงหนุน เปิดทางให้รัฐอาหรับซุนนีและอิสราเอลขยายอิทธิพลเชิงยุทธศาสตร์
สาม ผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก หากระบอบเตหะรานถูกบั่นทอน เสถียรภาพในอ่าวเปอร์เซียอาจกลับมาในระยะหนึ่ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความไร้เสถียรภาพภายในอิหร่านเองก็อาจสร้างสุญญากาศอำนาจที่นำไปสู่ความรุนแรงระลอกใหม่
ท้ายที่สุด ความพ่ายแพ้อาจไม่ใช่จุดจบของอิหร่านในฐานะรัฐชาติ แต่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบทบาทในภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง ว่าจะถอยกลับสู่การประนีประนอมกับโลก หรือเดินหน้าท้าทายระเบียบเดิมในรูปแบบใหม่
สงครามครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปะทะทางทหาร หากแต่เป็นบททดสอบอนาคตของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และสมดุลอำนาจของโลกมุสลิมทั้งภูมิภาค






