thansettakij
thansettakij
Google เปิดตัว Gemini 4 Argon เด่นเขียนโค้ด-วิจัยขั้นสูง ลดเวลาทำงาน

Google เปิดตัว Gemini 4 Argon เด่นเขียนโค้ด-วิจัยขั้นสูง ลดเวลาทำงาน

15 ต.ค. 69 | 03:58 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ต.ค. 69 | 03:58 น.

Google เปิดให้ใช้งาน Gemini 4 Argon โมเดล AI รุ่นใหม่ทั่วโลก เจาะงานซับซ้อนด้านเขียนโปรแกรม การเงิน กฎหมาย ไซเบอร์และวิทยาศาสตร์ เคลมทำงานหลายขั้นตอนแม่นยำขึ้น ช่วยเพิ่มการส่งโค้ดโดยเอเจนต์ AI มากกว่า 35% ลดการย้อนกลับโค้ดเกือบหนึ่งในสาม พร้อมเปิดราคาเริ่มต้น 2 ดอลลาร์ต่อล้านโทเคนขาเข้า

KEY

POINTS

  • Google เปิดตัว Gemini 4 Argon โมเดล AI ที่มีความสามารถสูงในการเขียนโค้ดและงานวิจัยขั้นสูง เพื่อช่วยลดระยะเวลาการทำงานที่ซับซ้อน
  • ถูกนำไปใช้เร่งกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ เช่น ช่วยปรับโครงสร้างโค้ดของ Chrome ขนาด 6 ล้านบรรทัดให้เสร็จในไม่กี่สัปดาห์ จากเดิมที่คาดว่าจะใช้เวลาหลายเดือน
  • มีศักยภาพในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายแขนง ตั้งแต่การค้นพบช่องโหว่ความปลอดภัยไซเบอร์ การเร่งพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัม ไปจนถึงการช่วยวินิจฉัยโรคหายาก

Google เปิดตัว Gemini 4 Argon โมเดล AI รุ่นล่าสุด มุ่งรองรับงานที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยการวิเคราะห์หลายขั้นตอน ครอบคลุมการเขียนโปรแกรม การเงิน กฎหมาย ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเปิดให้ใช้งานทั่วโลกผ่าน API ใน AI Studio และแพลตฟอร์ม Gemini สำหรับนักพัฒนาและองค์กร รวมถึงผู้สมัคร Google AI Ultra และ Pro ผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนด

Google ระบุว่า Gemini 4 Argon ทำผลงานเหนือกว่าโมเดล AI รุ่นแนวหน้ารายอื่นในการทดสอบหลายด้าน และได้อันดับ 1 บน Vals Index ซึ่งวัดประสิทธิภาพของโมเดลในงานสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น การเงิน การเขียนโปรแกรม กฎหมาย และภาษี

ด้านราคาเปิดตัวช่วงแนะนำอยู่ที่ 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านโทเคนขาเข้า และ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านโทเคนขาออก ขณะที่โทเคนขาเข้าที่จัดเก็บไว้ในแคชได้รับส่วนลด 95%

Google เปิดตัว Gemini 4 Argon เด่นเขียนโค้ด-วิจัยขั้นสูง ลดเวลาทำงาน

Google ใช้ AI เร่งเขียนโค้ด เพิ่มประสิทธิภาพงานวิศวกรรม

หนึ่งในผลลัพธ์ที่ Google เปิดเผยคือ การนำ Gemini 4 Argon ไปใช้ร่วมกับ Google Antigravity ช่วยเพิ่มจำนวนการส่งโค้ดที่พัฒนาโดยเอเจนต์ AI มากกว่า 35% และลดการย้อนกลับการเปลี่ยนแปลงโค้ดเกือบหนึ่งในสาม

สำหรับการพัฒนา Chrome โมเดลช่วยทีมวิศวกรรมแยกส่วนการจัดการหน้าเว็บหลักออกจากโค้ดเก่าที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันเบราว์เซอร์ประมาณ 6 ล้านบรรทัด ภายในฐานโค้ด Chromium ที่มีขนาดรวม 40 ล้านบรรทัด ช่วยให้การปรับโครงสร้างสถาปัตยกรรมซึ่งครอบคลุมไฟล์หลายร้อยไฟล์เสร็จภายในไม่กี่สัปดาห์ จากเดิมที่คาดว่าต้องใช้เวลาหลายเดือน

การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้หน้าเว็บที่เปิดอยู่สามารถเคลื่อนย้ายระหว่างแท็บ แผงด้านข้าง และหน้าต่างลอยได้โดยไม่ต้องโหลดใหม่ พร้อมลดปัญหาเบราว์เซอร์ขัดข้องบางประเภท

นอกจากนี้ Gemini 4 Argon ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ Agent Development Kit (ADK) เฟรมเวิร์กโอเพนซอร์สสำหรับพัฒนาเอเจนต์ AI ของ Google โดยลดเวลาเตรียมเซสชันในหน่วยความจำลง 40% สำหรับเซสชันระยะยาว และลดเวลานำเข้าโมดูลครั้งแรกได้ 21%

ส่วนการปรับปรุงโมเดล Gemma 4 E2B บนชิป A100 ผ่าน vLLM ช่วยเพิ่มความเร็วในการประมวลผลอนุมานแบบครบกระบวนการ 2.85 เท่า จากประมาณ 37,900 โทเคนต่อวินาที เป็นมากกว่า 108,000 โทเคนต่อวินาที โดย Google ระบุว่าสามารถรักษาความสอดคล้องของโทเคนไว้ที่ 100% และไม่ทำให้คุณภาพลดลง กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน จากปกติที่อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน

ขยายการใช้งานสู่ธุรกิจ ไซเบอร์ และงานวิจัย

Google ระบุว่า Gemini 4 Argon รองรับงานวิชาชีพที่ต้องการความแม่นยำสูง ทั้งด้านกฎหมาย การเงิน วิทยาศาสตร์ และการเขียนโปรแกรม พร้อมพัฒนาความสามารถในการทำความเข้าใจภาพ การให้เหตุผล และการเขียนให้ตรงตามคำสั่งมากขึ้น ช่วยให้ตอบคำถามตรงประเด็น ลดการกล่าวซ้ำ และสื่อสารกระบวนการทำงานได้ชัดเจนขึ้น

ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ บริษัท Wiz นำ Gemini 4 Argon ไปใช้ในโครงการ Scan for Good เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยโมเดลช่วยตรวจพบและแก้ไขช่องโหว่ที่อาจทำให้ข้อมูลภาครัฐที่มีความอ่อนไหวถูกเปิดเผย รวมถึงค้นพบช่องโหว่ในระบบดาวน์โหลดไฟล์สาธารณะที่อาจเปิดทางให้เข้าถึงกุญแจหลักและสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปกป้องข้อมูลผู้ป่วยหลายแสนราย

Google ยังเริ่มขยายการเข้าถึง Gemini 4 Argon ให้แก่พันธมิตรเพิ่มเติมหลายร้อยรายผ่านโครงการ Fairwind Program เพื่อสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ในภาควิทยาศาสตร์ Gemini 4 Argon ถูกนำไปใช้เร่งการพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยช่วยเพิ่มอัตราการประมวลผลของระบบถอดรหัสข้อผิดพลาดควอนตัมเกือบสองเท่า อีกทั้งช่วยลดต้นทุนด้านเวลาและพื้นที่ในการประมวลผลของกระบวนการย่อยทางควอนตัมมากกว่า 100 เท่า เมื่อเทียบกับวิธีพื้นฐานที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้

ด้านนิวเคลียร์ฟิวชัน Google ร่วมกับศาสตราจารย์ Matt Landreman จาก University of Maryland ค้นพบตัวอย่างโต้แย้งเพิ่มเติมต่อสมมติฐาน Grad’s conjecture ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ในการหาคำตอบทางคณิตศาสตร์ของสนามแม่เหล็กสามมิติในเครื่อง Stellarator ผลการค้นพบนี้ช่วยให้นักวิจัยมีข้อมูลอ้างอิงสำหรับทดสอบแบบจำลองและพัฒนาการออกแบบเครื่องจักรในอนาคต

ส่วนงานวิจัยโรคหายาก Gemini 4 Argon ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจีโนมที่ตัดข้อมูลระบุตัวบุคคลออกแล้ว และตรวจพบความผิดปกติของการจัดเรียงโครโมโซมในกรณีหนึ่ง ซึ่งซอฟต์แวร์ทั่วไปไม่สามารถตรวจพบได้เป็นเวลาหลายปี โดยทำคะแนน 57% ในการทดสอบ RareBench ด้านการช่วยวินิจฉัยโรคหายาก และ 52.2% ใน LabBench ด้านการให้เหตุผลเกี่ยวกับการทดลองในห้องปฏิบัติการ

ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ของ Google ยังใช้ Gemini 4 Argon ออกแบบเอนไซม์ serine esterases ได้ 5 รูปแบบภายในไม่กี่ชั่วโมง และผลทดสอบในห้องปฏิบัติการยืนยันว่าเอนไซม์ทั้งหมดมีความสามารถในการเร่งปฏิกิริยาได้จริง สะท้อนโอกาสในการประยุกต์ใช้กับการรีไซเคิล การผลิตยา เชื้อเพลิงชีวภาพ และเคมีสีเขียว

ทดสอบ AI ควบคุมหุ่นยนต์ ทำคะแนนให้เหตุผลเชิงกายภาพ 87%

อีกหนึ่งความสามารถของ Gemini 4 Argon คือการประยุกต์ใช้กับหุ่นยนต์ โดย Google เปิดเผยว่าโมเดลทำคะแนน 87% ในการทดสอบ Embodied Reasoning (ERQA) ซึ่งวัดความสามารถในการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาทางกายภาพและเชิงพื้นที่ในสภาพแวดล้อมสามมิติ

ในการทดลองภายใน โมเดลเรียนรู้การเล่นเกม Cornhole จากวิดีโอของมนุษย์ โดยวิเคราะห์พิกัดของสภาพแวดล้อม คำนวณการเคลื่อนไหวของข้อต่อทั่วร่างกาย และสร้างโค้ดจำลองขึ้นเอง ก่อนนำไปทดสอบกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Apollo ของ Apptronik ซึ่งสามารถโยนถุงลงเป้าหมายได้สำเร็จติดต่อกัน 7 ครั้ง

Google ระบุว่า กระบวนการ Video-to-Sim-to-Real ช่วยลดเวลาสร้างแบบจำลองจำลองการทำงานของหุ่นยนต์จากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยใช้วิดีโอทั่วไปเป็นข้อมูลสำหรับฝึกและพัฒนาความสามารถของหุ่นยนต์

Google เพิ่มมาตรการความปลอดภัย รับมือการใช้ AI ในทางที่ผิด

Google ระบุว่า Gemini 4 Argon ได้รับการพัฒนาพร้อมมาตรการป้องกันหลายชั้น เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการนำความสามารถด้านการเขียนโค้ดและวิทยาศาสตร์ไปใช้ในทางที่ผิด ครอบคลุมการป้องกันการเจาะระบบ การติดตามตรวจสอบ และการบังคับใช้นโยบาย

บริษัทระบุว่า ในการทดสอบโจมตีจำลองด้านชีววิทยาโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก ผู้ทดสอบสามารถทำให้โมเดลทำงานย่อยที่กำหนดไว้สำเร็จน้อยกว่า 1% ขณะที่การทดสอบคำขอที่เป็นอันตรายพบว่าการละเมิดมาตรการป้องกันลดลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับ Gemini รุ่นก่อนหน้า

นอกจากนี้ Google ยังพัฒนาให้ Gemini 4 Argon เคารพขอบเขตของระบบ รายงานผลที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายอย่างตรงไปตรงมา และรอการยืนยันจากมนุษย์ก่อนดำเนินการที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ โดยการทดสอบด้านการเขียนโปรแกรมพบความพยายามลัดขั้นตอนที่ไม่ได้รับอนุญาตลดลงเหลือ 2%

สำหรับการป้องกัน Prompt Injection หรือคำสั่งอันตรายที่ซ่อนอยู่ในเว็บไซต์ อีเมล หรือโค้ด Google ระบุว่า Gemini 4 Argon ทำผลงานได้ดีบนเกณฑ์ Gray Swan Indirect Prompt Injection โดยลดอัตราความสำเร็จของการโจมตีเหลือ 0.7% จากการทดสอบโจมตีแบบปรับเปลี่ยนวิธี 15 ครั้ง

เปิดให้ใช้งานทั่วโลก รองรับโทเคนสูงสุด 1 ล้านโทเคน

Gemini 4 Argon รองรับขีดจำกัดโทเคนรวมขาเข้าและขาออกสูงสุด 1 ล้านโทเคนผ่าน Gemini API เพื่อรองรับการทำงานต่อเนื่องกับโจทย์ที่มีความซับซ้อนสูง

ผู้พัฒนาสามารถเข้าถึงผ่าน Gemini API แบบชำระเงินใน AI Studio และ Android Studio ส่วนผู้สมัคร Google AI Ultra สามารถทดลองใช้งานผ่าน Google Antigravity และ AI Studio ได้ ขณะที่องค์กรสามารถใช้งานผ่าน Gemini for business, API และ Google Antigravity

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป สมาชิก Google AI Ultra และ Pro สามารถเข้าถึงผ่านแอป Gemini และ AI Mode ใน Search ส่วน Google ยังเปิดรับสมัครนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย 10,000 คน เพื่อรับสิทธิ์ใช้งาน Google Antigravity ระดับสูงสุดโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 6 เดือน ภายใต้เงื่อนไขด้านคุณสมบัติ ความพร้อม และการคัดเลือก

Google ระบุว่า Gemini 4 Argon เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดตัวโมเดลในตระกูล Gemini 4 ซึ่งบริษัทเตรียมนำเสนอเพิ่มเติมต่อไป