net-zero

กรีนแลนด์มีอะไรซ่อนอยู่ เหตุผลที่รัฐบาลทรัมป์จับตาเกาะอาร์กติก

In Brief

  • รัฐบาลทรัมป์สนใจกรีนแลนด์เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและมีศักยภาพเป็นแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุที่ยังไม่ถูกค้นพบจำนวนมาก เช่น แร่หายากและเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาอันยาวนานทำให้กรีนแลนด์เป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุสำคัญและแร่หายาก (rare earth) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจโลก
  • แม้จะมีศักยภาพสูง แต่การทำเหมืองในกรีนแลนด์เผชิญอุปสรรคใหญ่หลวง ทั้งการถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง การขาดโครงสร้างพื้นฐาน ความท้าทายทางเศรษฐกิจ และความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมจากคนในพื้นที่

ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นว่า กรีนแลนด์ ดินแดนกว้างใหญ่ในแถบอาร์กติกซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก ยังคงเป็นเป้าหมายของรัฐบาลทรัมป์ นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กได้ออกคำเตือนอย่างชัดเจนต่อทำเนียบขาว

เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก กล่าวปราศรัยทางโทรทัศน์ทั่วประเทศ ย้ำเตือนชาวเดนมาร์กว่า เธอได้ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่าราชอาณาจักรเดนมาร์กมีจุดยืนอย่างไร และกรีนแลนด์ได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

แต่เธอยังเตือนถึงผลที่ตามมาจากการที่สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ออกไปอย่างชัดเจน

 ทหารเดนมาร์กฝึกซ้อมการมองหาภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมทางทหาร โดยหน่วยรักษาดินแดนของเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์ ร่วมกับทหารเดนมาร์ก เยอรมนี และฝรั่งเศส เข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกันในเมืองคังเกอร์ลุสซูอักประเทศกรีนแลนด์เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2025 REUTERS

หากย้อนกลับไป นับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็แสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเข้าควบคุมเกาะอาร์กติกที่ปกครองตนเองและอุดมไปด้วยแร่ธาตุแห่งนี้ แม้ว่าสหรัฐฯ และเดนมาร์กจะเป็นพันธมิตรนาโต้ก็ตาม

โดยหลังจากปฏิบัติการบุกโจมตีของสหรัฐฯ จับกุมนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาได้สำเร็จ เขากล่าวกับ The Atlantic ว่า "เราต้องการมันเพื่อการป้องกันประเทศ"

ทรัพยากรแร่ธาตุที่คาดว่าซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำแข็ง

ทำให้กรีนแลนด์ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมากอีกครั้ง จากทรัพยากรแร่ธาตุที่คาดว่าซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำแข็ง แต่แท้จริงแล้ว อะไรคือสิ่งที่อยู่ภายใต้นั้น

ความมั่งคั่งที่เชื่อว่าซ่อนอยู่ใต้ภูมิประเทศที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งของกรีนแลนด์ เป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจและใฝ่หามานานกว่าศตวรรษ แต่คำถามสำคัญคือ ทรัพยากรเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายเพียงใด และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะมีผลต่อเรื่องนี้หรือไม่

เสน่ห์ของเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นยากจะปฏิเสธ ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา กรีนแลนด์ดึงดูดผู้มาเยือนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ เอริก เดอะ เรด ผู้ก่อตั้งชุมชนชาวยุโรปแห่งแรกเมื่อกว่าหนึ่งพันปีก่อน ไปจนถึงกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่เดินทางมายังชายฝั่งอันห่างไกลแห่งนี้และเช่นเดียวกับสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสนใจในกรีนแลนด์ก็กำลัง “ร้อนแรง” ขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกาะแห่งนี้ดึงดูดความสนใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นฟยอร์ดทางตะวันตกของกรีนแลนด์ 16 กันยายน 2025 REUTERS

ความร่วมมือด้านการทำแผนที่อย่างละเอียดและการสำรวจที่ดำเนินมากว่าหนึ่งศตวรรษ ทำให้พบหลักฐานว่ากรีนแลนด์มีทรัพยากรแร่สำคัญจำนวนมาก รวมถึงแร่หายาก (rare earth elements) และแร่สำคัญ (critical minerals) ที่ใช้ในเทคโนโลยีพลังงานสีเขียว ตลอดจนแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลที่คาดว่าอาจมีอยู่

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความตื่นเต้นอย่างมากเกี่ยวกับ “ขุมทรัพย์” ของกรีนแลนด์ กระบวนการค้นหา การสกัด และการขนส่งแร่ธาตุและเชื้อเพลิงฟอสซิลกลับเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนหลายชั้น ครอบคลุมหลายประเทศ และใช้เวลานานหลายทศวรรษ

บนแผนที่ส่วนใหญ่ กรีนแลนด์ดูมีขนาดมหึมา ใกล้เคียงกับทวีปแอฟริกา

ซึ่งเป็นผลจากการฉายแผนที่แบบเมอร์เคเตอร์ (Mercator projection) ที่ขยายพื้นที่ใกล้ขั้วโลกให้ดูใหญ่เกินจริง ในความเป็นจริง กรีนแลนด์มีพื้นที่ราว 2 ล้านตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 770,000 ตารางไมล์ ใกล้เคียงกับขนาดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

ทั่วโลก ร่องรอยและลายเซ็นของช่วงเวลาทางธรณีวิทยาอันยาวนานถูกบันทึกไว้ในชั้นหิน ตั้งแต่การปะทุของภูเขาไฟ แมกมาที่เย็นตัวอย่างช้า ๆ การชนกันของทวีปขนาดใหญ่ ไปจนถึงการแยกตัวคล้ายยางยืดที่นำไปสู่การก่อกำเนิดมหาสมุทรใหม่ การแสดงทางธรณีวิทยาเหล่านี้ถูกจารึกไว้ในหิน และมวลแผ่นดินเก่าแก่เช่นกรีนแลนด์ก็เป็นคลังบันทึกประวัติศาสตร์ของโลกอย่างละเอียด

แคทรีน กู๊ดอีนัฟ นักธรณีวิทยาหลักจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาอังกฤษ (British Geological Survey) กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ของกรีนแลนด์ย้อนกลับไปไกลพอ ๆ กับประวัติศาสตร์ของเกือบทุกสิ่งบนโลก ครั้งหนึ่งกรีนแลนด์เคยเป็นส่วนหนึ่งของทวีปขนาดใหญ่ ซึ่งรวมพื้นที่บางส่วนของยุโรปเหนือและอเมริกาเหนือในปัจจุบัน เมื่อราว 500 ล้านปีก่อน กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของมหาทวีปที่ตั้งอยู่ระหว่างยุโรปและอเมริกาเหนือ

แต่โลกไม่เคยหยุดนิ่ง ประมาณ 60–65 ล้านปีก่อน มหาทวีปเริ่มแยกออกจากกัน เกิดรอยแยกที่ขยายตัวจนกลายเป็นมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ

กรีนแลนด์แยกตัวออกจากยุโรป เคลื่อนตัวไปทางตะวันตก และเคยเคลื่อนผ่าน “ฮอตสปอต” ใต้เกาะไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นบริเวณที่ลาวาหลอมเหลวจากใต้เปลือกโลกพุ่งขึ้นมา มีส่วนทำให้เกิดกิจกรรมภูเขาไฟและการก่อรูปเกาะไอซ์แลนด์ ปัจจุบัน กรีนแลนด์มีทั้งหินฐานยุคพรีแคมเบรียนไปจนถึงตะกอนธารน้ำแข็งยุคปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดอาจเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีมูลค่า

นอกเหนือจากแร่ธาตุ นักวิทยาศาสตร์ยังประเมินว่ากรีนแลนด์มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 บริษัทน้ำมันและก๊าซได้พยายามค้นหาแหล่งสะสมโบราณนอกชายฝั่งกรีนแลนด์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ธรณีวิทยาของไหล่ทวีปกรีนแลนด์ยังมีความคล้ายคลึงกับแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น ๆ ในภูมิภาคอาร์กติก

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นทางตะวันออกของกรีนแลนด์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2025 REUTERS

กรีนแลนด์มักถูกเปรียบเทียบเหมือนไข่ช็อกโกแลต Cadbury Creme Egg ที่มีเปลือกแข็งด้านนอกห่อหุ้มของเหลวสีขาวด้านใน พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ (Greenland Ice Sheet) ที่ไหลช้า ๆ สู่ชายฝั่งผ่านธารน้ำแข็งทางออกหลายสาย มีเพียงราว 20% ของพื้นที่ที่ปราศจากน้ำแข็ง ประกอบด้วยภูเขาขรุขระ หน้าผาฟยอร์ด และเมืองเล็ก ๆ ที่มีบ้านสีสันสดใสเป็นจุด ๆ

ในปี ค.ศ. 1850 พบแร่ไครโอไลต์ (cryolite) หรือ “น้ำแข็งที่ไม่ละลาย” เนื่องจากมีจุดหลอมเหลวสูงมาก ในกรีนแลนด์ตะวันตกเฉียงใต้ ผู้ตั้งถิ่นฐานเริ่มทำเหมืองไครโอไลต์หลังทราบว่ามันใช้ในการผลิตโซเดียมไบคาร์บอเนต ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เหมืองอิวิทตูต (Ivittuut) เป็นแหล่งจัดหาไครโอไลต์ให้กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งเป็นแร่สำคัญในการผลิตอะลูมิเนียมสำหรับเครื่องบิน

การทำแผนที่ธรณีวิทยาในกรีนแลนด์เริ่มจริงจังหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากใช้เวลากว่า 20 ปีเดินสำรวจตามแนวชายฝั่ง นักธรณีวิทยาพบว่าการทำแผนที่เป็นงานขนาดมหาศาลหากแบ่งพื้นที่ที่ไม่มีน้ำแข็งทั้งหมดของกรีนแลนด์ จะต้องใช้แผ่นแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 100,000 ราว 200 แผ่น เมื่อคำนวณแล้ว พบว่าหากทำในอัตราเดิมจะต้องใช้เวลาถึง 200 ปี จึงปรับไปใช้แผนที่ความละเอียดหยาบขึ้น และแล้วเสร็จในช่วงต้นทศวรรษ 2000

ปัจจุบันนักธรณีวิทยาจัดทำแผนที่ความละเอียดสูงแล้ว 55 แผ่น และยังเริ่มสำรวจพื้นที่ใต้แผ่นน้ำแข็ง ล่าสุด ค็อกเฟลต์ร่วมกับนักธรณีฟิสิกส์จัดทำแผนที่จังหวัดธรณีวิทยาใต้แผ่นน้ำแข็ง ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเฉพาะ และบ่งชี้ถึงชนิดแร่ที่อาจพบได้ อย่างไรก็ตาม แผนที่ดังกล่าวยังต้องได้รับการปรับปรุงด้วยข้อมูลเพิ่มเติม

ทรัพยากรที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์

จากการสำรวจในปี 2023 พบว่าแร่ธาตุ 25 ชนิดจากทั้งหมด 34 ชนิดที่คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดให้เป็น “วัตถุดิบสำคัญ” นั้น พบได้ในกรีนแลนด์

กรีนแลนด์มีทรัพยากรมากมายที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ เช่น แร่หายาก กราไฟต์ ทองแดง นิกเกล สังกะสี ยูเรเนียม ไทเทเนียม ทองคำ และเพชร และพื้นที่ 60% ของเกาะที่ไม่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งยังไม่ได้รับการสำรวจ การสกัดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถูกห้ามในกรีนแลนด์ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาภาคเหมืองแร่ก็ติดขัดด้วยขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยากและการต่อต้านจากชนพื้นเมือง

แร่สำคัญคือวัสดุที่ทำให้เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนได้

แต่กำลังหายากขึ้น และมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าความต้องการแร่และโลหะอาจเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่าภายในปี ค.ศ. 2040 เพื่อรองรับเทคโนโลยีพลังงาน ตั้งแต่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม ไปจนถึงแผงโซลาร์เซลล์ ล้วนต้องพึ่งพาแร่สำคัญเหล่านี้

แม้แร่เหล่านี้จำนวนมากถูกทำเหมืองในจีนและแอฟริกา แต่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การขนส่ง การเข้าถึง และเศรษฐศาสตร์ ทำให้ต้องพิจารณาแหล่งใหม่ แอนน์ เมอร์ริลด์ หัวหน้าด้านความยั่งยืนและการวางแผน มหาวิทยาลัยอัลบอร์ก เดนมาร์ก ระบุว่า เมื่อเหมืองในภูมิภาคอื่นเริ่มร่อยหรอ แหล่งแร่ในอาร์กติกก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้มีแนวโน้มพบแร่สำคัญในกรีนแลนด์ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าการทำเหมืองจะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งต้องอาศัยการสำรวจ “การสำรวจแร่เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ท้าทายและมีความเสี่ยงสูงที่สุดในอุตสาหกรรมเหมือง ไซมอน โจวิตต์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย Ralph J. Roberts มหาวิทยาลัยเนวาดา เมืองรีโน กล่าวว่า จากโครงการสำรวจ 100 โครงการ อาจมีเพียงหนึ่งโครงการที่พัฒนาเป็นเหมืองได้จริง

แม้การสำรวจจะพบศักยภาพของเหมือง โดยเฉลี่ยยังต้องใช้เวลาราว 10 ปี ตั้งแต่การค้นพบจนถึงการผลิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบอนุญาต และมาตรการด้านความรับผิดชอบเเต่กรีนแลนด์ขาดโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก นอกเขตเมืองแทบไม่มีถนนหรือทางรถไฟ การเดินทางต้องอาศัยเรือหรืออากาศยาน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำเหมือง

การแปรรูปแร่ก็เป็นอีกความท้าทาย แร่หายากไม่ได้พบในสภาพอิสระเหมือนทองคำ แต่ฝังอยู่ในแร่ชนิดอื่นที่ซับซ้อน และมักเกี่ยวข้องกับยูเรเนียมหรือธาตุที่ไม่พึงประสงค์ หากแร่เชื่อมโยงกับสารกัมมันตรังสี เหมืองอาจต้องหยุดก่อนแปรรูปได้แม้เพียงกรัมเดียว ในปี ค.ศ. 2021 กรีนแลนด์ออกกฎหมายจำกัดปริมาณยูเรเนียมในทรัพยากรที่ทำเหมือง ส่งผลให้โครงการเหมืองแร่หายากทางตอนใต้ของเกาะต้องชะงัก

รัฐสภาปัจจุบันสะท้อนความกังวลของชาวกรีนแลนด์ต่อผลกระทบระยะยาวจากการทำเหมือง เหมืองเก่า 3 แห่งสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะต่อแหล่งน้ำ เมอร์ริลด์อธิบายว่า หินเหลือทิ้งจากกระบวนการเหมืองแบ่งเป็นหินเสียและกากแร่ ซึ่งกากแร่มีมลพิษสูงกว่า แต่ในอดีตหินเสียกลับถูกทิ้งลงแม่น้ำและชายฝั่ง ทั้งที่ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด พบโลหะหนักในสิ่งมีชีวิตตั้งแต่แมงมุม ไลเคน ปลา ไปจนถึงหอย

อุณหภูมิต่ำและความเค็มต่ำทำให้การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างเชื่องช้า และผลกระทบยังตรวจพบได้แม้ผ่านไปกว่า 50 ปี การทำลายแหล่งน้ำคือการทำลายห่วงโซ่อาหารและวิถีชีวิตของชาวกรีนแลนด์

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลรุนแรงต่ออาร์กติก อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบสี่เท่า แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์สูญเสียน้ำแข็งราว 30 ล้านตันต่อชั่วโมง แม้น้ำแข็งที่ถอยร่นจะเผยชั้นหินมากขึ้น แต่การละลายไม่ใช่ปัจจัยหลักของความสนใจด้านการสำรวจ เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน

การละลายของน้ำแข็งเปิดทางให้กับการขนส่งในแถบอาร์กติก

ขณะเดียวกัน น้ำแข็งทะเลอาร์กติกที่ลดลงเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ ทำให้การขนส่งแร่สำคัญเพื่อพลังงานสะอาดง่ายขึ้น ท่ามกลางความย้อนแย้งระหว่างผลกระทบเชิงลบและโอกาสทางเศรษฐกิจ

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ในปี 2024 พบว่า แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์สูญเสียพื้นที่ไป 5,091 ตารางกิโลเมตร (1,966 ตารางไมล์) ระหว่างปี 1985 ถึง 2022 

การหดตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงปริมาณน้ำแข็ง 1,034 กิกะตัน (1.034 ล้านล้านกิโลกรัม/2.28 ล้านล้านปอนด์) ที่สูญหายไปเนื่องจากการถอยร่นของธารน้ำแข็ง โดยมีการแตกตัวของน้ำแข็งผ่านกระบวนการ "การแตกตัวเป็นก้อน" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ก้อนน้ำแข็งแตกออกจากธารน้ำแข็งบริเวณปลายสุด

จากข้อมูลของ Arctic Ship Traffic Data พบว่าจำนวนเรือที่ปฏิบัติงานในแถบอาร์กติกเพิ่มขึ้น 37% ระหว่างปี 2013 ถึง 2023