
สวทช. เปิด 10 เทคโนโลยี ปี 2569-2570 ชี้โอกาสต่อยอดธุรกิจไทย
สวทช. เผย 10 เทคโนโลยีน่าจับตา ชู AI เลียนแบบสมอง เกษตรแม่นยำ ฟื้นฟูเซลล์ และนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ต่อยอดอุตสาหกรรมไทย
KEY
POINTS
- สวทช. ประกาศ 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับปี 2569-2570 เพื่อสร้างโอกาสต่อยอดธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
- เทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุม 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ AI-ควอนตัม, เกษตรและสิ่งแวดล้อม, สุขภาพและการแพทย์, การผลิตขั้นสูง และพลังงาน
- มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดต้นทุนในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม, พัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพสำหรับสังคมสูงวัย และรับมือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เปิดเผยถึง 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2569-2570 ครอบคลุม AI เกษตร สุขภาพ การผลิต และพลังงาน เปิดโอกาสให้ประเทศไทยต่อยอดงานวิจัย ลดต้นทุน และสร้างธุรกิจใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
เทคโนโลยีเหล่านี้มีทั้งนวัตกรรมที่เริ่มเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ และงานวิจัยระยะแรก โดยตอบโจทย์สำคัญทั้งการใช้พลังงานของ AI ต้นทุนการเกษตร สุขภาพในสังคมสูงวัย และการลดคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม
AI–ควอนตัมเพิ่มประสิทธิภาพ
1. AI เลียนแบบสมอง หรือ Neuromorphic AI เลียนแบบโครงสร้างและการส่งสัญญาณของสมอง มีศักยภาพทำงานเร็วขึ้น 10-100 เท่า และใช้พลังงานน้อยลง 10-100 เท่า สนับสนุน AI ที่ประมวลผลบนอุปกรณ์โดยตรง หรือ On-device AI
โดยการใช้งานครอบคลุมยานยนต์ หุ่นยนต์ ระบบรักษาความปลอดภัย และอุปกรณ์สวมใส่ที่ต้องตอบสนองรวดเร็วและประหยัดแบตเตอรี่ โดยตลาด Neuromorphic Computing คาดว่าจะมีมูลค่า 8,000-10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (260,000-325,000 ล้านบาท) ในปี 2573 เติบโตเฉลี่ย 20-25% ต่อปี
2. ควอนตัมเซนซิง หรือ Quantum Sensing ใช้คุณสมบัติทางควอนตัมพัฒนาเซนเซอร์ความไวสูง ตรวจวัดน้ำบาดาล โพรงใต้ดิน ดินทรุด ความเครียดของพืช และสารปนเปื้อน ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการจัดการน้ำ ปุ๋ย และคุณภาพดิน
ทั้งนี้ตลาดโลกคาดว่าจะเพิ่มจาก 860 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (27,950 ล้านบาท) ในปี 2569 เป็น 1,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (51,025 ล้านบาท) ในปี 2574 ส่วนไทยมีโอกาสเป็นผู้บูรณาการระบบ โดยใช้ฐานเซนเซอร์ขนาดจิ๋วและซูเปอร์คอมพิวเตอร์ลันตาของ สวทช. สนับสนุนงานเกษตร น้ำ และสิ่งแวดล้อม
จุลินทรีย์ลดต้นทุน–รับมือฝุ่น
4. ปุ๋ยชีวภัณฑ์เพื่อเกษตรในอนาคต หรือ BOOST ใช้จุลินทรีย์ส่งเสริมการเจริญเติบโต เพิ่มการดูดซึมธาตุอาหาร และฟื้นฟูดิน โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีในอัตราที่ลดลง หรือออกแบบสูตรเฉพาะตามพืช ดิน และสภาพอากาศ
โดย สวทช. ประเมินว่า หากทดแทนปุ๋ยเคมีได้ 10% จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000 ล้านบาท ขณะที่ผลทดสอบภาคสนามในข้าวไรซ์เบอร์รี หอมนิล และปทุมธานี 1 ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา พบผลผลิตเพิ่มขึ้น 30-50% เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยทางการค้า นอกจากนี้ไบโอเทคมีฐานสนับสนุนทั้งคลังจุลินทรีย์ ทีมวิจัย และเครือข่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อขยายผลสู่ชุมชนและภาคเอกชน
5. นวัตกรรม “หน้ากากชีวภาพ” แห่งอนาคต หรือ PRMP ประยุกต์ชีววิทยาสังเคราะห์กับจุลินทรีย์ในโพรงจมูก ผ่านแนวคิดสเปรย์ที่มีแบคทีเรียคัดสรรและอาหารจำเพาะ เพื่อสร้างชั้นชีวภาพดักจับฝุ่นและโลหะหนัก พร้อมกลไกปกป้องเซลล์ โดยไทยมีฐานวิจัยด้านคลังจุลินทรีย์และจีโนมิกส์รองรับ แต่เทคโนโลยีนี้ยังเป็นแนวทางพัฒนาในอนาคต ข้อมูลที่นำเสนอยังไม่ครอบคลุมผลทดสอบทางคลินิกหรือการอนุมัติใช้เป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันฝุ่น
ฟื้นฟูเซลล์ต่อยอดธุรกิจสุขภาพ
6. เซลล์บำบัดข้ามสายพันธุ์ ชาร์จพลังงานชีวิตด้วยกลไกพืช หรือ CSBT นำกลไกสังเคราะห์แสงของพืชมาสร้างพลังงานสำรองให้เซลล์มนุษย์ที่เสื่อมสภาพ โดยสกัดหน่วยสังเคราะห์แสงขนาดนาโน ห่อหุ้มด้วยเยื่อหุ้มเซลล์เป้าหมาย และนำส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อ ก่อนกระตุ้นด้วยอุปกรณ์ Micro-LED โดยเป้าหมายครอบคลุมโรคระบบประสาท ข้อเข่าเสื่อม การฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจ และเวชศาสตร์ชะลอวัย โดยยังต้องติดตามหลักฐานด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์
7. รีโปรแกรมเซลล์เพื่อย้อนกลับความแก่ชรา หรือ Partial Reprogramming รีเซตข้อมูลควบคุมการทำงานของยีนบางส่วน ให้เซลล์ทำงานใกล้เคียงเซลล์อายุน้อย โดยรักษาหน้าที่เดิมไว้ ซึ่งความก้าวหน้ามีทั้งผลทดลองในหนูด้านฟื้นฟูการมองเห็น กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นประสาท และยืดอายุขัย รวมถึงเริ่มทดลองในมนุษย์ระยะที่ 1 สำหรับฟื้นฟูการมองเห็น โดยโอกาสไทยใน เศรษฐกิจอายุยืน หรือ Longevity Economy ครอบคลุมการประเมินอายุชีวภาพ พัฒนาสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรที่เลียนแบบกลไกรีโปรแกรมบางส่วน และระบบนำส่งสารด้วยนาโนเทคโนโลยี
พลิกการผลิต–ลดคาร์บอน
8. การพิมพ์สามมิติแบบปริมาตร หรือ VAM ฉายแสงเข้าสู่เรซินไวแสงเพื่อขึ้นรูปชิ้นงานทั้งชิ้น ลดเวลาผลิตเหลือระดับวินาทีถึงนาที ได้ชิ้นงานเรียบเนียน และรองรับวัสดุชีวภาพ โดยเทคโนโลยีเริ่มเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ มีโอกาสผลิตอุปกรณ์การแพทย์ ณ จุดดูแลรักษา เช่น เฝือกสบฟันและพิมพ์หู รวมถึงเลนส์สมาร์ทโฟนและเซนเซอร์ โดย สวทช. สนับสนุนงานวิจัยวัสดุ พร้อมเตรียมมาตรฐานและแนวทางขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์
9. คอนกรีตจากการใช้ประโยชน์คาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้ หรือ CMC นำ CO₂ ทำปฏิกิริยากับแคลเซียมให้เกิดแคลเซียมคาร์บอเนต ผ่านการฉีดระหว่างผสม บ่มคอนกรีต หรือผลิตก่อนนำไปผสม โดยเทคโนโลยีมีศักยภาพลดคาร์บอนฟุตพรินต์ 5-50% โดยตลาดคาดว่าจะมีมูลค่า 7,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (234,000 ล้านบาท) ในปี 2576 การพัฒนาในไทยมุ่งใช้ของเสียอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบและสร้างมาตรฐานรองรับวัสดุใหม่
SMR เพิ่มทางเลือกพลังงาน
10. เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ SMR เป็นทางเลือกผลิตไฟฟ้าและความร้อนต่อเนื่อง โดยโมดูลที่นำเสนอมีขนาด 10-300 เมกะวัตต์ไฟฟ้า ผลิตชิ้นส่วนจากโรงงานก่อนติดตั้งหน้างานได้ นอกจากไฟฟ้า ยังใช้ผลิตความร้อน น้ำจืดจากน้ำทะเล และทำงานร่วมกับพลังงานทดแทน ประเทศไทยเริ่มศึกษาวิจัย โดยต้องประเมินความพร้อม พัฒนาเทคโนโลยี และสร้างความเข้าใจร่วมกับประชาชน
ทั้ง 10 เทคโนโลยีเปิดทางให้ไทยต่อยอดฐานอิเล็กทรอนิกส์ เกษตร ทรัพยากรชีวภาพ และการผลิต โดยการสร้างมูลค่าธุรกิจต้องเชื่อมงานวิจัยกับความต้องการอุตสาหกรรม พร้อมเตรียมบุคลากรและมาตรฐานรองรับการใช้งานจริง







