
จีนดึงดูดนานาชาติร่วมยุทธศาสตร์ เส้นทางสายไหม ‘Belt and Road’
14-15 พฤษภาคม 2560 จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องเส้นทางสายไหมยุคใหม่และความร่วมมือระหว่างประเทศ (The Belt and Road Forum for International Cooperation) ที่กรุงปักกิ่ง งานนี้ผู้นำรัฐบาลกว่า 100 ประเทศที่อยู่ในแนวเส้นทางเศรษฐกิจและความร่วมมือดังกล่าว รวมทั้งผู้นำของชาติอาเซียนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดของจีนไม่ว่าจะเป็นลาว เวียดนาม หรือเมียนมา ต่างตอบรับเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของนโยบายยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวซึ่งเป็นความริเริ่มของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
นับตั้งแต่ที่จีนได้ประกาศนโยบาย The Belt and Road (ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า One Belt One Road)อย่างเป็นทางการในปี 2556 จนมาถึงปัจจุบัน มีประเทศพันธมิตรร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 110 ประเทศ ประเทศเหล่านี้อยู่ตามแนวเส้นทางที่ทอดยาวจากประเทศจีน ตัดผ่านภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง มุ่งสู่ยุโรปและแอฟริกา หากรวมขนาดของเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน คาดว่าจะมีสัดส่วนราว 16% ของขนาดเศรษฐกิจโลก หรือประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าการค้าโลก และหากมองในแง่จำนวนประชากร ประเทศแนวขอบเส้นทางสายไหมดังกล่าว มีรวมกันคิดเป็นสัดส่วนถึง 43 % ของประชากรโลก นับเป็นโครงข่ายทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนกันได้อีกมาก
ไม่เพียงเท่านั้น ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ผู้นำจีนยังได้เชิญชวนประเทศที่อยู่นอกแนวเส้นทาง The Belt and Road อาทิ นิวซีแลนด์ และแอฟริกาใต้ ให้มาเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเซ็นบันทึกความเข้าใจ (MOU) กันไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมจากนโยบายยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว ประเทศที่มีการลงนามใน MOU กับจีนว่าจะมีความร่วมมือกันในเส้นทางสายไหมยุคใหม่นี้ มีจำนวน 38 แล้ว และในหลายประเทศมีการเดินหน้าโครงการความร่วมมือกับจีนไปแล้ว (ดังแผนภูมิประกอบ) คิดเป็นมูลค่ารวมกันมหาศาล ยกตัวอย่าง โครงการพัฒนาเมืองชายฝั่งแห่งใหม่ (Port City) ในกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา ใช้เงินลงทุน 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 4.55 แสนล้านบาท) ภายในระยะเวลา 25 ปี ถือเป็นอภิมหาโครงการที่จะเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของนโยบายนี้
ส่วนโครงการที่สำเร็จเป็นรูปธรรมที่สุดและเริ่มดำเนินการแล้ว เห็นจะได้แก่การเดินรถไฟขบวนสินค้าสายจีน-ยุโรป ระยะทางกว่า 12,000 กิโลเมตร ตัดผ่าน 9 ประเทศ และมีการขนส่งสินค้าระหว่างกันแล้วซึ่งสามารถย่นระเวลาเหลือเพียง 18 วันเท่านั้น
[caption id="attachment_148822" align="aligncenter" width="271"]
จีนดึงดูดนานาชาติร่วมยุทธศาสตร์ เส้นทางสายไหม ‘Belt and Road’[/caption]
แม้ว่าหลายโครงการกำลังเดินหน้าด้วยดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายโครงการที่ริเริ่มขึ้นมาแล้ว ก็มีอันต้องพับโครงการ ซึ่งความล้มเหลวดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลายเหตุปัจจัย อาทิ โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงในเวเนซูเอลา ซึ่งเกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติของเวเนซูเอลาเอง ที่พลอยทำให้โครงการน้ำมันแลกเงินกู้ (Oil-for-Loan program)ของทั้ง 2 ประเทศต้องล่มไปด้วย
หรือกรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนมิตโสนในเมียนมา ที่แรกเริ่มเดิมที จีนจะเข้าไปเป็นผู้ลงทุนในโครงการมูลค่าสูงถึง 3,600 ล้านดอลลาร์ (กว่า 1.26 แสนล้านบาท) แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้เนื่องจากมีการประท้วงและคัดค้านอย่างหนักในพื้นที่เนื่องจากหวั่นวิตกในแง่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน
การประชุมนานาชาติครั้งสำคัญนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลจีนได้เน้นย้ำต่อประเทศพันธมิตรบนเส้นทางสายไหมอีกครั้งว่า นโยบายดังกล่าวนั้นเป็นความต้องการของจีนที่จะเชื่อมโยงโครงข่ายความร่วมมือกับนานาประเทศทั่วโลก และเป็นความร่วมมือที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสมควรจะได้รับประโยชน์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,261 วันที่ 14 - 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
นับตั้งแต่ที่จีนได้ประกาศนโยบาย The Belt and Road (ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า One Belt One Road)อย่างเป็นทางการในปี 2556 จนมาถึงปัจจุบัน มีประเทศพันธมิตรร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 110 ประเทศ ประเทศเหล่านี้อยู่ตามแนวเส้นทางที่ทอดยาวจากประเทศจีน ตัดผ่านภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง มุ่งสู่ยุโรปและแอฟริกา หากรวมขนาดของเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน คาดว่าจะมีสัดส่วนราว 16% ของขนาดเศรษฐกิจโลก หรือประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าการค้าโลก และหากมองในแง่จำนวนประชากร ประเทศแนวขอบเส้นทางสายไหมดังกล่าว มีรวมกันคิดเป็นสัดส่วนถึง 43 % ของประชากรโลก นับเป็นโครงข่ายทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนกันได้อีกมาก
ไม่เพียงเท่านั้น ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ผู้นำจีนยังได้เชิญชวนประเทศที่อยู่นอกแนวเส้นทาง The Belt and Road อาทิ นิวซีแลนด์ และแอฟริกาใต้ ให้มาเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเซ็นบันทึกความเข้าใจ (MOU) กันไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมจากนโยบายยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว ประเทศที่มีการลงนามใน MOU กับจีนว่าจะมีความร่วมมือกันในเส้นทางสายไหมยุคใหม่นี้ มีจำนวน 38 แล้ว และในหลายประเทศมีการเดินหน้าโครงการความร่วมมือกับจีนไปแล้ว (ดังแผนภูมิประกอบ) คิดเป็นมูลค่ารวมกันมหาศาล ยกตัวอย่าง โครงการพัฒนาเมืองชายฝั่งแห่งใหม่ (Port City) ในกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา ใช้เงินลงทุน 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 4.55 แสนล้านบาท) ภายในระยะเวลา 25 ปี ถือเป็นอภิมหาโครงการที่จะเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของนโยบายนี้
ส่วนโครงการที่สำเร็จเป็นรูปธรรมที่สุดและเริ่มดำเนินการแล้ว เห็นจะได้แก่การเดินรถไฟขบวนสินค้าสายจีน-ยุโรป ระยะทางกว่า 12,000 กิโลเมตร ตัดผ่าน 9 ประเทศ และมีการขนส่งสินค้าระหว่างกันแล้วซึ่งสามารถย่นระเวลาเหลือเพียง 18 วันเท่านั้น
[caption id="attachment_148822" align="aligncenter" width="271"]
แม้ว่าหลายโครงการกำลังเดินหน้าด้วยดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายโครงการที่ริเริ่มขึ้นมาแล้ว ก็มีอันต้องพับโครงการ ซึ่งความล้มเหลวดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลายเหตุปัจจัย อาทิ โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงในเวเนซูเอลา ซึ่งเกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติของเวเนซูเอลาเอง ที่พลอยทำให้โครงการน้ำมันแลกเงินกู้ (Oil-for-Loan program)ของทั้ง 2 ประเทศต้องล่มไปด้วย
หรือกรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนมิตโสนในเมียนมา ที่แรกเริ่มเดิมที จีนจะเข้าไปเป็นผู้ลงทุนในโครงการมูลค่าสูงถึง 3,600 ล้านดอลลาร์ (กว่า 1.26 แสนล้านบาท) แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้เนื่องจากมีการประท้วงและคัดค้านอย่างหนักในพื้นที่เนื่องจากหวั่นวิตกในแง่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน
การประชุมนานาชาติครั้งสำคัญนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลจีนได้เน้นย้ำต่อประเทศพันธมิตรบนเส้นทางสายไหมอีกครั้งว่า นโยบายดังกล่าวนั้นเป็นความต้องการของจีนที่จะเชื่อมโยงโครงข่ายความร่วมมือกับนานาประเทศทั่วโลก และเป็นความร่วมมือที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสมควรจะได้รับประโยชน์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,261 วันที่ 14 - 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






