
ซิสโก้ เผยองค์กรไทย 57% มั่นใจรับมือ AI Agent ถูกแทรกแซง
ซิสโก้ชี้ องค์กรไทยได้คะแนนความพร้อมรับมือภัยไซเบอร์ 70 จาก 100 แต่ยังติดปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย ทีมงานแยกส่วน อนุมัติล่าช้า ขณะที่ 57% มั่นใจตรวจจับ รับมือ AI Agent ที่ถูกแทรกแซงได้
KEY
POINTS
- ผลสำรวจซิสโก้พบว่า องค์กรในไทยเพียง 57% ที่มั่นใจว่าสามารถตรวจจับและรับมือได้หาก AI Agent ถูกแทรกแซง เนื่องจากกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลและการถูกโจมตี
- อุปสรรคสำคัญที่ฉุดประสิทธิภาพการรับมือภัยไซเบอร์คือข้อจำกัดด้านกระบวนการภายในองค์กร เช่น ทีมงานทำงานแยกส่วน ข้อมูลกระจัดกระจาย และการสื่อสารกับผู้บริหาร
- แม้จะมีความท้าทาย องค์กรไทยมีคะแนนความพร้อมด้านความปลอดภัยไซเบอร์เฉลี่ย 70 จาก 100 คะแนน โดย 19% ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีระบบป้องกันแข็งแกร่ง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก
ซิสโก้เผยองค์กรไทยมีคะแนนความพร้อมรับมือภัยไซเบอร์ 70 จาก 100 คะแนน แม้ 19% มีระบบป้องกันแข็งแกร่ง แต่ยังติดปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย ทีมงานแยกส่วน และขั้นตอนอนุมัติล่าช้า ขณะที่ 57% มั่นใจรับมือ AI Agent ที่ถูกแทรกแซง ชี้การเชื่อมการทำงานและยกระดับการกำกับดูแล AI เป็นกุญแจสำคัญรับมือภัยคุกคามยุคใหม่
นายวีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประจำประเทศไทยและเมียนมาร์กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยความรวดเร็วในการรับมือภัยคุกคามไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความคล่องตัวในการดำเนินงาน การทำงานร่วมกันของทีม และการลดอุปสรรคภายในองค์กร เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
องค์กรไทยพร้อมรับมือภัยไซเบอร์ 70 คะแนน พบ 19% มีระบบป้องกันแข็งแกร่ง
รายงาน Relentless Defense Report ของซิสโก้ ซึ่งสำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์เกี่ยวกับการรับมือภัยคุกคามในยุค AI ประเมินความพร้อมขององค์กรจากความสามารถในการปกป้องระบบ ความรวดเร็วในการตรวจจับ ตอบสนองและแก้ไขปัญหา รวมถึงปัจจัยที่ทำให้การดำเนินงานล่าช้า
ผลสำรวจพบว่า องค์กรในประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ย 70 จาก 100 คะแนน โดย 19% อยู่ในกลุ่มองค์กรที่มีระบบป้องกันภัยไซเบอร์แข็งแกร่ง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 8% อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการรักษาความพร้อมดังกล่าว ท่ามกลางภัยคุกคามที่เกิดขึ้นรวดเร็วและซับซ้อนขึ้นจากการใช้ AI
ทีมงานแยกส่วน-ข้อมูลกระจัดกระจาย ฉุดประสิทธิภาพรับมือภัยไซเบอร์
รายงานระบุว่า ข้อจำกัดด้านกระบวนการภายในเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบ ขั้นตอนอนุมัติ และการประสานงานเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ทั้งฝ่าย IT ฝ่ายจัดซื้อ และผู้บริหารระดับสูง
หากแต่ละฝ่ายไม่สามารถทำงานร่วมกันหรือเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกันได้ ย่อมทำให้การตัดสินใจและการกำกับดูแลระบบ AI มีความซับซ้อนมากขึ้น
ข้อมูลสำรวจองค์กรในไทยสะท้อนข้อจำกัดดังกล่าวใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
- การประสานงาน: มีเพียง 39% ขององค์กรที่ระบุว่าทีมความปลอดภัยไซเบอร์ ทีมเครือข่าย และทีม IT ทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียว โดยใช้เครื่องมือและเข้าถึงข้อมูลร่วมกัน
- การสื่อสารกับผู้บริหาร: 49% ระบุว่าตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยไซเบอร์มีความเป็นเทคนิคมากเกินไปจนไม่สามารถโน้มน้าวผู้บริหารได้ ขณะที่ 38% มีปัญหาในการแปลงข้อมูลเป็นประเด็นทางธุรกิจเพื่อประกอบการตัดสินใจ และ 27% ยังไม่มีมาตรฐานวัดประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ชัดเจน
- การเข้าถึงข้อมูล: 45% ต้องเสียเวลาไปกับการรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายระบบ แทนที่จะมุ่งจัดการภัยคุกคามโดยตรง ส่วน 43% ระบุว่าพลาดข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ เพราะข้อมูลจัดเก็บอยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ยาก
AI เพิ่มประสิทธิภาพ แต่กังวลความปลอดภัยฉุดการใช้งาน AI Agent
แม้ AI จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือภัยคุกคาม แต่ความกังวลด้านความปลอดภัยยังเป็นข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในไทยมากกว่า 90% ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับและรับมือภัยคุกคามได้อย่างน้อย 25% ขณะที่มากกว่า 1 ใน 3 ระบุว่า AI ช่วยลดภาระงานได้อย่างชัดเจน
ปัจจุบัน องค์กรในไทยมากกว่าครึ่งนำความสามารถด้านความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้อย่างกว้างขวาง โดยมีการใช้งานมากที่สุดในด้านความปลอดภัยของระบบเครือข่าย และน้อยที่สุดในด้านความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม 41% ขององค์กรในไทยยังไม่ได้นำ AI Agent มาใช้ในงานปฏิบัติการด้านความปลอดภัยอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหล การถูกแทรกแซงระบบ และการจัดการข้อมูลของหน่วยงานภายนอก ส่งผลให้มีองค์กรเพียง 57% ที่มั่นใจว่าสามารถตรวจจับและรับมือได้ หาก AI Agent ถูกแทรกแซง
ความท้าทายดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการกำกับดูแลระบบอัตโนมัติ เพราะ AI Agent สามารถทำงานและตัดสินใจได้ภายในเวลาอันสั้น ขณะที่กระบวนการประสานงานและอนุมัติภายในองค์กรอาจใช้เวลานานกว่าการเกิดภัยคุกคาม
องค์กรที่มีระบบป้องกันแข็งแกร่ง เน้นทำงานร่วมกันและควบคุม AI
ในระดับโลก กลุ่มองค์กรที่มีระบบป้องกันภัยไซเบอร์แข็งแกร่งมีแนวทางลดอุปสรรคภายในองค์กรและกำกับดูแล AI อย่างรัดกุมกว่าองค์กรทั่วไป อีกทั้งยังประเมินผลลัพธ์จากการนำ AI มาใช้ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า โดยความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการจัดระบบการทำงานให้ทีมสามารถประสานงานและตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น
ผลสำรวจพบว่า 83% ขององค์กรกลุ่มนี้ทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวระหว่างฝ่ายความปลอดภัยไซเบอร์ เครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมแบ่งปันข้อมูลและเครื่องมือร่วมกัน เทียบกับ 37% ในกลุ่มองค์กรทั่วไป
นอกจากนี้ 86% ใช้มาตรการควบคุมความปลอดภัยมาตรฐานเดียวกันสำหรับ AI Agent และบัญชีระบบอัตโนมัติ หรือ Non-human Identities เทียบกับ 37% ขององค์กรทั่วไป ขณะที่ 77% มั่นใจว่าจะสามารถตรวจจับและรับมือได้ทันทีหาก AI Agent ถูกแทรกแซง สูงกว่ากลุ่มองค์กรทั่วไปที่ 51%
ด้านประสิทธิภาพการใช้ AI พบว่า 25% ขององค์กรที่มีระบบป้องกันแข็งแกร่งระบุว่า AI ช่วยเพิ่มความเร็วในการตรวจจับภัยคุกคามได้มากกว่า 100% เทียบกับ 7% ในกลุ่มองค์กรทั่วไป
ขณะเดียวกัน ในกลุ่มองค์กรที่เพิ่มงบประมาณด้านความปลอดภัยไซเบอร์ องค์กรที่มีระบบป้องกันแข็งแกร่งมีแนวโน้มพบเหตุการณ์ภัยคุกคามลดลง 71% เทียบกับ 39% ในกลุ่มองค์กรทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการทำงานและการกำกับดูแล เป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความพร้อมรับมือภัยไซเบอร์ในยุค AI







