EU ลั่นพร้อมปกป้องกรีนแลนด์ทุกวิถีทาง โต้”ทรัมป์”ขู่ยึดดินแดน

18 ม.ค. 2569 | 08:28 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ม.ค. 2569 | 08:40 น.

สหภาพยุโรปประกาศยืนหยัดช่วยกรีนแลนด์ทุกวิถีทางหากถูกสหรัฐฯ รุกราน ชี้มาตรา 42.7 คุ้มครองเข้มแม้ไม่ใช่สมาชิกกลุ่ม ท่ามกลางคำขู่พิชิตดินแดนและมาตรการภาษีจาก "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่สั่นคลอนเสถียรภาพโลก

KEY

POINTS

  • สหภาพยุโรป (EU) ประกาศจะปกป้องกรีนแลนด์ทุกวิถีทางจากคำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยอ้างถึง "ข้อตกลงช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" (มาตรา 42.7) เนื่องจากกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์ก
  • ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติในการขู่ยึดครองกรีนแลนด์ โดยระบุว่าจะทำให้ NATO แข็งแกร่งขึ้นและป้องกันอิทธิพลของรัสเซียและจีนในภูมิภาคอาร์กติก
  • หลายประเทศในยุโรปตอบรับคำขอของเดนมาร์กในการส่งทหารเข้าร่วมภารกิจลาดตระเวนในกรีนแลนด์ ขณะที่ EU ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการลงทุนและความร่วมมือในดินแดนดังกล่าว

ท่ามกลางคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ นางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ยืนยันว่าสหภาพยุโรป (EU) จะยังคงร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อไปเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก ขณะเดียวกัน EU ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า กรีนแลนด์ได้รับความคุ้มครองภายใต้ "ข้อตกลงช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" (Mutual Assistance Clause) ของกลุ่ม

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวระหว่างการเยือนไซปรัสอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า EU จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตร รวมถึงสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงในอาร์กติก แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงเดินหน้ากดดันเดนมาร์กเพื่อขอครอบครองกรีนแลนด์ก็ตาม

EU ลั่นพร้อมปกป้องกรีนแลนด์ทุกวิถีทาง โต้”ทรัมป์”ขู่ยึดดินแดน

"สหภาพยุโรปมีชื่อเสียงที่ดีมากในกรีนแลนด์ และเราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความร่วมมืออันดีเยี่ยมที่เรามีต่อกัน" นางฟอน เดอร์ เลเยน ระบุ

ทรัมป์ยกระดับคำขู่: "อาร์กติกต้องอยู่ในมือสหรัฐฯ"

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตอกย้ำวาระการขยายดินแดนโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ โดยระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า NATO จะมีความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากกรีนแลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐฯ มิเช่นนั้น รัสเซียและจีนจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์ในภูมิภาคยุทธศาสตร์นี้ พร้อมย้ำว่า "สิ่งอื่นใดที่นอกเหนือจากนี้ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้"

คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการประชุมที่วอชิงตันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ กับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นายลาร์ส เลิกเกอ รัสมุสเซิน รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์ก ยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายยังคงมีความ "เห็นต่างอย่างรุนแรง" และไม่สามารถเปลี่ยนท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีความปรารถนาจะ "พิชิต" กรีนแลนด์ได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศตกลงที่จะจัดตั้ง "คณะทำงานระดับสูง" เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ยุโรปเคลื่อนไหว ส่งกำลังทหารสำรวจพื้นที่

ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น หลายประเทศในยุโรปเริ่มประกาศเจตจำนงในการส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าร่วมภารกิจลาดตระเวนในกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุตามคำร้องขอของรัฐบาลเดนมาร์ก โดยประเทศที่ตอบรับแล้ว ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน นอร์เวย์ และเนเธอร์แลนด์

นางฟอน เดอร์ เลเยน ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการลงทุนและความร่วมมือในกรีนแลนด์เป็นสองเท่า โดยเน้นย้ำว่า "กรีนแลนด์สามารถพึ่งพาเราได้ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการเงิน"

กางข้อกฎหมาย: "มาตรา 42.7" เกราะคุ้มกันกรีนแลนด์

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ชี้แจงสถานะทางกฎหมายว่า แม้กรีนแลนด์จะเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองและไม่ได้เป็นสมาชิก EU โดยตรง แต่เนื่องจากกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์ก จึงได้รับความคุ้มครองภายใต้ มาตรา 42.7 ของสนธิสัญญาสหภาพยุโรป

  • สาระสำคัญของมาตรา 42.7: หากรัฐสมาชิกตกเป็นเหยื่อของการรุกรานทางอาหารในดินแดนของตน รัฐสมาชิกอื่นๆ มีหน้าที่ต้องให้ความช่วยเหลือในทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้
  • การบังคับใช้: โฆษกคณะกรรมาธิการระบุว่า ข้อตกลงนี้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ปัจจุบันยังไม่มีการประกาศใช้เนื่องจากคำขู่ของทรัมป์ยังไม่ได้กลายเป็นการกระทำที่ใช้กำลังทหาร

ความท้าทายที่สำคัญคือ หากเกิดการเผชิญหน้าทางทหารจริง NATO จะตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากทั้งสหรัฐฯ และเดนมาร์กต่างเป็นสมาชิก NATO ซึ่งตามมาตรา 5 ของ NATO ระบุให้สมาชิกปกป้องซึ่งกันและกัน แต่ยังไม่เคยมีบรรทัดฐานว่าต้องทำอย่างไรหากสมาชิกรายใหญ่อย่างสหรัฐฯ เป็นผู้ละเมิดอธิปไตยของสมาชิกอีกรายเสียเอง

ที่มา Euronews