EU ขยับสัมพันธ์เวียดนาม เผยสัญญาณถ่วงดุลการค้าโลก รับแรงกดดันภาษีสหรัฐ

25 ม.ค. 2569 | 10:15 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ม.ค. 2569 | 11:29 น.

สหภาพยุโรปเตรียมยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนามสู่ระดับสูงสุด ท่ามกลางความปั่นป่วนของการค้าโลกจากมาตรการภาษีของสหรัฐ สะท้อนท่าทีของยุโรปที่เร่งกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และเสริมเครือข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

KEY

POINTS

  • สหภาพยุโรป (EU) เตรียมยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนามสู่ระดับสูงสุด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ถ่วงดุลการค้าโลกและรับมือแรงกดดันจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ
  • การยกระดับความสัมพันธ์ครั้งนี้จะทำให้ EU มีสถานะเป็นหุ้นส่วนระดับสูงของเวียดนามเทียบเท่าจีน สหรัฐฯ และรัสเซีย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจของเวียดนาม
  • ความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นจะมุ่งเน้นในด้านยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยี พลังงาน และแร่ธาตุหายาก 

สหภาพยุโรป (EU) ส่งสัญญาณเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเตรียมยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนามสู่ระดับสูงสุด ระหว่างการเยือนกรุงฮานอยของนายอันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรป ในวันที่ 29 มกราคมนี้ ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เผชิญแรงสั่นสะเทือนจากนโยบายภาษีของสหรัฐ

รายงานจาก รอยเตอร์ส (Reuters) ระบุว่า การยกระดับความสัมพันธ์ครั้งนี้มีการวางแผนมาหลายเดือนแล้ว แต่ถูกเลื่อนออกไปจากข้อจำกัดด้านตารางเวลา อย่างไรก็ดี จังหวะการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนายโต เลิม ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามต่ออีกสมัย ทำให้นายคอสตาอาจเป็นผู้นำจากมหาอำนาจรายแรกที่เข้าพบผู้นำเวียดนามภายใต้โครงสร้างอำนาจใหม่

การยกระดับสถานะดังกล่าวจะทำให้สหภาพยุโรปอยู่ในกลุ่มเดียวกับจีน สหรัฐ และรัสเซีย ในฐานะหุ้นส่วนระดับสูงของเวียดนาม ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของฮานอยที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ

โดยนักการทูตสหภาพยุโรประบุว่า แม้การยกระดับความสัมพันธ์จะเป็นเชิงสัญลักษณ์เป็นหลัก เช่น การเพิ่มความถี่ของการพบปะระดับผู้นำ และยังไม่ก่อให้เกิดข้อตกลงผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่สะท้อนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ

ความเคลื่อนไหวของ EU ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับสหรัฐเผชิญความตึงเครียดมากขึ้น หลังรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาใช้นโยบายภาษีกับประเทศคู่ค้า แม้ก่อนหน้านี้สหรัฐจะยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนามในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อปลายปี 2566 ก็ตาม

แหล่งข่าวของ EU ให้ข้อมูลกับรอยเตอร์สว่า ความร่วมมือหลังการยกระดับความสัมพันธ์จะครอบคลุมหลายด้าน อาทิ งานวิจัย เทคโนโลยี พลังงาน และแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเวียดนามมีทรัพยากรสำคัญ เช่น แร่หายาก แกลเลียม และทังสเตน แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ

ในเชิงเศรษฐกิจ เวียดนามถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า และรองเท้า และยังมีข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม EU ยังคงแสดงความกังวลต่อการบังคับใช้ข้อตกลงการค้าเสรี EU-Vietnam FTA ซึ่งมีผลตั้งแต่ปี 2563 และส่งผลให้เวียดนามเกินดุลการค้ากับ EU อย่างต่อเนื่อง

ตามข้อมูลของรอยเตอร์ส ระบุว่า ในปี 2567 สหภาพยุโรปขาดดุลการค้ากับเวียดนามสูงถึง 42.5 พันล้านยูโร โดยฝ่ายยุโรปมองว่าเวียดนามยังมีอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) ซึ่งกระทบต่อสินค้านำเข้าจากยุโรป แม้บรัสเซลส์จะยังใช้มาตรการตอบโต้ในระดับจำกัด

การยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนาม จึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ EU ในการกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านการค้า โดยเฉพาะหลังสหรัฐกลับมาใช้นโยบายภาษีอย่างแข็งกร้าว ซึ่งผลักดันให้ยุโรปเร่งสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจใหม่ ทั้งในเอเชียและภูมิภาคอื่น เช่น การขยายข้อตกลงการค้ากับกลุ่มเมอร์โคซูร์ในอเมริกาใต้

ทั้งนี้ ก่อนการเยือนเวียดนาม นายคอสตามีกำหนดเดินทางไปอินเดีย เพื่อร่วมกับนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป หารือด้านการค้ากับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ซึ่งสะท้อนของการที่ยุโรปกำลังเร่งขยับหมากทางเศรษฐกิจและการทูต เพื่อรับมือโลกการค้าที่ผันผวนมากขึ้นในยุคหลังทรัมป์