
ฝรั่งเศสยังประท้วงใหญ่ทั่วประเทศต้านกฎหมายปฏิรูประบบเงินบำนาญ
ชาวฝรั่งเศสยังคงพากันออกมาชุมนุมประท้วง ปิดทางรถไฟและทางหลวงหลายเส้นทาง และเกิดการปะทะกับตำรวจในหลายเมืองเมื่อวันอังคาร (28 มี.ค.) เพื่อต่อต้านกฎหมายปฏิรูประบบเงินบำนาญที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เป็นผู้ผลักดัน
การที่ รัฐบาลฝรั่งเศส ยังคงออกมาปฏิเสธข้อเรียกร้องจาก สหภาพแรงงาน หลายแห่งที่ขอให้ระงับและทบทวน กฎหมายปฏิรูประบบเงินบำนาญฉบับใหม่ ที่ให้เพิ่มอายุของผู้เกษียณที่จะรับเงินบำนาญจากเดิม 62 ปี เป็น 64 ปี ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อบรรดาผู้นำสหภาพแรงงาน การชุมนุมประท้วงของพวกเขาซึ่งเกิดขึ้นทั่วประเทศในเวลานี้ เร่งเร้าให้รัฐบาลหาแนวทางอื่นในการจัดการวิกฤตที่เกิดขึ้น
นายโลรองต์ แบร์แจร์ หัวหน้าสหภาพแรงงาน CFDT กล่าววานนี้ (28 มี.ค.) ว่า ทางสหภาพได้เสนอทางออกของเรื่องนี้ไปแล้ว และเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่ข้อเสนอของพวกเขาถูกฝ่ายรัฐบาลระงับยับยั้งอีกครั้ง
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บรรดาพนักงานในภาคการคมนาคม การบิน และพลังงาน ในประเทศฝรั่งเศส ต่างพร้อมใจประท้วงหยุดงานต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายวันข้ามสัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางทั่วฝรั่งเศสในเวลานี้ ขณะที่สหภาพนักศึกษา UNEF ประกาศปิดทางเข้ามหาวิทยาลัย 20 แห่ง
นายชาลส์ เดอ คูร์ซอง แห่งพรรคฝ่ายค้าน Liot กล่าวว่า รัฐบาลฝรั่งเศสควรเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นอิสราเอล ที่ซึ่งรัฐบาลตัดสินใจระงับมาตรการปฏิรูประบบยุติธรรมไปก่อนแล้วหลังจากที่ต้องเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชน
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ท่าทีของรัฐบาลฝรั่งเศสก็คือ ยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าตามกฎหมายฉบับใหม่ต่อไป และกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ปลายปีนี้ (2566) โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ (การนำกฎหมายใหม่มาใช้) เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ในการรักษาดุลการเงินของประเทศ
ย้อนรอยดูต้นเหตุของการประท้วงอีกครั้ง
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีมาครงผ่านกฎหมายปฏิรูประบบเงินบำนาญด้วยการเพิ่มอายุผู้เกษียณจาก 62 ปีเป็น 64 ปี โดยเป็นการอาศัยอำนาจพิเศษ ไม่ผ่านการรับรองเห็นชอบของรัฐสภา ฝ่ายรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่าการปฏิรูปดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ระบบการจ่ายเงินบำนาญเดินหน้าต่อไปได้
แต่เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจต่อประชาชนฝรั่งเศสจำนวนมาก นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้ ทั้งในกรุงปารีสและเมืองอื่น ๆ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีการจับกุมผู้ประท้วงไปแล้วหลายร้อยคน สถานการณ์คล้ายกับการประท้วง "เสื้อกั๊กเหลือง" ที่ปะทุขึ้นในฝรั่งเศสเมื่อปี 2561 เพื่อต่อต้านราคาน้ำมันแพงในตอนนั้น
ในครั้งนี้ บรรดาผู้นำสหภาพแรงงานขนาดใหญ่ของฝรั่งเศสต่างออกมาตำหนิกฎหมายดังกล่าว โดยบอกว่าเป็นการล่มสลายของรัฐบาลฝรั่งเศส และเป็นความรับผิดชอบของประธานาธิบดีมาครง สหภาพฯประกาศว่าจะเดินหน้าประท้วงต่อไป ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ พากันประท้วงหยุดงาน รถไฟหยุดให้บริการ ขณะที่ขยะมูลฝอยกองพะเนินตามท้องถนนในกรุงปารีสเพราะไม่มีคนเก็บ
นอกจากนี้ ยังเกิดการประท้วงหยุดงานที่โรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งในช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้คาดการณ์ว่าอาจนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงในสัปดาห์นี้
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 มี.ค.) เกิดความรุนแรงและการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจในหลายเมือง เช่น ที่เมืองน็องต์ส มีการจุดไฟเผากระดานไม้ที่นำมาปิดด้านหน้าธนาคาร BNP Paribas และมีการจุดไฟเผารถยนต์และยิงพลุใส่ตำรวจด้วย
รัฐมนตรีกิจการภายในประเทศของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกส่งไปช่วยควบคุมสถานการณ์ต่างต้องเผชิญกับความเสี่ยงอย่างมากในเหตุประท้วงครั้งนี้
ขณะเดียวกัน คะแนนนิยมของมาครงได้ร่วงหล่นลง 4% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเหลือ 28% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติเสื้อกั๊กเหลืองเมื่อ 5 ปีที่แล้ว (อ้างอิงจากผลสำรวจของ IFOP-Journal du Dimanche)






