
“ยศชนัน” ดันระบบเตือนน้ำถึงระดับครัวเรือน ชี้เป้าบ้านผู้ป่วยติดเตียง
“ยศชนัน” หนุนระบบเตือนน้ำถึงระดับครัวเรือน ช่วยผู้ป่วยติดเตียง ชูเทคโนโลยี AI ปรับการเรียนตามความถนัด เปิด Credit Bank เทียบประสบการณ์เป็นหน่วยกิต ลดความเหลื่อมล้ำ
KEY
POINTS
- กระทรวง อว. ตั้งเป้าพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมให้มีความแม่นยำจากระดับตำบลสู่ระดับชุมชนและครัวเรือน
- ใช้เทคโนโลยี Digital Twin ในการจำลองภูมิประเทศ เส้นทางน้ำ และระดับความสูงต่ำเพื่อประเมินความเสี่ยง
- มีการระบุตำแหน่งบ้านของผู้ป่วยติดเตียงในระบบ thaiwater.net เพื่อให้สามารถวางแผนช่วยเหลือและอพยพได้ทันท่วงที
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า วันที่ 3 ต.ค. 2569 ในรายการคุยกับ ครม. อนุทิน ถึงแนวทางใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชน ตั้งแต่ภัยน้ำท่วม การศึกษา ไปจนถึงการสร้างงานในอนาคตของประเทศ
เทคโนโลยีกู้ภัยน้ำท่วม เตือนภัยแม่นยำระดับครัวเรือน
นายยศชนัน กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำภาคเหนือ ได้เตรียมระบบบัญชาการร่วมกับ ปภ. ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมชลประทาน สสน. กรมอุตุนิยมวิทยา GISTDA และมหาวิทยาลัยมาประมาณ 2 เดือน พร้อมวอร์รูมติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานประกอบกัน และหากการประเมินแตกต่างจะยึดกรณีเลวร้ายที่สุดเป็นฐานในการเตรียมรับมือ
สำหรับบทเรียนจากพื้นที่น่านพบว่า ฝนบนพื้นที่สูงอาจไหลลงสู่ชุมชนเร็วกว่าการตรวจวัดจากแม่น้ำ จึงเร่งติดตั้งโทรมาตรและเซนเซอร์วัดปริมาณฝนบนพื้นที่สูง เพิ่มระบบแจ้งเตือนชุมชนเมื่อฝนเกินเกณฑ์ พร้อมอบรมประชาชนและผู้นำชุมชนให้เข้าถึงข้อมูล อ่านสถานการณ์ และรู้แผนอพยพด้วยตัวเอง รวมทั้งเตรียมศูนย์พักพิงในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการไว้ตลอดเวลา
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า เป้าหมายต่อไปคือพัฒนาการเตือนภัยจากระดับตำบลให้ละเอียดถึงระดับชุมชนและครัวเรือน โดยใช้ Digital Twin จำลองภูมิประเทศ ระดับสูงต่ำ เส้นทางน้ำ และจุดที่ควรขุดลอก พร้อมมาร์กตำแหน่งผู้ป่วยติดเตียงในระบบ thaiwater.net เพื่อให้รู้ว่าบ้านใดเสี่ยง ต้องอพยพเมื่อใด และใครจะรับผิดชอบนำผู้ป่วยออกจากพื้นที่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ดึง AI ปฏิรูปการศึกษา
ส่วนเรื่องการศึกษา รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอแนวคิด Precision Education หรือการจัดการศึกษาที่เหมาะกับความถนัดของเด็กแต่ละคน โดยมองว่าเด็กไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนกันทั้งหมด และไม่ควรใช้เกรดเพียงอย่างเดียวตัดสินว่าใครเก่งหรือไม่เก่ง เพราะความสามารถด้านศิลปะ ช่าง เกษตร หรือสาขาอื่นสามารถพัฒนาเป็นอาชีพได้
ทั้งนี้ AI จะเข้ามาช่วยให้เด็กเรียนรู้เนื้อหาที่เหมาะกับความสนใจของตัวเอง ขณะที่ครูเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้แนะนำหรือ Facilitator ช่วยค้นหาความสามารถเฉพาะตัวของเด็ก ซึ่งทำได้ง่ายขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีสามารถปรับเนื้อหาและวิธีเรียนให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
“เส้นทางการศึกษาไม่ควรถูกบังคับให้ทุกคนต้องเดินเหมือนกัน เด็กบางคนอาจต้องช่วยครอบครัวและเลือกเรียนสายอาชีพ สามารถเรียนไปทำงานไป มีรายได้ตั้งแต่ยังเรียน และเมื่อพร้อมก็ควรมีเส้นทางต่อมหาวิทยาลัยได้โดยมีเกียรติและศักดิ์ศรีไม่ต่างจากสายสามัญ” นายยศชนัน กล่าว
ส่วนระบบ TCAS อยู่ระหว่างพยายามปรับให้เกิดความเท่าเทียมมากขึ้น โดยลดน้ำหนักการสัมภาษณ์ลงเหลือประมาณ 30% ในบางแห่ง และพัฒนาการใช้ Portfolio ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความได้เปรียบของผู้สมัครที่มีต้นทุนมากกว่าในการจัดทำแฟ้มผลงาน
นอกจากนี้อีกแนวทางที่ใกล้ตัวคนวัยทำงานคือระบบ Credit Bank จะเปิดโอกาสให้นำประสบการณ์และทักษะจากการทำงานมาเทียบเป็นคุณวุฒิหรือหน่วยกิต สะสมต่อยอดเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้ คนที่เคยไม่มีโอกาสเรียนในอดีตจึงสามารถกลับมาเรียนใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์
ยกระดับแรงงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ประเทศไทย ได้เข้าสู่สังคมสูงวัย ในตลาดแรงงานจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน พร้อมเปิดโอกาสให้คนพิการและกลุ่มที่ยังทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพเข้าสู่ตลาดงานมากขึ้น ผ่านการปรับกฎระเบียบ เพิ่มทักษะ และใช้ Assistive Technology ช่วยให้สามารถทำงานได้ตามความสามารถ
ทั้งนี้ภาพใหญ่ของการพัฒนาคนจะขับเคลื่อนผ่านแนวคิด Thailand Nation of Mastery เชื่อมความเชี่ยวชาญของคนแต่ละคนให้กลายเป็นความสามารถระดับประเทศ ตั้งแต่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน SME ไปจนถึงโรงงานและธุรกิจนวัตกรรม โดยใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่น
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ประเทศไทยต้องใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และสุขภาพต่อยอดเป็น Clinical Trial Hub ดึงการทดลองยาและเครื่องมือแพทย์มาตรฐานสากลเข้าประเทศ เชื่อมบริษัทไทย สมุนไพร อาหาร และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อสร้างทั้งองค์ความรู้ การลงทุน และโอกาสเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพใหม่
สำหรับการเตรียมเดินทางไปร่วมเวที STS Forum ที่กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยงานนี้เปรียบเหมือน World Economic Forum ในสายวิทยาศาสตร์ ครั้งนี้เตรียมนำเสนอแนวคิด Nature Positive ในเวที ผลักดันให้ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และป่าไม้ของไทยมีมูลค่าในระบบเศรษฐกิจ ควบคู่เป้าหมาย Net Zero โดยย้ำว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาธรรมชาติต้องเดินไปพร้อมกัน






