thansettakij
thansettakij
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เร่งปั้น Meta สู่ยุค AI Agent ดัน Muse เจาะตลาดพันล้านคน

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เร่งปั้น Meta สู่ยุค AI Agent ดัน Muse เจาะตลาดพันล้านคน

22 ต.ค. 69 | 03:50 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ต.ค. 69 | 04:07 น.

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เผย Muse มีผู้ใช้งานกว่า 10 ล้านคนในสหรัฐฯ และแคนาดาภายในเดือนครึ่ง เดินหน้าสร้างรายได้จาก AI Agent ทั้งช้อปปิ้ง บริการสมาชิก และตลาดองค์กร ตั้งเป้าลดต้นทุนประมวลผลมากกว่า 10 เท่าภายในปีหน้า พร้อมขยายบริการรองรับผู้ใช้งานหลายพันล้านคน

KEY

POINTS

  • Meta กำลังเร่งพัฒนา AI Agent ส่วนบุคคลชื่อ "Muse" โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะส่วนบุคคล (Personal Superintelligence) และขยายฐานผู้ใช้งานให้ถึงระดับพันล้านคน
  • Muse ได้รับการตอบรับที่ดีในช่วงเริ่มต้น โดยมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 10 ล้านคน และมีกรณีการใช้งานหลักคือการซื้อสินค้า ซึ่งจะเป็นหนึ่งในช่องทางสร้างรายได้ผ่านค่าธรรมเนียม
  • โมเดลธุรกิจจะมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมธุรกรรม, การสมัครสมาชิกแบบชำระเงินสำหรับฟีเจอร์ขั้นสูง, และการใช้งานในภาคธุรกิจ โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่จะสามารถใช้งานได้ฟรี
  • Meta จะนำ Muse ไปใช้บนแว่นตาอัจฉริยะ พร้อมปรับทิศทางการลงทุนจาก Reality Labs มาเน้นด้าน AI และตั้งเป้าลดต้นทุนการประมวลผลเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ Meta เปิดเผยทิศทางธุรกิจในการรายงานผลประกอบการรายไตรมาส โดยระบุว่า บริษัทกำลังเร่งพัฒนา Muse ซึ่งเป็น AI Agent ส่วนบุคคล เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ด้านปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะส่วนบุคคล (Personal Superintelligence) ให้เข้าถึงผู้คนทั่วโลก พร้อมขยายช่องทางสร้างรายได้จากการซื้อขายสินค้า บริการสมาชิก และการใช้งานในภาคธุรกิจ

ซักเคอร์เบิร์ก ระบุว่า ปัจจุบันแอปพลิเคชันในเครือ Meta มีผู้ใช้งานรวมกัน 3,640 ล้านคนต่อวัน ขณะที่ Facebook และ Instagram มีการมีส่วนร่วมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของวิดีโอ ส่วน Threads มียอดผู้ใช้งานต่อเดือนแซงหน้า X แล้ว และ WhatsApp ก็มียอดส่งข้อความสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะแพลตฟอร์มสำหรับ AI Agent

 

Muse ดึงผู้ใช้ 10 ล้านคนในเดือนครึ่ง

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เร่งปั้น Meta สู่ยุค AI Agent ดัน Muse เจาะตลาดพันล้านคน

ความเคลื่อนไหวสำคัญของ Meta คือการผลักดัน Muse ให้เป็น AI Agent ที่เข้าใจเป้าหมายของผู้ใช้และช่วยดำเนินงานต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ ตั้งแต่การจัดการชีวิตประจำวัน ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ไปจนถึงการสร้างธุรกิจและการทำงานสร้างสรรค์

ภายในเวลาเพียงเดือนครึ่ง Muse มีผู้ติดตั้งและเริ่มใช้งานแล้วมากกว่า 10 ล้านคนในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยแอปขึ้นอันดับ 1 ใน App Store เกือบทุกวัน ขณะที่ผู้ใช้งานประมาณ 25% ของผู้ที่ตั้งค่า Muse แล้วกลับมาใช้งานในแต่ละวัน

นอกจากนี้ Meta ยังพบแนวโน้มว่าผู้ใช้งานกลุ่มแรกมีอัตราการกลับมาใช้งานที่ดีขึ้นเมื่อใช้ Muse ต่อเนื่อง โดยระดับการมีส่วนร่วมในช่วงเริ่มต้นสูงกว่าที่ Threads เคยทำได้มากกว่าสองเท่า และสูงกว่าระดับที่บริษัทประเมินว่าแอป AI อื่น ๆ เคยทำได้ในช่วงเริ่มต้นเช่นกัน

 

ซักเคอร์เบิร์ก ระบุว่า Muse Wonder ซึ่งเป็นโมเดล AI ระดับแนวหน้ารุ่นแรกของบริษัท ยังช่วยเพิ่มคุณภาพการทำงาน การมีส่วนร่วม และการรักษาผู้ใช้งาน สะท้อนว่าการพัฒนาความสามารถของโมเดล AI จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพดีขึ้นต่อเนื่อง

ช้อปปิ้งขึ้นแท่นการใช้งานหลัก ปูทางรายได้ AI

หนึ่งในกรณีใช้งาน Muse ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการซื้อสินค้า โดยผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งในสี่ใช้บริการเพื่อทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการช้อปปิ้ง และมีมูลค่าการซื้อเฉลี่ยมากกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,500 บาท)

Meta ระบุว่า Plaid ผู้ให้บริการเชื่อมต่อข้อมูลทางการเงิน แจ้งว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นผ่านตัวเชื่อมต่อของบริษัทบน Muse อยู่ในระดับที่ไม่เคยพบจากบริการอื่นมาก่อน ขณะที่ในสัปดาห์แรก Meta ต้องทำงานร่วมกับ Stripe เพื่อเพิ่มวงเงินเครดิต เนื่องจากปริมาณธุรกรรมสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

นอกเหนือจากการซื้อสินค้า ผู้ใช้ยังนิยมเชื่อมต่อ Muse เข้ากับบริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานส่วนบุคคล เช่น อีเมลและปฏิทิน โดย Meta กำลังพัฒนาระบบความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเพิ่มเติม ผ่าน Muse Secure VM และแผนเปิดตัว Muse Confidential VM ซึ่งบริษัทระบุว่าจะทำให้แม้แต่ Meta เองก็ไม่สามารถมองเห็นเนื้อหาของผู้ใช้งานได้

สำหรับโมเดลรายได้ Meta วางแนวทางให้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่สามารถใช้ Muse ได้ฟรี โดยบริษัทจะสร้างเครื่องมือด้านการค้าเพื่อรับค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมที่ช่วยอำนวยความสะดวก ซึ่งคาดว่าภาคธุรกิจจะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้ที่ต้องการใช้โมเดล AI ขั้นสูงหรือโทเคนเพิ่มเติมจะสามารถสมัครสมาชิกแบบชำระเงิน ส่วนเจ้าของธุรกิจที่ต้องการใช้ Muse เพื่อขยายกิจการ และบริษัทที่ต้องการนำ Muse ไปใช้ในการทำงาน ก็จะมีบริการสมัครสมาชิกสำหรับกลุ่มดังกล่าวเช่นกัน

อีกช่องทางหนึ่งคือการเชื่อมต่อ Muse เข้ากับบริการของ Meta เพื่อช่วยปรับเนื้อหาและโฆษณาให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละราย โดยซักเคอร์เบิร์กคาดว่าในระยะยาว Muse จะสร้างรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งานได้สูงกว่ารายได้เฉลี่ยหลายร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อปีที่ Meta ทำได้จากผู้ใช้งานชาวอเมริกันในเครือแอปพลิเคชันเดิม เนื่องจากมีโอกาสสร้างรายได้จากกิจกรรมการค้าเพิ่มเติม

 

ลดต้นทุนประมวลผล 10 เท่า เร่งขยายสู่พันล้านคน

แม้ Muse จะมีแนวโน้มเติบโต แต่การให้บริการ AI Agent ยังต้องใช้ทรัพยากรประมวลผลจำนวนมาก Meta จึงตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนการประมวลผลให้ดีขึ้นมากกว่า 10 เท่าภายในปีหน้า เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำกำไรได้เมื่อรายได้จากช่องทางต่าง ๆ ขยายตัวถึงระดับที่เหมาะสม

บริษัทกำลังขยายขีดความสามารถด้านการประมวลผลเพื่อรองรับผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคนในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยซักเคอร์เบิร์กเชื่อว่า หากประสิทธิภาพการประมวลผลพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีข้างหน้า Muse จะมีโอกาสสร้างผลกำไรในระดับสูงในระยะยาว

Meta ยังเดินหน้าสร้าง Meta Enterprise Platform ภายใต้การนำของ ซีเจ เดไซ (CJ Desai) เพื่อรองรับการให้บริการ AI สำหรับองค์กร นอกเหนือจากเครือข่าย Muse โดยมีทั้ง API, Muse Code และบริการระดับองค์กรอื่น ๆ ที่สามารถสร้างรายได้จากการประมวลผลโมเดล AI

บริษัทกำลังนำ Muse Wonder มาใช้ประเมินและปรับปรุงความสามารถของระบบแนะนำเนื้อหาและระบบโฆษณาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยอัตโนมัติ พร้อมคาดหวังว่าโมเดล AI รุ่นใหม่ที่มีความสามารถสูงขึ้นจะช่วยเร่งการพัฒนาระบบเหล่านี้ต่อไป

ดัน AI ลงแว่นตา ปรับแผนลงทุน Reality Labs

นอกจากบริการบนแอปพลิเคชัน Meta ยังเตรียมนำ Muse เข้ามาทำงานบนแว่นตา Meta ตั้งแต่เดือนหน้า เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง AI Agent ได้ตลอดทั้งวัน โดยบริษัทมองว่าในระยะยาว ความสามารถด้าน AI จะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของประสบการณ์ใช้งานแว่นตา มากกว่าฟีเจอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น การฟังเพลง การโทร การบันทึกภาพและวิดีโอ และการช่วยฟัง

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เร่งปั้น Meta สู่ยุค AI Agent ดัน Muse เจาะตลาดพันล้านคน

กลยุทธ์ของ Meta คือการกำหนดราคาอุปกรณ์โดยไม่มุ่งทำกำไรจำนวนมากจากฮาร์ดแวร์ แต่ต้องการสร้างธุรกิจซอฟต์แวร์และบริการ AI ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในระยะยาว บริษัทคาดว่าการเพิ่ม Muse เข้าไปในแว่นตาจะช่วยเพิ่มยอดสมัครสมาชิกแบบชำระเงิน และทำให้ธุรกิจดังกล่าวปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน Meta จะปรับแนวทางลงทุนในเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality: VR) โดยเน้นเปิดตัวอุปกรณ์รุ่นใหม่เมื่อมีความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เพื่อจัดสรรทรัพยากรไปให้กับการพัฒนา AI ส่วนบุคคลก่อน

จากการปรับทิศทางดังกล่าว บริษัทคาดว่าผลขาดทุนจากการดำเนินงานของ Reality Labs จะลดลงเหลือประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.875 แสนล้านบาท) ในปีหน้า และมีแนวโน้มมุ่งสู่การทำกำไรหลังจากนั้น

เร่งพัฒนาโมเดล AI ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก

ด้านการพัฒนาโมเดล AI Meta ระบุว่า Muse Wonder มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมในเกณฑ์วัดผลส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะส่วนบุคคล ขณะที่การมีส่วนร่วมต่อผู้ใช้งานหนึ่งคนบน Meta AI เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า นับตั้งแต่บริษัทเริ่มทยอยนำโมเดลใหม่มาใช้งานในเดือนเมษายน

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Meta เปิดตัวโมเดลและผลิตภัณฑ์หลายรายการ ได้แก่ Muse Spark เวอร์ชัน 1.2 และ 1.3, Muse Code, โมเดลแบบเปิดที่เปิดเผยค่าน้ำหนักของโมเดล (Open-weight Models) ได้แก่ Muse Glimmer และ Muse Spark Open รวมถึง Muse Voice

ทิศทางต่อไปคือการพัฒนาโมเดลให้มีความสามารถสูงขึ้น พร้อมกลั่นความสามารถให้เป็นโมเดลขนาดเล็กที่ใช้ทรัพยากรน้อยลงและเหมาะกับ AI Agent ส่วนบุคคล โดยบริษัทกำลังพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่กว่ารุ่น Muse Wonder และโมเดลขนาดเล็กที่สามารถให้ความฉลาดในระดับใกล้เคียงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซักเคอร์เบิร์ก ยังกล่าวถึงความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Meta โดยระบุว่า Edits มีผู้ใช้งานประจำมากกว่า 50 ล้านคนแล้ว ส่วนแอปพลิเคชันใหม่อย่าง Forum และ Seller กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ Muse ใช้เวลาประมาณ 8 เดือนจากแนวคิดเริ่มต้นจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัว Muse Charm ซึ่งพัฒนาจากแนวคิดไปสู่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ผู้ใช้สามารถพกพาได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

Meta กำลังเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนา AI เพื่อเพิ่มความสามารถของบริการเดิม ไปสู่การสร้างเครือข่าย AI Agent ที่เชื่อมโยงผู้ใช้งาน การค้า อุปกรณ์สวมใส่ และบริการสำหรับองค์กรเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายขยาย Muse ให้รองรับผู้ใช้งานหลายพันล้านคน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะยาว

  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • Meta
  • AI Agent