KEY
POINTS
จากรณีที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยย้ำถึงเป้าหมายของตนว่า “เราต้องการกรีนแลนด์เมื่อดูจากความมั่นคงแห่งชาติ และเดนมาร์กไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้” นำมาสู่การจับตาว่า กรีนแลนด์ กลายเป็นเป้าหมายของทรัมป์ ถัดจากเวเนซุเอลาหรือไม่
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ "ฐานทอล์ค" ช่องเนชั่นทีวี22 วิเคราะห์ถึงเบื้องหลังความทะเยอทะยานของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการแสดงความสนใจที่จะผนวก "เกาะกรีนแลนด์" เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา
รศ.ดร.สมภพ เปิดเผยว่าความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ของทรัมป์ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เขาเคยพูดถึงเรื่องนี้มาแล้วหลายสิบครั้ง ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งสมัยแรก ความจริงจังนี้เห็นได้ชัดจากการที่คนระดับสูงในทำเนียบขาวออกมาโพสต์แผนที่กรีนแลนด์ที่มีธงชาติสหรัฐฯ ปักอยู่ พร้อมข้อความ "Soon" (เร็วๆ นี้)
ในเชิงภูมิศาสตร์ รศ.ดร.สมภพ อธิบายว่ากรีนแลนด์มีความก้ำกึ่งระหว่างยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่ในความเป็นจริงพื้นดินนี้อยู่ใกล้ชิดกับแคนาดาอย่างยิ่ง โดยมีพื้นที่ติดกันทางบกที่ Hans Island เป็นระยะทางถึง 1.2 กิโลเมตร ความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์หลายพันปีชี้ว่าคนกลุ่มแรกๆ ที่อพยพไปยังกรีนแลนด์ก็มาจากแคนาดา ก่อนที่ต่อมาจะกลายเป็นคนพื้นเมืองกลุ่ม “อินูอิต (Inuit)” ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 80% ของประชากรทั้งหมด 57,000 คน
แม้กรีนแลนด์จะมีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 2.17 ล้านตารางกิโลเมตร แต่กลับมีประชากรเพียงหยิบมือ เนื่องจากสภาพอากาศที่ปราบเซียน มีความหนาวเย็นจัดและมีพายุรุนแรง รศ.ดร.สมภพ ระบุว่ารายได้หลัก 90% ของกรีนแลนด์มาจากการทำประมง และต้องพึ่งพางบประมาณช่วยเหลือจากรัฐบาลเดนมาร์กถึงครึ่งหนึ่งในการบริหารประเทศ แม้กรีนแลนด์จะมี GDP ต่ำเพียง 3,000 กว่าล้านเหรียญ แต่มีรายได้ต่อหัว (GDP per capita) สูงถึง 58,000 เหรียญต่อปี เนื่องจากประชากรน้อย
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มองข้ามเรื่องตัวเลขเหล่านี้ไปสู่ทรัพยากรต้นน้ำ อย่างแร่Rare Earth และพลังงานมหาศาลที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นน้ำแข็ง ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ กำลังเสียเปรียบจีนอย่างหนักในตลาดนี้
รศ.ดร.สมภพ ได้ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่น่าสนใจว่า ปัญหาGlobal Warming (โลกร้อน) กลับกลายเป็นปัจจัยบวกในเชิงยุทธศาสตร์ เมื่อน้ำแข็งที่เคยหนานับร้อยเมตรเริ่มละลายหายไปอย่างเป็นรูปธรรม จะส่งผลให้เส้นทางการค้าทางทะเลแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
การเข้าถึงทรัพยากรและการสัญจรผ่านขั้วโลกเหนือเข้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติกจะทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งพื้นที่นี้เป็นจุดที่รัสเซียและจีนหมายตาไว้เช่นกัน เนื่องจากปกติรัสเซียจะมีช่องทางออกสู่แอตแลนติกค่อนข้างจำกัดและเสียเปรียบทางทะเล หากสหรัฐฯ คุมกรีนแลนด์ได้ จะเป็นการปิดประตูไม้ตายของคู่แข่ง และยังสามารถขนาบแคนาดา บีบให้แคนาดาต้องโอนอ่อนตามสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในเชิงพฤตินัย
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการเข้ายึดครองเหมือนกรณีเวเนซุเอลา รศ.ดร.สมภพ วิเคราะห์ว่ากรีนแลนด์มี "จระเข้ตัวใหญ่ขวางคลอง" คือการที่เดนมาร์กเป็นสมาชิกนาโต (NATO) ซึ่งภายใต้ “มาตรา 5 (Article 5)” การล่วงล้ำอธิปไตยของเดนมาร์กถือเป็นการรุกรานสมาชิกนาโตทั้งกลุ่ม ซึ่งจะสร้างรอยร้าวรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรป
ดังนั้น ทรัมป์จึงไม่น่าจะใช้การหักด้ามพร้าด้วยเข่า แต่จะใช้วิธีการเจรจาเชิงรุก ทั้งกับเดนมาร์ก รัฐบาลท้องถิ่น และกลุ่มนาโต เพื่อขอเข้าไปควบคุมในเชิงพฤตินัยที่มากกว่าการมีเพียงฐานทัพดังเช่นปัจจุบัน
แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายทั้งหมดของทรัมป์ ทั้งการเก็บภาษีทั่วโลก และการมุ่งหาทรัพยากร คือการ"เตรียมตัวรองรับสงครามขนาดใหญ่หรือสงครามโลกครั้งที่ 3" เพราะทรัมป์ตระหนักดีว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปัจจุบันพึ่งพาเพียงภาคการเงินและบริการ ซึ่งจะไร้ค่าทันทีเมื่อเกิดมหาสงครามที่ตลาดทุนล่มสลาย
สิ่งที่ทรัมป์ต้องการคือการกอบกู้ภาคเศรษฐกิจจริง(Real Sector)กลับคืนมา ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและฐานการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เพราะในยามสงคราม สิ่งที่จะทำให้ชาติอยู่รอดได้คือวัตถุดิบต้นน้ำ และการมีของกินของใช้ที่ผลิตเองได้ในบ้าน การรุกคืบสู่กรีนแลนด์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก แต่มันคือการวางหมากเพื่อความอยู่รอดในวันที่โลกอาจก้าวสู่ภาวะสงครามเต็มรูปแบบ